Wednesday, April 30, 2008

TELEGRAM


ได้ข่าวว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของการให้บริการโทรเลข
สนใจอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่นะ^^

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9480000154713

Friday, April 25, 2008

KoKo for HAPPENING!


KoKo (ออกเสียงว่า โก๊ะ-โกะ) ออกเดินทางจากในบล็อกไปสู่ Happening
และเดินทางกลับมาที่บล็อกนี้อีกครั้ง (ตลกดีเนอะ * *)
สำหรับชาวบางกอก ติดตามได้ที่ Happening บนแผงหนังสือ
สำหรับชาวที่อื่น ติดตามที่นี่ไปพลางๆ ละกันนะ มีเขียนเพิ่มเติมจากบล็อกที่แล้วเล็กน้อย!

หมายเหตุ พบข้อผิดพลาดหนึ่งประการคือ เขียนพ.ศ.ผิด!
อันที่จริงเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นปีนี้ คือ 2551 ไม่ใช่ 2550 ขออภัยทุกท่านมา ณ ที่นี้
T_T


เอาล่ะ นี้คือข้อความที่พี่วิภว์เขียนแนะนำไว้

วชิรา
บรรณาธิการคนที่ 2 ของนิตยสาร a day ที่ปัจจุบันหันไปตั้งรกรากที่เชียงใหม่ พร้อมทำตัวเป็นผู้จัดงานสุดเก๋ในซีรี่ส์ 'ทะลุหูขวา' ที่จัดต่อเนื่องมาแล้วทุกเดือนได้เป็นปี และคอนเสปต์แต่ละครั้งก็ยังสด แปลก และได้ใจคนไม่ชอบอะไรซ้ำซาก แต่วชิราไม่ได้ไปอยู่เชียงใหม่เพื่อเป็นเจ้าพ่องานปาร์ตี้หรือเป็นดีเจเท่านั้น เขายังไป 'ใช้ชีวิต' อีกด้วย โดยการพบปะทำความรู้จักกับผู้คนที่น่าสนใจ และในวันหนึ่งเขาก็ได้พบและได้ร่วมงานกับช่างภาพสาวชาวญี่ปุ่นชื่อ คาโยะ อูเมะ (Kayo Ume) ซึ่งกำลังมาแรงอย่างยิ่ง เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป โปรดพลิกไปอ่านที่หน้า 20 โดยพลัน


เป็นศิลปะ
KoKo Girl! (and her dinosaurs)
เรื่องและภาพ วชิรา

ทั้งหมดนี้ออกจะเป็นเรื่องส่วนตัวสักหน่อย ผมจึงคิดว่าน่าจะใช้บางบรรทัดต่อจากนี้อธิบายที่มาที่ไปพอสังเขป เมื่อวันหนึ่งคุณวิภว์ บูรพาเดชะ โทรศัพท์มาแจ้งว่า อ่านพบข้อความที่ผมเขียนถึงช่างภาพชาวญี่ปุ่นท่านหนึ่งในบล็อก iamvajira.blogspot.com ที่ผมใช้เป็นโกดังไซเบอร์สำหรับเก็บข้อเขียนและเรื่องราวบางส่วนในชีวิตประจำวัน และอยากให้เขียนเล่าถึงมุมมองที่มีต่อการทำงานของเธอ ผมตรึกตรองแล้วจึงเห็นว่าน่าจะนำข้อความที่เคยเขียนไว้แล้วนั้นลงเสียเลย โดยถือโอกาสปรับคำและบางความให้สามารถอ่านได้เข้าใจตรงกัน จากนั้นเพื่อไม่เป็นการเอาเปรียบผู้ที่เคยอ่านในบล็อกมาแล้วจนเกินไปนัก ผมจึงพยายามทำการบ้านเพิ่มเติม และขออนุญาต Kayo Ume ผ่านทางคุณฟูมิยะ เพื่อนำผลงานบางส่วนของเธอมาลงให้ชมกัน

ซึ่งได้รับอีเมลตอบกลับมาว่าเธออนุญาตด้วยความยินดี

เรื่องราวต่อจากนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2551 และนี่คือข้อความที่เคยปรากฏอยู่ในบล็อกที่ว่านั้น

เมื่อสัปดาห์ก่อน ผมได้รับประสบการณ์ 'แปลกใหม่' คือทั้งแปลก และใหม่ และคาดว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นได้อีก จู่ๆ Kimura ชาวญี่ปุ่นที่พอรู้จักมักคุ้นกันสมัย SOI MUSIC ก็ติดต่อมาว่าอยากชวนมาถ่ายแบบ อ่านอีเมลของ Kimura อยู่หลายรอบจนแน่ใจ แต่ก็ไม่วายต้องอีเมลกลับไปถามว่า จริงๆ แล้วต้องการให้ช่วยหานายแบบหรือว่าต้องการให้เป็นแบบ

สุดท้ายกลายเป็นอย่างหลัง

เรื่องก็คือว่า Kimura ไปช่วยคุณ Fumiya ทำนิตยสาร haco ซึ่งเข้าใจคร่าวๆ ว่าเป็นคล้ายๆ แคตตาล็อกของแบรนด์เสื้อผ้า .fr ที่ญี่ปุ่น เข้าใจไปเองอีกว่าคุณ Fumiya นั้นก็เป็นคล้ายๆ creative director ของนิตยสารเล่มนั้น (แต่ไม่รู้ว่าแกเกี่ยวข้องอะไรกับเสื้อผ้า .fr หรือเปล่า) คราวนี้ haco จะมาถ่ายที่ประเทศไทย เขาก็ชักชวนคนโน้นคนนี้มาเป็นแบบกันสนุกๆ เท่าที่เห็นและพอจำได้ (ที่เขาเอามาโชว์ให้ดู) ก็มีจีน มหาสมุทร, จีน ฟูตอง, ตั้ม วิศุทธิ์, ปราบดา, โมโมโกะ, จูน Bear Garden, Stylish Nonsense ฯลฯ

ดูจากรายชื่อก็คงพอนึกภาพออก ตอนแรกผมนึกว่าเขาจะยกโขยงมาถ่ายกันที่เชียงใหม่ แต่ปรากฏว่าทุกคนถ่ายที่กรุงเทพฯ ที่เชียงใหม่มีแค่ผมกับนักเขียนการ์ตูนผู้หญิงที่มาจากญี่ปุ่นอีกหนึ่งท่าน Kimura ส่งลิ้งค์ที่เกี่ยวข้องกับนักเขียนการ์ตูนท่านนั้นมาให้เสร็จสรรพ (ซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่าให้มาทำไม เพราะไม่ได้ถ่ายด้วยกันเลย...คงเป็น ‘ความพร้อม’ ของการทำงานแบบชาวญี่ปุ่นมั้ง)


