Thursday, May 31, 2007

U Think?


some said:
hanging onto something is what makes u strong
but sometimes it is letting go...

Thursday, May 24, 2007

ทะลุหูขวา: arling & cameron


ชีวิตช่วงนี้ขาลงมากๆ
คอมเสีย (โดนไวรัสตั้งแต่คราวก่อน) ต้องส่งไปลงโปรแกรมใหม่
(ซึ่งหมายความว่าเพลงและข้อมูลบางส่วนได้อันตรธานไปเรียบร้อย)
รถเสีย ต้องส่งเข้าอู่
ตัวเองก็เสีย คงต้องไปหาหมอในเร็ววัน
เฮ้อ......

เอาล่ะ นี้คือคอลัมน์ประจำอันใหม่ใน HIP
เป็น 'อีก' ส่วนหนึ่งของโปรเจกต์หู ที่เคยเกริ่นไว้เมื่อนานมาแล้ว
ขอเชิญทัศนาตามอัธยาศัย

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร HIP ฉบับเดือนพฤษภาคม 2550
special thanks to NOKIA


ทะลุหูขวา
text and artwork by วชิรา

(ARLING&CAMERON)

= Garry Arling + Richard Cameron
hi-fi underground คืออัลบั้มแรกหลังจากที่หายไป 5 ปี
รวมวงครั้งแรกเมื่อปี 1994 ออกมาแล้ว 5 อัลบั้ม
เคยทำงานร่วมกับ Pizziczto Five และ Fantastic Plastic Machine
ทั้งคู่มาจากเนเธอร์แลนด์ (Amsterdam) แต่ไปโด่งดังในญี่ปุ่นและอเมริกา
ตอนนี้พำนักอาศัยอยู่เบอร์ลิน
เมื่อปี 2001 Richard Cameron ประสบอุบัติเหตุรถตู้จากการออกทัวร์
หลังหัก ต้องพักรักษาตัว จากนั้นแยกย้ายกันไปทำงานเดี่ยว
และกลับมารวมกันอีกในอัลบั้มนี้
ถ้าไม่เกิดอุบัติเหตุขึ้นเสียก่อน อัลบั้มนี้ควรจะออกมาในปี 2002
โดยทีแรงบันดาลใจบางส่วนจากเหตุการณ์ 9/11
เป็นความหดหู่ หวาดระแวงที่ซ่อนอยู่ลึกๆ
ภายใต้กลิ่นของดนตรีอิเล็กโทรนิก/เต้นรำ

ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ www.arlingandcameron.com (มี MV ให้ดูด้วย-เท่มาก!)


(LYRIC)

we can't be somebody else

there's a world outside and it's waiting
waiting for us to come
and we'll keep on coming until our message is heard by everyone
there's life before death and it's there for the taking
we get it for free and we get what we're making of it
we better love it, or else, you know
we can't be somebody else
we can't be somebody else
we can't be somebody else
we better love ourself


(ESSAY)

ช่วงเวลาติดชิดหลังเทศกาลสงกรานต์แบบหายใจรดต้นคอ
โลกก็ต้องตื่นตะลึงกับโศกนาฏกรรมระทึกขวัญในมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย เทค
สหรัฐอเมริกา คนธรรมดาๆ 32 คนเสียชีวิต โดยไม่รู้ตัว ไม่มีโอกาสร่ำลา

มองกันอย่างสถิติก็ถือว่าเป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งรุนแรงที่สุด
ในประวัติศาสตร์การสังหารหมู่ในสถานศึกษาของอเมริกา
เมื่อเปรียบเทียบกับกรณีโรงเรียนมัธยมโคลัมไบน์ที่มีผู้เสียชีวิต 15 คน ในปี 1999
และการสังหารหมู่ที่มหาวิทยาลัยเท็กซัสที่มีผู้เสียชีวิต 16 คน ในปี 1966

ตามตารางของนิตยสาร TIME ฉบับ 30 เมษายน 2007 แสดงให้เห็นว่า พฤติกรรมการสังหารหมู่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นับจากปี 1990

ถ้าเทียบกันตามลำดับเวลา
ในขณะที่ประชาชนชาวไทยกำลังสาดกระสุนน้ำใส่กันอย่างเมามัน
ในช่วงวันที่ 12-15 เมษายน ที่อีกฟากของโลก ชายหนุ่มผู้หนึ่งอาจกำลังจมอยู่ในภวังค์ ครุ่นคิด เคร่งเครียด และตระเตรียม เขาเป็นนักศึกษาชั้นซีเนียร์ เอกภาษาอังกฤษ ชาวเกาหลีใต้ ชื่อ โช เซืองฮุย อายุ 23 ปี พำนักอยู่ในอเมริกาตั้งแต่อายุ 8 ขวบ