ผมปักใจเชื่อจนทุกวันนี้ว่าเขาคงหาอื่นไม่ได้จริงๆ หรือคนอื่นๆ อาจจะไม่ว่าง
ยิ่งคิดก็ยิ่งนอนเกร็งไปหลายวัน การอยู่หน้ากล้องเป็นเรื่องยากลำบากสาหัส

แล้ววันนั้นก็มาถึง ทีมงานเขายกมากัน 9 คน (นี่ก็คงเป็นเรื่อง 'ความพร้อม' ของการทำงานแบบชาวญี่ปุ่นเช่นกัน หรือที่จริงก็ไม่รู้ว่าเขาอยากมาเที่ยวกันเป็นพิเศษหรือเปล่า) แต่เห็นว่านอกจากคุณ Fumiya และ Kimura แล้ว ก็มีทั้ง อาร์ตไดเรคเตอร์ ช่างแต่งหน้าและทำผม (Kimura อวดทรงผมใหม่ ชี้มือบอกว่าคุณคนนี้เป็นคนตัดให้ ถามผมว่าตัดผมไหม? แล้วก็ย้ำว่าคนนี้เคยตัดผมให้กับ Kahimi Karie มาแล้วนะ (นักร้องที่ผมชอบมาก) ลูกค้าสองคน นักเขียนการ์ตูนคนนั้น แล้วก็ช่างภาพ

ช่างภาพที่แหละที่เป็นประเด็น!

ตอนที่ Kimura แนะนำ ผมเห็นภาพผู้หญิงคนหนึ่ง ท่าทางเพี้ยนๆ ว่างๆ ก็เอาผ้ามาโพกหัวเล่น หน้าตาตลกๆ และท่าทางอารมณ์ดี กล้องที่ใช้ก็มีสติ๊กเกอร์ตัวโน่นตัวนี่ (คลับคล้ายคลับคลาว่าเห็นไดโนเสาร์หนึ่งตัวแน่ๆ) เขาเตรียมหนังสือที่เป็นผลงานของเขามาให้ (สังเกตหลายครั้งว่าน่าจะเป็นธรรมเนียมของชาวญี่ปุ่น เวลาที่ไปพบปะคนใหม่ๆ แล้วมักจะมีของมอบให้ติดไม้ติดมือกลับบ้านเสมอ) เขียนชื่อให้ด้วย (ตอนที่ยื่นให้ เขาพยายามชี้ตรงที่เขียนชื่อผม แล้วพูดว่า โจ้ซัง โจ้ซัง) รับหนังสือมาพลิกดู แป๊ปเดียว Kimura ก็มาอธิบายว่า หนังสือเล่มนี้ขายได้ราว 100,000 เล่มที่ประเทศญี่ปุ่น! จากปกติที่ 4,000 ก็ขายกันหืดขึ้น


ช่างภาพคนนี้คือ Kayo Ume (คาโยะ อูเมะ)
มองจากภายนอก ผมรู้สึกว่าเขาช่างเป็นช่างภาพที่ปราศจากมาดแบบช่างภาพที่พบเห็นได้ทั่วไป

Ume ไม่ค่อยพูดภาษาอังกฤษ ทำงานเร็ว (Fumiya บอกว่าปกติเธอถ่าย 20 นาทีก็เสร็จ แต่ออกมาดี) หลังจากที่เลือกที่ถ่ายทำ เธอก็เริ่มลงมือ เราไปถ่ายกันที่ Backstreet Book-ร้านหนังสือมือสอง ซึ่งเป็นร้านประจำของผม "KoKo KoKo" คือคำที่ได้ยินจากปาก Ume ตลอดเวลา


KoKo (ออกเสียงว่า ‘โก๊ะโกะ’) = here ในภาษาอังกฤษ เขาจะดันผมไปยืนตรงโน่นตรงนี้แล้วก็พูดว่า KoKo KoKo แต่ไม่แค่นั้น เพราะ Ume จะชอบให้ผมชูสองนิ้ว ทำท่าประหลาดๆ และลากไปยืนที่ในจุดแปลกๆ ถ่ายอยู่สักพักก็บอกว่า ผมเหมาะจะกินไอติม ก็ชักชวนกันไปร้าน iberry ไปถึงก็เหมือนเดิม สั่งไอติมโคนให้เสร็จสรรพ (คุณ Fumiya ถือมาให้แล้วบอกว่า ผมไม่มีสิทธิเลือก เพราะว่า Ume เลือกให้แล้ว) ลากไปยืนตรงโน้นตรงนี้ เดี๋ยวก็ลากไปนั่งกินไอติมข้างถังขยะ "KoKo KoKo" แล้วก็ถ่ายๆๆๆๆๆ

ลืม...ตอนแรกที่ไปถึง iberry (คนค่อนข้างเยอะ) ผมกระซิบ Kimura ว่า ขอร้อง ไหว้ล่ะ อย่าถ่ายตรงชิงช้านะ เราอาย เพราะว่าชิงช้าของ iberry นั้นอยู่ในจุดที่โดดเด่นเป็นสง่ามาก หลังจากนั้นไม่ถึงนาที หลังจากที่ Kimura หันไปพูดอะไรไม่รู้กับ Ume (ผมฟังไม่ออก) Ume ก็เดินมาลากผมไปที่ชิงช้า หยิบไอติมของใครก็ไม่รู้ บอกว่าไปถ่ายรูปกัน (ตอนนั้นผมยังไม่ได้ไอติมของตัวเอง) เขากดถ่ายอยู่จนเสร็จ แล้วก็เงยหน้าขึ้นมาพูดภาษาญี่ปุ่นกับผม ผมหันไปถาม Kimura Kimura บอกว่า "แกล้ง!"

Ume เป็นช่างภาพที่ตลกที่สุดผมที่เคยเจอ ไม่ใช่ตลกแบบปล่อยมุกน้ำตาไหล แต่ด้วยบุคลิก แววตา ท่าทาง และก็เป็นช่างภาพคนแรกที่ผมเห็นว่าเวลาเปลี่ยนเลนส์แล้วไม่มีฝามาปิด แต่ใช้กระดาษแข็งสีขาวแล้วเอา
มือแปะทับไว้! -_-'

หลังจากนั้น ผมก็พาชาวคณะบางส่วนออกไปนอกเมือง คุณ Fumiya บอกว่าอยากไปดู เผื่อไว้คราวหน้า ขับรถกันไปจนถึงแถวๆ แม่ริม จอด ลงไปเดิน แล้ว Ume ก็ลากผมไปตรงกอเฟื่องฟ้า "KoKo KoKo" เหมือนทุกครั้ง (คราวนี้เขาถ่ายคุณ Fumiya กับคุณ อาร์ตไดเรกเตอร์ด้วย)

กลับเข้ามาที่วัดอุโมงค์ ผมเลยได้รู้ว่า Ume กลัวหมา (แต่ชอบเล่นลูกหมา แล้วก็ชอบวาดการ์ตูนรูปหมา) เวลาเดินผ่านหมา หรือหมาเดินผ่าน Ume จะรี่มาหลบข้างหลัง จ๋อยๆ แต่พอหมาเดินผ่านไป ก็กลับมาซ่าเหมือนเดิม

ตอนระหว่างนั่งรอไปสนามบิน ทุกคนกำลังเก็บข้าวของ Ume เดินถือตุ๊กตาที่หน้าตาละม้าย Kitty (สันนิษฐานว่าซื้อมาจากร้านตุ๊กตาแถวๆ กาดหลวง) เอามาวางบนตักผม ถอยหลังไป หยิบกล้องมาถ่าย หยิบตุ๊กตากลับ แล้วก็พูดอะไรไม่รู้กับคุณ Fumiya

"หน้าเหมือนกัน!" หมายถึงผมกับเจ้าตุ๊กตาหน้าแมวนั่น! คุณ Fumiya หันมาแปลให้ฟัง

หลังจากที่ทุกคนกลับไปแล้ว ผมมารู้ทีหลังจากอังกฤษ (อัจฉริยโสภณ) ว่า Ume ดังมากๆๆๆๆ มีรายการทีวีที่ญี่ปุ่นตามถ่ายทำชีวิตประจำวันตอนทำงานด้วย แล้วเมื่อไม่กี่วันมานี้เองคุณ Fumiya กลับมาที่เชียงใหม่ เราสามคน (รวมอังกฤษด้วย) ก็ยังมานั่งคุยเรื่องนี้กันต่อ เลยได้รู้ว่า Ume เป็นเด็กสาวจากจังหวัดทางเหนือ ตอนนี้มีสินค้าหลายชิ้นมาติดต่อให้เธอไปโฆษณา แต่เธอก็ไม่อยากทำ ที่น่าสนใจกว่าคือ เธอรู้สึกไม่ค่อยดี
ที่จะต้องปฏิเสธ คุณ Fumiya พูดคล้ายๆ ว่านี่เป็นคุณสมบัติของชาวชนบทญี่ปุ่น

หลังจากนั้นผมกลับมานั่งดูงานของ Ume จากหนังสือ Ume-me Today’s Happening ที่เธอให้ และพบว่ามันทำให้การมองสิ่งต่างๆ ของเราต่างไป ไม่ใช่แค่เฉพาะความแปลกหรือตลก แต่มันประกอบขึ้นด้วยอารมณ์ความรู้สึกบางอย่าง ดูแล้วก็คิดต่อไปว่า คนแบบไหนนะ ที่จะถ่ายภาพออกมาได้แบบนี้ (อีกใจก็คิดว่า ก็คงเป็นคนแบบ ‘KoKo KoKo’ คนนั้นนั่นแหละ!) โดยเฉพาะเวลาที่เขาถ่ายเด็กๆ เราจะเห็น 'ตัวเขา' สะท้อนมาจากแววตาที่เด็กๆ มองเขาได้ชัดเจน

นี่อาจจะเป็นสาเหตุให้งานของ Ume จับใจคนได้เป็นจำนวนมาก
มันคงเป็นความเป็นตัวของตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติ

บอกไปแล้วว่า ประสบการณ์แบบนี้คงไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ หรืออาจไม่เกิดขึ้นอีกเลย ถือเป็นการเล่าสู่กันฟังก็แล้วกัน เพราะมันเป็นการถูกถ่ายที่สนุกที่สุดตั้งแต่เกิดมา

ขอบคุณ Kimura และคุณ Fumiya ครับ^^

ระหว่างที่อ่านทบทวนเหตุการณ์ในวันนั้นอีกครั้ง ผมพบว่าหลายๆ เรื่องก็เล่าข้ามไป เช่นการพยายามจับผมให้ไปยืนข้างๆ รูปแพนด้าที่พ่นติดอยู่บนผนังด้านข้างร้าน iberry แล้วให้ยื่นมือเหมือนไปจับมือแพนด้าที่ยกอยู่ข้างหนึ่ง การพูดกับตัวเองเสียงดังตลอดเวลาที่กำลังถ่ายรูป หรืออาการตื่นเต้นสุดขีดที่เห็นโทรศัพท์บ้านขนาดยักษ์ (ทำด้วยปูนแล้วทาสี) ตอนระหว่างทางลัดบนถนนกองบินไปสนามบินเชียงใหม่ (ดูเหมือนมีใครเล่าให้เธอฟังมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่สรุปว่าไม่ได้ถ่ายเก็บไว้ เพราะคนอื่นๆ บอกว่ามีกฏห้ามถ่ายรูปบนถนนเส้นนี้ พวกเขาจึงลงความเห็นกันว่าไม่ควรฝ่าฝืนกฏ Ume ก็ได้แต่บอกว่าไม่เป็นไร ไม่เป็นไร)

ลำพังการถ่ายแต่ ‘ของแปลกๆ ‘ ไม่น่าจะใช่สาเหตุที่ผลงานของเธอเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง
ผมว่าบุคลิกและสัญชาตญาณของเธอต่างหาก ที่ทำให้เกิด ‘อารมณ์ความรู้สึกบางอย่าง’ ที่ว่านั่น

Kayo Ume (1981) เริ่มสนใจการถ่ายภาพเนื่องจากเห็นเด็กหญิงที่สวยที่สุดในหมู่บ้านสะพายกล้องอยู่รอบลำคอในเช้าวันหนึ่ง เธออยากเป็นอย่างนั้นบ้าง จึงไปซื้อกล้องมาสะพาย จากนั้นก็ค่อยๆ สนุกไปกับการใช้มัน เธอตัดสินใจเข้ามาในเมืองใหญ่เพื่อเรียนและเป็นช่างภาพจนกระทั่งผลงานเล่มแรกมียอดจำหน่ายแสนเล่มเมื่อปีกลาย ขณะที่เล่มที่สองและสาม มียอดจำหน่ายในขณะนี้อยู่ที่เล่มละห้าหมื่นเล่ม