พ้นสงกรานต์เพียงหนึ่งวัน การกระทำของโชเปลี่ยนแปลงโลกของใครหลายคนไปตลอดกาล ทั้งที่แวดล้อมใกล้ชิดและที่อยู่ห่างไกล

ไม่ว่าจะต้องการหรือไม่ ทุกการกระทำของคนเราล้วนสื่อ 'สาร' บางอย่าง
และรอเพียงมีคนได้ยิน

จดหมายถึงโช เซืองฮุย

สวัสดี
เราไม่รู้จักกัน และนายก็ไม่มีสิทธิ์ได้อ่านจดหมายฉบับนี้แล้ว
ไม่มีใครรู้ว่านายคิดอะไร แต่คนทั้งโลกกำลังเงี่ยหูฟัง
แน่นอน-คงไม่มีใครเห็นด้วยกับการกระทำของนาย
หลายฝ่ายออกมาวิเคราะห์โน่นนี่ แสดงความเห็นกันไปคนละทางสองทาง
โลกเราเป็นแบบนี้-นายคงรู้
ต้องรอให้เกิดอะไรขึ้นแล้วก่อนก็ค่อยมาตามแก้ไข

ประเด็นต่างๆ เกิดขึ้นมากมายหลังจากวันนั้น ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเก่าๆ
เช่นเรื่องวัฒนธรรมความรุนแรง เรื่องวัฒนธรรมปืน (ซึ่งคุณ Michael Moore
เคยพูดไว้แล้วในหนังสารคดีเรื่อง Bowling For Columbine (2002) ของเขา
ที่สร้างมาจากกรณีสังหารหมู่นักเรียนในโรงเรียนโคลัมไบน์)
คนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าการกระทำของนายได้รับอิทธิพลมาจากหนัง
เขาลือกันว่านายได้รับอิทธิพลมาจากหนังเรื่อง OLD BOY
ของผู้กำกับ พัก ซุนวู ชาวเกาหลี (ซึ่งทำมาจากการ์ตูนญี่ปุ่นชื่อเดียวกัน
ของ โนบุอากิ มิเนกิชิ อีกที)

น่าตลกสิ้นดี เพราะเราชอบหนังเรื่องนั้นมาก!
(โดยเฉพาะฉากที่ตัวเอกเพิ่งออกมาจากที่คุมขัง และแสดงอาการตื่นเต้น
ที่ได้เจอมนุษย์ตัวเป็นๆ เป็นครั้งแรก-เขาดีใจมาก)

บางฝ่ายกังวลว่ากรณีของนายจะทำให้เกิดสงครามระหว่างเชื้อชาติ
แต่ส่วนใหญ่ล้วนพุ่งประเด็นไปเรื่องวัฒนธรรมสื่อ
หลายคนเห็นว่าสื่อประโคมข่าวนายมากเกินไป
และจะทำให้นายกลายเป็นต้นแบบให้คนอื่น

มันทำให้เรานึกถึงที่ใครก็ไม่รู้เคยพูดไว้
"ไม่มีใครจำชื่อคนที่ตาย คนส่วนใหญ่จำได้แต่ชื่อฆาตกร"
นี่คือสิ่งที่นายตั้งใจไว้หรือ, โช?

ไม่ว่าจะต้องการหรือไม่ ทุกการกระทำของคนเราล้วนสื่อ 'สาร' บางอย่างเสมอ
ตั้งแต่อาหารที่เรากิน ของที่เราใช้ งานที่เราทำ ชีวิตที่เราเป็น
สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอยู่แล้วโดยไม่ต้องพยายาม
ขึ้นกับว่ามีใครเห็นความหมายของมันหรือไม่เท่านั้น

ถามเล่นๆ -นายมีเพื่อนไหม? นายเคยมีคนรักไหม?
ถ้าเคย นายคงเข้าใจความข้อนี้ดี เพราะถ้าเขาหรือเธอคนนั้นรักนาย
ความหมายต่างๆ จากการกระทำของนาย
จะไปปรากฏในชีวิตของเขาหรือเธอคนนั้นเอง-โดยไม่ต้องพยายาม