ส่วนกล้อง (Eos5) ได้กลายเป็นอวัยวะหนึ่งที่สะพายบนคอของเธอไปแล้ว

ตามประสาคนไม่มีความรู้ ผมเดาเอาเองว่าเธอไม่น่าจะใช่ช่างภาพในสาขาเทคนิคพิศดารพันลึก ดูจากที่เธอเล่าไว้ในประวัติส่วนตัวว่าเธอชอบที่จะใช่โหมด P (Programme) ในการถ่ายแทนที่จะใช้ M (Manual) เหมือนช่างภาพทั่วๆ ไป เนื่องจากเธอมักจับภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน บังเอิญ แต่สวยงาม สำหรับเธอ

“ฉันให้ความหมายของ P ว่า Prefessional ไม่ใช่ Pregramme” เธออธิบายไว้อย่างนั้น

จนถึงปัจจุบัน ผมยังไม่มีโอกาสได้ดูภาพที่ตัวเองถูกถ่าย (ได้แต่ภาวนาขอให้เขาไม่เลือกรูปที่ชูสองนิ้วออกมาเผยแพร่สู่สายตาสาธารณะ) ส่วน Ume นั้นกำลังจะแสดงงานชุด ‘Danshi’ (เด็กชาย) ที่ฝรั่งเศสในงาน HYERES 2008 (23rd FESTIVAL INTERNATIONAL DE MODE & DE PHOTOGRAPHIE) ตอนเดือนเมษาที่กำลังจะมาถึง

ได้ยินว่าช่วงหลังๆ Ume สนใจภูเขา เนื่องจากได้ไปเห็นภาพถ่ายภูเขาที่สวยงามมากหลายชิ้น และเธอตั้งใจจะถ่ายภูเขาบ้างในช่วงเวลาต่อจากนี้

ผมนึกไม่ออกว่าเธอจะไป ‘KoKo KoKo’ ใส่ภูเขาได้อย่างไร แต่เชื่อว่าเธอคงมีวิธีจัดการในแบบของตัวเอง

คงต้องติดตาม

*ภาพผลงานของ Kayo Ume คัดเลือกมาจาก http://www.home-room.org/archive/guest/003_ume_tum/room/ume/
นิทรรศการที่เธอแสดงร่วมกับ วิศุทธิ์ พรนิมิตร เมื่อราวเดือนตุลาคม 2547

Special thanks to Kayo Ume (KoKo), Fumiya Sawa and Kazuhiro Kimura

พิมพ์ครั้งแรกในบล็อก
พิมพ์ครั้งที่สองพร้อมส่วนเพิ่มเติมใน Happening ฉบับเดือนเมษายน 2551

Thursday, April 17, 2008

โพรง (1): THANK YOU FOR READING


โพรง เป็นคอลัมน์ใหม่ อันที่จริงก็ไม่ใหม่มากนัก มันคือการตัดส่วน essay ที่อยู่กับคอลัมน์ ทะลุหูขวา เมื่อก่อนนี้ ออกมามีพื้นที่ของตัวเอง เพื่อที่จะไม่ต้องอิงกับเนื้อหาของวงดนตรี แบบที่เคยเขียนอยู่ประจำ พร้อมกับฉวยโอกาสนี้ ฝึกหัดทำภาพประกอบคอลัมน์ไปพลางๆ

ตั้งใจจะเขียนถึงสิ่งละอันพันละน้อยที่เกิดขึ้นในเมืองเชียงใหม่ ที่พบ ที่เห็น ที่คิด และรู้สึก ระหว่างที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ ด้วยความเชื่อส่วนตัวว่า 'ทุกๆ เมือง ล้วนมีโพรงเป็นของตัวเอง' ขึ้นกับว่าใครจะเห็นหรือไม่เท่านั้น

ขอเชิญรับชม

โพรง
เรื่องและภาพโดย วชิรา


Thank You For Reading
คำเตือน: การสูบบุหรี่ขณะอ่านหนังสืออาจทำให้ควันเข้าตา

ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่ในโลกนี้ชอบอยู่ในที่ที่อากาศปลอดโปร่ง โดยเฉพาะในเวลาที่เรารู้สึกโล่งสบาย สังเกตร้านกาแฟใหญ่น้อยที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็นนั่นก็ได้ เกือบทุกร้านมักมีพื้นที่ด้านนอกไว้ให้บริการ การแบ่งพื้นที่แบบนี้ดูผิวเผินก็เหมือนไม่มีอะไรพิเศษ เป็นสิ่งธรรมดาสามัญที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาหลังการแบ่งนอก-ในนี้ ได้กลายเป็นการจัดสรรสัดส่วนการใช้พื้นที่ของคนสองประเภทไปโดยปริยาย

คนที่สูบบุหรี่และไม่สูบบุหรี่
มันเป็นแบบนี้มาเนิ่นนาน

ช่วงหลายเดือนให้หลัง ตั้งแต่มีการประกาศกฏหมาย (หรือว่า ‘คำสั่ง’ ผมก็ไม่แน่ใจนัก) สนับสนุนนโยบายการควบคุมการสูบบุหรี่ (anti-smoking policy) ก็เกิดกระแสเสียงขานรับอื้ออึง แม้จะพิศวงงงวงยกันเป็นส่วนใหญ่ว่า ‘พื้นที่สาธารณะ’ ที่ว่าห้ามสูบบุหรี่นั้นครอบคลุมความหมายถึงอะไรบ้าง แต่แน่นอนว่านโยบายนี้เป็นที่ถูกใจคนที่ไม่สูบและย่อมสร้างความขัดใจแก่ผู้ที่ติดบุหรี่ ซึ่งเป็นนโยบายที่กำลังแพร่หลายไปทั่วโลก เพราะเชื่อกันว่าจะช่วยยับยั้งและลดทอนประมาณของผู้สูบบุหรี่ลงได้ (ผมตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการจำเพาะเจาะจงไปที่ประชากรในเมืองใหญ่มากกว่าคนที่เดินเหินเย็นใจริมทางเท้าในหมู่บ้านชนบท)

ยังความแปลกใจมาสู่มนุษย์โลกตาดำๆ อย่างผมเป็นอย่างยิ่ง ว่าในเมื่อบุหรี่เป็นศัตรูร้ายของมวลมนุษยชาติได้มากมายขนาดนี้ ทำไมกลับสามารถซื้อหาได้ง่ายดายพอๆ กับกระดาษชำระ

ผมไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าอิทธิพลของธุรกิจบุหรี่นั้นมากมายมหาศาลขนาดไหนและส่งผลไปถึงกลุ่มผู้มีอำนาจกลุ่มใดในโลกกลมๆ นี้บ้าง จึงคิดได้แต่เพียงว่า นี่อาจเป็นเรื่องของสิทธิและเสรีภาพในการเลือกใช้ชีวิตในโลกใบนี้