ถามต่อ-จำเป็นไหมที่เราต้องสื่อสารกับโลก?
ตอบให้-ไม่จำเป็นหรอก เพราะโลกนี้กว้างใหญ่ไพศาล
ใครจะมามัวนั่งฟัง 'สาร' ของนายคนเดียว
แต่ถ้านายหื่นกระหายที่จะสื่อสารกับโลกจริงๆ ก็มีวิธีมากมายให้เลือกใช้
แล้วเชื่อสิ มีคนพร้อมจะฟัง
น่าเสียดาย...ที่นายไม่มีโอกาสนั้นแล้ว

สิ่งที่มาก่อนความตายคือชีวิต
นายคงไม่เข้าใจ



Wednesday, May 9, 2007

FALL ON DEAF EARS: MAY 2007

ขออภัยเดือนนี้แปะข่าวช้า และไม่มีเขียนเพิ่ม
เนื่องจากงานล้นทะลัก และคอมพิวเตอร์โดนไวรัส ( แต่ตอนนี้คิดว่าหายแล้ว)
การทำร้านกาแฟไม่ง่ายอย่างที่คิด (ไวรัสก็กวนใจกว่าที่คิด)
แต่ก็สนุก รามือเมื่อไหร่ จะกลับมาเขียนโน่นนี่ให้อ่านกันนะ
ปล แผนที่ก็ไม่มี ทำไม่ทัน ดูของเดือนที่แล้วไปก่อนเน้อ
(อุตส่าห์ถ่ายรูปม้าลายมาเผื่อทำแผนที่แล้วเชียว)

คราวนี้จัดงานวันที่ 12 พฤษภาคม ที่ขันอาษา เชียงใหม่ (เหมือนเดิม)
เริ่มงานเวลา 21.00-เที่ยงคืน เหมือนเดิมและมีฉายหนัง (เหมือนเดิม)
เดือนนี้เป็นโฮมเมดวิดีโอที่มากับอัลบั้มล่าสุดของ BECK ชื่อ

THE INFORMATION ดิบๆ ดูเพลิน น่าสนใจไม่น้อยเชียว
ใครที่เป็นแฟนๆ BECK ถ้ามีเวลาก็น่าจะลองมาชมดู
เริ่มฉาย 19.00 เหมือนเดิม

ได้ยินใครก็ไม่รู้บอกว่า (คลับคล้ายคลับคลายว่าอ่านเจอจากบทสัมภาษณ์
Cornelius ใน OPEN HOUSE ฉบับดนตรี ที่นราวุธ สัมภาษณ์ไว้
-ถ้าผิดพลาดขออภัยด้วย หนังสืออยู่ไกลตัว เช็กไม่ได้)
เดี๋ยวนี้ซีดีลิขสิทธิ์ส่วนใหญ่ ต้องมาสู้กันที่ดีวีดี
เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยยอมซื้อแผ่นจริง การมีดีวีดี
อาจช่วยเพิ่มความน่าสนใจได้มากขึ้น(แผ่นที่ซื้อมานี้เป็นแผ่นอิมพอร์ตด้วย
ราคาแพงมาก แต่ก็ต้องกัดฟัน T_T เมื่อไหร่จะมีหน่วยงานรัฐ
มาพิจารณาเรื่องแบบนี้เสียที ถ้างานศิลปวัฒนธรรมในชีวิตประจำวัน
อย่าง หนัง เพลง หนังสือ ราคาไม่แพงเกินไป
โอกาสได้เห็นวัฒนธรรมที่แตกต่างก็จะเกิดขึ้นกว้างขวางกว่าที่เป็นอยู่)

ส่วนรูปเดือนนี้ถ่ายที่สนามหญ้าหน้าม.ช.
ม้าลายนั้นซื้อหามาจากห้างสรรพสินค้าชั้นนำ (แห่งประเทศเชียงใหม่)
ขณะนี้ยังมีชีวิตอยู่ และพยายามจะรักษาชีวิตไว้ให้ถึงวันงาน
ว่าจะเอามายืนเปิดเพลงด้วยกัน