ทุกคนในโลกล้วนเข้าใจตรงกันว่าสารพิษในบุหรี่นั้นเป็นอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพ แต่ในเมื่อคนกลุ่มหนึ่งมีสิทธิเสรีภาพในการขาย ทำไมคนบางกลุ่มจึงไม่มีสิทธิและเสรีภาพในการสูบ

เท่าๆ กับสิทธิและเสรีภาพของผู้ที่ไม่สูบ

ยืนยันพร้อมขีดเส้นใต้อีกครั้งว่าผมไม่ได้สนับสนุนให้คนสูบบุหรี่ ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียใดๆ กับธุรกิจบุหรี่ และชอบอยู่ในที่ที่อากาศปลอดโปร่ง แต่อดไม่ได้ที่จะคิดถึงสิทธิและเสรีภาพที่มนุษย์คนหนึ่งพึงจะมีในการเลือกใช้ชีวิตของเขา

ซ้ำร้ายเมื่อจำเพาะเจาะจงมาที่ประเทศไทยของเราอันเป็นประเทศที่กลิ่นของศีลธรรมอันดีงามตลบอบอวลไปทั่วหัวระแหง ซองบุหรี่จึงเพิ่มเติมภาพประกอบสุดอัปลักษณ์ให้เป็นที่น่ารังเกียจ คนสูบบุหรี่จึงถูกสายตาพิฆาตจากคนรอบข้างว่าเป็นคนเลว อันเป็นสายเดียวกับที่ใช้มองคนที่ปล้นฆ่า ชิงทรัพย์ หรือข่มขืน ยิ่งวันยิ่งแสดงออกชัดเจน ขานรับนโยบายการ ‘ห้าม’ นี้อย่างทันควัน (ตามสไตล์)

ขณะที่เราพร้อมจะยกมือไหว้คนที่แต่งตัวดี ภูมิฐาน ยิ้มแย้มกับการคอรัปชั่น หรือทำเป็นไม่สนใจ ปล่อยให้มันผ่านๆ ไป ราวกับว่ามันไม่ใช่เรื่องของเรา

ในภาพยนตร์เรื่อง Thank You For Smoking (เขียนบทและกำกับโดย Jason Reitman) ตัวละครเอกเป็นล็อบบี้ยิสต์ให้องค์กรค้าบุหรี่ เขาเป็นคนพูดเก่ง ฉลาด หลักแหลม ซึ่งแน่นอนว่าต้องถูกต่อต้านจากคนรอบข้างรวมถึงผู้มีอำนาจบาตรใหญ่ในรัฐบาล หลังจากที่ต่อสู้กับปัญหาต่างๆ นานา ฉากท้ายๆ ของหนัง ตัวละครตัวนี้ต้องตอบข้อซักถามสำคัญที่ว่า “ถ้าลูกของคุณอายุ 18 แล้วอยากสูบบุหรี่ คุณจะให้เขาสูบไหม” (เขามีลูกชายที่เขารักมากหนึ่งคน)

เขานิ่ง คิด และตอบช้าๆ ว่าเขาจะเป็นคนซื้อบุหรี่ซองแรกให้ลูก

ผมชอบคำตอบนี้ แม้จะไม่รู้ว่าถ้าเวลานั้นมาถึง เขาจะทำอย่างนั้นจริงๆ ไหม หรือถ้าเป็นตัวผมเอง ถ้าวันหนึ่งผมมีลูก ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย ผมจะสามารถทำแบบนั้นกับลูกๆ ของผมได้หรือไม่ แต่อย่างน้อยมันก็แสดงให้เห็นการเคารพในการเลือกใช้ชีวิตของผู้อื่น แทนที่จะบังคับให้เขาเลือกแต่สิ่งที่เราตัดสินให้เสร็จสรรพว่าดี

ความดี-เลว นั้นน่าจะมีอยู่จริง แต่ก็น่าจะเป็นคนละความหมายกับลำพังแค่การแต่งตัวดี ตระเวณเข้าวัดเข้าวา ทำบุญ 18 วัด ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ หรืออื่นๆ อีกนานัปการตามแต่จะสรรหามาปกหุ้มคลุมกาย

การเปิดโอกาสให้ได้คิด พิจารณา ไตร่ตรอง และตัดสินใจเลือกเข้าใจสิ่งต่างๆ ด้วยตนเองอาจช่วยให้เรามองทะลุเปลือกปลอมๆ เหล่านั้นเข้าไปได้

เราจึงอาจมีโอกาสได้เห็นร้านกาแฟที่มีสัดส่วนพื้นที่สำหรับผู้สูบบุหรี่อย่างพอเหมาะพอควร และไม่รีบร้อนตัดสินความดีเลวของใครคนใดคนหนึ่งจากเพียงวัตถุเล็กๆ ที่อยู่ระหว่างคีบนิ้วของเขา

หมายเหตุ
ในหนังเรื่อง Thank You For Smoking ไม่ปรากฏตัวละครตัวไหนเลยที่สูบบุหรี่ และเมื่อดูจบแล้วก็ไม่ได้สร้างความรู้สึกอยาก หรือไม่อยากสูบบุหรี่แต่อย่างใด


พิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร HIP เมษายน 2551

ทะลุหูขวา (12): artist: THE NATIONAL

ทะลุหูขวา
text and artwork by RabbitHood


ประกาศ: งดกิจกรรมฟังเพลง ‘ทะลุหูขวา’ เดือนเมษายน!
(There will be no music-listening party ‘Fall On Deaf Ears in April!)

{artist}
THE NATIONAL

The National เป็นวงอินดี้ร็อกจาก Brooklyn อเมริกา พวกเขาเป็นกลุ่มเพื่อน (ได้ข่าวว่าเป็นนักเรียนกราฟฟิกดีไซน์) จาก ซินซิเนติ โอไฮโอ รวมวงกันครั้งแรกเมื่อปี 1999 ตอนแรกตั้งชื่อวงไว้สองชื่อคือ The National และ American Mary แต่ในที่สุดก็เลือกชื่อแรก ส่วนชื่อหลังนั้นได้กลายเป็นชื่อเพลงในเวลาต่อมา (และเป็นชื่อเว็บไซต์ด้วย!)

ในช่วงเริ่มต้น สมาชิกบางคนยังต้องทำงานประจำ เสมือนเป็นฟันเฟืองในยุค ‘dot-com’ ของนิวยอร์คที่กำลังรุ่งเรือง (dot-com boom คือยุคสมัยที่ธุรกิจ internet กำลังเจริญเติบโตถึงขีดสุด นับกันว่าคือช่วงประมาณปีค.ศ. 1995-2001) ในปี 2001 นี่เอง The National ออกอัลบั้มแรก (ชื่อเดียวกับวง) กับค่าย Brassland Records ซึ่งก็เป็นค่ายเพลงของสมาชิกสองคนในวงคือ Aaron and Bryce Dessner กับเพื่อนอีกคนของพวกเขาคือ Alec Hanley Bemis และสองปีต่อมาพวกเขาก็ออกอัลบั้มสอง Sad Songs for Dirty Lovers.

ปี 2005 พวกเขาก็ย้ายไปค่าย Beggars Banquet Records เนื่องจากพบว่าการทำเพลงไปด้วยและทำค่ายไปด้วยนั้น ‘ซับซ้อน’ เกินไป อัลบั้มแรกที่ออกกับค่ายใหม่นี้ชื่อ Alligator และได้รับเสียงชื่นชมมากมาย กระทั่งได้รับการยกย่องให้เป็น ‘อัลบั้มแห่งปี’ จาก LA Times, Insound, Uncut และอีกหลายๆ ฉบับ อัลบั้มนี้ขยายความสนใจของ The National ออกไปได้มาก จนหลายๆ คนเข้าใจผิดไปว่าที่คืออัลบั้มแรกด้วยซ้ำ

อัลบั้มล่าสุด Boxer ออกเมื่อปี 2007 และก็ได้รับเสียงชื่นชมมากมาย อัลบั้มนี้มีศิลปินอื่นๆ มาร่วมสนุกหลายท่าน เช่น Sufjan Stevens (เคยเขียนถึงไปแล้ว!) และ Doveman อัลบั้ม Boxer ได้รับการยกย่องให้เป็น #2 best album of the year จาก stereogum.com และ #1 best album of the year จาก Paste magazine เพลง ‘Slow Show’ ในอัลบั้มนี้ก็ได้ไปปรากฏอยู่ในซีรี่ย์เรื่อง Chuck ของ NBC และเรื่อง One Tree Hill ของ The CW Television Network (ชื่อ CW คือการนำเอาอักษรตัวแรกของค่าย CBS และ Warner Bros. มารวมกันนั่นเอง)

ปี 2008 พวกเขาพร้อมกับวง Modest Mouse (มีโอกาสจะเขียนถึงวงนี้บ้าง) วางแผนหนุน R.E.M ออกทัวร์โปรโมทอัลบั้มใหม่ ‘Accelerate’ และในปีเดียวกันนี้เอง The National ก็ได้เข้าร่วมออกแบบเสื้อยืดกับ Yellow Bird Project องค์กรการกุศลในนิวยอร์คที่หาเงินช่วยเหลือเด็กและครอบครัวที่ด้อยโอกาสในสังคม โดยให้วงดนตรีต่างๆ ออกแบบเสื้อยืดมาจำหน่าย (ไอเดียนี้ถ้าใครจะเลียนแบบ เขาก็คงไม่ว่ามั้ง!)

ดนตรีของ The National ค่อนข้างขรึม มีสติ เชื่อกันว่าได้รับขอบเขตอิทธิพลกว้างตั้งแต่ Bruce Springsteen ถึง Tinderstick โดยมี Matt Berninger รับหน้าที่เขียนเนื้อเพลงหม่นๆ ชอบตำหนิติเตียนตัวเอง แถมร้องเองด้วยน้ำเสียงโทนต่ำ ซึ่งเป็นบุคลิกเฉพาะตัวมาก

สมาชิกในวง
Matt Berninger/ Aaron Dessner/ Bryce Dessner/ Bryan Devendorf/ Scott Devendorf

สนใจเพิ่มเติม (มีแสดงสดและ MV ให้ดูด้วย)
http://www.americanmary.com/

พิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร HIP เดือนเมษายน 2551

Tuesday, April 15, 2008

IsAmAre


เดือนที่แล้วตอนลงไปกรุงเทพฯ มีน้องๆ จากเว็บแม็กกาซีนมาขอสัมภาษณ์เรื่อง 'ปาร์ตี้' ตอนนี้สำเร็จออกมาเป็นรูปเป็นร่างแล้ว เลยขอเอามาแบ่งๆ กันอ่าน แถมยังมีบทสัมภาษณ์ของอีกสองคนคือ โน๊ต แห่ง DUDESWEET (ซึ่งน่าอ่านกว่ามาก เพราะเป็นเจ้าพ่อปาร์ตี้ตัวจริง-แถมโน๊ตก็คือ SUPER-SLOWMOTION ที่ออกแบบโลโก้แอ็ปเปิ้ลให้ RabbitHood ไง) กับอีกคนที่เป็นตัวแทนของ Smirnoff ออกไปปาร์ตี้ตามที่ต่างๆ ของโลก (ซึ่งก็น่าอ่านกว่าอยู่ดี)

IsAmAre น่าสนใจดี เราชอบ เก่ง สวยงาม พวกเขาตั้งใจทำงาน นอกจากที่สัมภาษณ์เราแล้วยังได้คุยกันเล็กๆ น้อยๆ ก็เห็นว่ามีปัญหาที่เป็นอุปสรรคอยู้พอสมควร คุยแล้วก็เอาใจช่วย (หรือต่อไป อาจจะเอาแรงไปช่วยด้วย)

ลองแวะเข้าไปอ่านดูตามอัธยาศัยนะ ^^

http://www.isamaremag.com/apr2008/index.php#interview

Saturday, April 12, 2008

THANKSGIVING @ ACTION PARTIES#2. See Scape, CM


รูปมาแล้น! คราวนี้เป็นฝีมือของน้องมาย & The Gang
พวกเขาเป็นหนุ่มสาวชาวโลโม่ หลากเพศ คละวัย ที่จับกลุ่มกันถ่ายรูปและทำกิจกรรมต่างๆ นานา (น้องมายเพิ่งจบมอ.6 เป็นบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของพี่เหน่ง-แมวใจดี) ชอบเจอกันตามนิทรรศการต่างๆ เลยชวนมาถ่ายรูปให้เสียเลย

วันงาน THANKSGIVING นั้นสนุกสนานดียิ่ง ถึงแม้ว่าฝนจะตกลงมาตอนกลางๆ แต่ก็อิ่มเอิบดีแท้ เห็นพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ เตรียมของมาขายกันแล้วก็ตลกดี ทั้งหม้อหุงข้าว ที่สูบลมจักรยาน ไฟแช็ค เสื้อยืด เครื่องประดับ รองเท้า โคมไฟ จักรยาน (!) ไม้กลอง (อันนี้ของน้องมาย) กาต้มชา+แผ่นดูฮวงจุ้ย (ของพี่เหิร) และอื่นๆ อีก (จำไม่ค่อยได้แล้ว)