เปิดไปเปิดมา เริ่มจากเล่นๆ นี่ก็ปาเข้าไปครั้งที่ 7 แล้ว (และยังเล่นๆ อยู่)
อยากขอบคุณทุกคนมากๆ ทั้งที่มาได้และมาไม่ได้
หนำซ้ำเดือนนี้เริ่มมีผู้สนใจให้ความสนับสนุน-ขอขอบคุณ NOKIA
ที่เห็นความสำคัญ และมานะอุตสาหะทำงานกับเรา
ในแบบที่เอา 'ตัวงาน' เป็นหลัก โดยไม่พยายามทำกลายเป็นอย่างอื่น

เกือบลืมงานเดือนนี้ตั้งใจว่าจะใช้ช่วงเวลาหนึ่ง
ให้กับการกลับมาออกอัลบั้มของพี่เพชร โอสถานุเคราะห์
ในฐานะที่แกเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจในวันก่อน และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ
ว่า 20 ปีผ่านไป แกก็ยังคงเป็นแรงบันดาลใจได้เช่นเดิม
เมื่ออาทิตย์ก่อนลงไปกทม. ได้คุยกับแกตัวเป็นๆ
-ตื่นเต้นมากๆๆ ใครที่มางานคงได้ดูอะไรพิเศษๆ ล่ะ
(อาจเป็นดีวีดีหรือเบื้องหลังต่างๆ)

ใครที่มางานได้ก็พบกัน ใครที่มาไม่ได้ก็ไม่เป็นไร
(สนใจโทรมาจองโต๊ะได้ที่เบอร์ 086 914 8251 แต่คงต้องรบกวนให้มาก่อนสามทุ่มเน้อ ไม่เช่นนั้นคงต้องขออนุญาตตัดโต๊ะให้คนอื่น)
และสำหรับชาวกทม. กลางเดือนมิถุนานี้พบกัน...แน่นอน!

ช่วงนี้ฝนมา รักษาตัวด้วยแล้วก็อย่าลืมช่วยกันลดใช้ถุงพลาสติกล่ะ!

ปล ลืมส่งข่าว เดือนนี้เริ่มจัดรายการวิทยุแล้ว
ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่ 12.00-14.00
ที่คลื่น 106.5 MHz ...................เชียงใหม่เจ้า!

ด่วน!!!!
เพิ่งคุยสายตรงกับพี่อิ้ม (เจ้าของ Bar Bali และเจ้าของนิยายขายดี-เท่ารักเธอ)
ว่าจะขอเอ็มวีเพลงประกอบหนังเรื่อง 'พลอย'
ของพี่ต้อม-เป็นเอก มาฉายในงาน
พี่อิ้มรับปากจัดการให้เรียบร้อย
หมายความว่า ถ้าไม่มีอะผิดพลาด
เราจะได้ชมเอ็มวีเพลงประกอบ 'พลอย' กัน
อยากดูหนังแล้วล่ะ ^^

Thursday, May 3, 2007

FALL ON DEAF EARS: APRIL 2007


ลงโปสเตอร์งานของเดือนเมษาเก็บไว้
หลังจากที่เพิ่งค้นพบว่าสามารถทำรูปเล็กๆ
แปะไว้ที่ด้านขวาของบล็อกนี้ได้
(ไม่เชื่อลองหันไปดูข้างๆ)
จึงไม่จำเป็นต้องขึ้นโปสเตอร์งานค้างไว้นานๆ เหมือนเมื่อก่อน
แต่จะไม่เก็บไว้เลยก็ดูจะทิ้งขว้างเกินไป
อุตส่าห์นั่งหลังขดหลังแข็งทำมันออกมา
อีกอย่าง เราชอบรูปนี้ (ไอ้)ก้อย-น้องช่างภาพที่ HIP ถ่ายไว้ตอนไปเที่ยวเล่น
สวยดี ดูเปียกๆ เข้ากับช่วงสงกรานต์

ว่าแต่ตอนสงกรานต์ที่ผ่านมาสนุกมาก
พอดีตกกระไดพลอยโจรได้เปิดเพลงเป็นคนสุดท้ายของวันสุดท้าย
ตื่นเต้น เร้าใจ สนุกสนาน อย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
ไอ้โจ้ (ชื่อเหมือนกัน) ที่เป็นดีเจอาชีพ (และเป็นกราฟฟิกที่ HIP) เดินมาถามว่า
"เป็นไงพี่ เข้าใจหรือยังว่าเวลาที่เปิดเพลงแล้วคนเต้นกันเมามัน เป็นยังไง"

อืม...คิดว่าพอเข้าใจแล้วว่ะ
สงกรานต์หน้าไม่พลาดแน่ๆ
^^