สังเกตว่าถ้าเป็น 'เครื่องใช้' จะได้รับความสนใจมากกว่า สันนิษฐานว่าเพราะใช้งานได้จริง ส่วนของตกแต่งนั้นได้รับความสนใจรองลงมา อันที่เห็นว่าปล่อยยากก็เห็นจะเป็นรองเท้า และงานศิลปะประเภททำเล่นสนุกๆ ไว้สะสม

จะว่าไป วันนั้นก็เหนื่อยอธิบาย ตัวเองก็งงๆ เหมือนกัน กว่าจะใช้โทรโข่ง (ยืมมาจากวัด!) อธิบายได้ก็ลำบากไม่น้อย เพราะต้องยึดหลักการอย่างเคร่งครัด ไม่ใช่ใครอยากซื้ออะไรก็ได้ คนที่จะซื้อได้ต้องเป็นคนที่เอาของมาร่วมสนุกด้วยเท่านั้น กฏ 3 ข้อสร้างความวุ่นวายไม่น้อย เพราะถ้าไม่เจอคนที่แลกกันได้ ระบบการซื้อขายจะขยายเป็นวงกว้าง ซึ่งปวดหัวบรม

แต่ก็สนุก ทุกคนที่มาร่วมงานจะ 'ต้อง' มีของกลับบ้านเพียง 'หนึ่งชิ้น' เท่านั้น เพราะ THANKSGIVING ถูกคิดมาให้ช่วยชะลอการซื้อของเพิ่ม ด้วยการ 'เปลี่ยนมือ' ของ จากบ้านหนึ่งไปสู่อีกบ้านหนึ่ง

ด้วยความที่สนุกสนานดี ก็เลยคิดเอาเองว่าอาจจะจัดอีกครั้ง ภายในปีนี้ จะเป็นจริงหรือไม่อย่างไร โปรดติดตาม ^^

เอาล่ะ ขอเชิญรับชม

http://www.flickr.com/photos/rabbithood/sets/72157604492756284/show/

ขอขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมสนุกในงาน ทั้งที่ตั้งใจเตรียมของมาและผ่านมาเที่ยวเล่น ขอบคุณ Khai Hori และ Wunderspaze ขอบคุณชาว See Scape ที่มีน้ำอดน้ำทนกับความเรื่องมากต่างๆ นานา และที่ขาดไม่ได้ ขอขอบคุณทีมงาน แอ็ดเทวดา (ตัวปลอม) สำหรับทุกสิ่ง

Sunday, April 6, 2008

ACTION PARTIES#2: THANKSGIVING


งานผ่านไปแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
ขอนำจดหมายมาลงไว้ ส่วนรูปเดี๋ยวรอทีม 'โลโม' ของน้องมาย ส่งมาให้ก่อนนะ

(scroll down for lousy english)

สวัสดีทุกท่าน
เดือนเมษานี้งดงานหู ดังที่เคยแจ้งไปแล้ว สำหรับท่านที่อยู่ไกล หรือท่านที่พลาดงาน THE MESSAGE ทั้งสองครั้งไป เข้าไปชมรูปงานได้ที่นี่ http://www.flickr.com/photos/rabbithood/sets/72157604273033595/show/ (งานเปิด) และที่นี่ http://www.flickr.com/photos/rabbithood/sets/72157604397058009/show/ (งานปิด)

โปรเจกต์เดือนนี้ ชวนมาขายของซื้อของที่ ‘ร้านมือสองคืนเดียว’ THANKSGIVING
บริเวณช็อปเล็กๆ ด้านหน้า see scape นิมมาน ซอย 17 (ที่เคยจัดงานหู ตอน GARDEN OF swEDEN)
วันศุกร์ที่ 4 เมษายนนี้ ร้านเปิด 19.00-23.00 น.คืนเดียวเท่านั้น!

กฏ 3 ข้อของ THANKSGIVING
1. ต้องนำของที่ ‘ซื้อมาแล้วไม่ค่อยได้ใช้’ มาร่วมงาน 1 คน 1 ชิ้น
2. ตั้งราคาขาย หรือจะแลกกับคนอื่นก็ได้
3. ถ้าไม่มีใครแลกด้วย ต้องขายของตัวเองให้ได้ก่อน จึงจะมีสิทธิ์ซื้อของคนอื่น!

THANKSGIVING นี้เป็นการร่วมงานในโปรเจกต์ ACTION PARTIES#2 ของ Wunderspaze ที่ดำเนินงานโดยคุณไก่-Khairuddin Hori ชาวสิงคโปร์ (เคยเขียนถึงไปนิดหน่อยแล้วในบล็อก) เขามีพื้นที่เล็กๆ ร่วมกับร้าน see scape แล้วก็ชักชวนให้คนส่งโครงการเข้าไปว่าจะทำอะไร

THANKSGIVING หรือ ‘วันขอบคุณพระเจ้า’ นี้เป็นคำที่ใช้เรียกวันฉลองหลังฤดูเก็บเกี่ยวของชาวคริสต์ แต่ในที่นี้ถูกขโมยมาใช้ในความหมายของการ ‘แลกเปลี่ยน’ ในยุคสมัยที่เราถูกหลอกล่อให้ซื้อของใหม่อยู่ตลอดเวลา ทุนนิยมไม่ใช่เรื่องเลวร้าย แต่การปล่อยให้ถูกชักจูงโดยไม่ได้หยุดคิดนั้นต่างหาก ที่น่าจะเลวร้ายกว่า ว่างๆ ลองอยู่นิ่งๆ แล้วสังเกตข้าวของในบ้านที่ซื้อมาแล้วไม่ค่อยได้ใช้ (เราเชื่อว่าทุกบ้านมี) หยิบมันออกมา แล้วมาร่วมสนุกกัน (ของเราเป็น ‘ที่ปิ้งขนมปัง’อันที่เห็นในโปสเตอร์นั้นแล ซื้อมาตอนย้ายอพาร์ตเม้นท์ใหม่ๆ แล้วปรากฏว่าก็ซื้อ ‘เตาติ๊ง’ มาด้วย ซึ่งปิ้งขนมปังได้เหมือนกัน ที่ปิ้งขนมปังเลยไม่ใช้อีกเลย ยังใหม่ และสวยงามมาก-ขอบอก^^)

THANKSGIVING ไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ เป็นเพียงพื้นที่กลางให้คนนำของมาเอง ตั้งราคาเอง ขายเอง หรือแลกเปลี่ยนกันเอง เพียงแต่ต้องเคารพกฏ 3 ข้อเท่านั้น

เอาละ จะไปเตรียมงานต่อแล้ว เกือบลืม...คราวนี้ไม่มียืนเปิดเพลง (เพราะไม่ใช่งานหู) แต่เตรียมเพลงไว้แล้ว เป็นเพลงที่มีผู้อ่าน (ผู้ฟัง) ส่งแผ่นมาให้จากแอฟริกาใต้ ขอบคุณมากๆ นะครับ เราคิดว่าฟังกันในบรรยากาศจับจ่ายซื้อของน่าจะเหมาะ

จดหมายคราวนี้อาจน่าตาแปลกๆ เพราะเป็นการทดลองส่งแบบใหม่ เพื่อใช้จำนวนวันส่งสั้นลง ผิดพลาดประการใดขอโปรดให้อภัย ^^

พบกันใหม่งานหน้า ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอีกแล้ว
รักษาสุขภาพด้วยนะ เล่นน้ำกันดีๆ นะ
^^
วชิรา
.....................................................
THANKSGIVING (one night secondhand shop) by vajira
MID-LIFE SALE!
@ see scape (nimman soi 17), Chiang Mai.
FRIDAY 4 APRIL 2008
OPEN 19.00-23.00 HRS


THE 3 RULES OF THANKSGIVING
1. Bring any Household Appliance. 1 Item per Person.
2. Sell or Trade.
3. If you can’t Trade. Sell first, then Buy!


This is what Mr Khairuddin Hori (curator) wrote about my THANKSGIVING

THANKSGIVING by vajira invites you to take positive action against this ‘Capitalist’ world that has convinced us to consume more and more each day; and through the inadvertent typhoon known as ‘Advertising’, we have been further fooled to consume large amounts of ‘stuff’ some of which becomes a ‘White Elephant’ soon after! Bring one such ‘White Elephant’ of yours down to his Action Party, trade it off with someone who might have a better use for it and rid yourselves of consumerist sin!

All Clear!
See you^^
vajira

F>O>D>E>16.1>THE MESSAGE with LoLay & Giam Eee @ Nim City Daily, CM.


แฮะ แฮะ...รูปมาแล้ว ขออภัยที่ล่าช้ามากกกกกกก
ต้องให้เน (ช่างภาพ) ส่งซีดีมาให้ใหม่ เพราะว่าทำหาย หาไม่เจอ
งานวันนั้นบรรยากาศดี ชื่นใจ เห็นว่าคนสนใจและตั้งใจดู
(เสียดายที่เริ่มดึกไปหน่อย คราวหน้าช่วยมากันตรงเวลานิดนึง ก็จะดีนะ)

ขอบคุณ British Council เชียงใหม่ ที่สนับสนุน
ขอบคุณโลเลกับเกี้ยมอี๋ ที่สละเวลามาร่วมสนุกกัน
ขอบคุณเน-เนติพล แก้วกมล ที่บินกลับมาถ่ายภาพให้อีกรอบ
(เนเป็น Rabbit Eyes-ช่างภาพอาสาสมัครของ RabbitHood ท่านแรก!)
ขอบคุณพี่ๆ น้องๆ ทุกท่านที่ช่วยเหลือ ขอบคุณผู้ชมทุกท่านที่มา ถึงแม้ว่าสถานที่จะไกลจากวิถีชีวิตประจำวันไปสักหน่อยก็ตาม

ชมภาพงานได้ที่นี่ (คราวนี้ใส่ไว้ให้เยอะมากกก ชดเชยที่ช้า)

http://www.flickr.com/photos/rabbithood/sets/72157604397058009/show/

พบกันใหม่งานหน้า ยังไม่ทราบว่าเมื่อไหร่
อ้อ เกือบลืม 'ข้อความ' ทั้งหมดกำลังเตรียมตัวแสดงในเว็บต่อจากนี้ไป
โปรดติดตาม
^^

Tuesday, April 1, 2008

BREAKING NEWS: เจ้ย ตัดสินใจยอมฉาย แสงศตวรรษ ฉบับเซ็นเซอร์


ยังติดไว้เรื่องอ่าน 'สัตว์วิกาล' อ่านจบเมื่อไหร่จะมาเล่าสู่กันฟัง
แต่บังเอิญได้รับอีเมลแจ้งข่าว จากเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ (ข่าวเดียวกัน)
เห็นแล้วก็ชื่นใจ ที่หลายๆ 'มีใจ' กับเรื่องเดียวกัน

น่าดีใจเหลือเกินที่เราเป็นประเทศเดียวในโลกที่ได้ดู Thailand's Edition

คนที่อยู่กรุงเทพฯ มีโอกาสอยากให้ได้ไปชม ส่วนชาวเชียงใหม่ โปรดรอสักครู่

...........................................................
เจ้ย ตัดสินใจยอมฉาย แสงศตวรรษ ฉบับเซ็นเซอร์


หลังจากเป็นเรื่องถกเถียงมากกว่าหนึ่งปีเต็ม ในที่สุด เจ้ย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับมือรางวัลจากนานาชาติ ก็ตัดสินใจนำภาพยนตร์เรื่องแสงศตวรรษ ผลงานที่ติดอันดับภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากหลายโพลทั่วโลกเมื่อปีที่แล้ว เข้ารับการตรวจพิจารณาจากคณะกรรมการตรวจพิจารณาภาพยนตร์อีกครั้ง ซึ่งผลปรากฏว่า จากเดิมที่คณะกรรมการฯ มีคำสั่งให้ตัดฉาก 4 ฉาก ออกจากภาพยนตร์ คราวนี้ ทางคณะกรรมการฯ สั่งให้ตัดเพิ่มอีก 2 ฉาก ซึ่งทางคุณอภิชาติพงศ์ก็รับมติคณะกรรมการฯ ที่ให้ตัดฉากทั้ง 6 ฉากออกจากภาพยนตร์ และจะใส่ฟิล์มดำที่มีรอยขูดขีดแทนในฉากที่หายไป

โดยภาพยนตร์แสงศตวรรษ เวอร์ชั่นที่หาชมได้ที่ประเทศไทยที่เดียวเท่านั้น หรือ Thailand's edition จะเริ่มฉายวันพฤหัสบดีที่ 10 เม.ย. นี้ ณ โรงภาพยนตร์สยามพารากอน แห่งเดียว และ ผู้ซื้อตั๋วจะได้รับโปสการ์ดพิเศษ Collector's item

นอกจากนี้ บริเวณหน้าโรงภาพยนตร์จะมีการจัดบอร์ดนิทรรศการการเดินทางของภาพยนตร์เรื่อง "แสงศตวรรษ" และขั้นตอนการพิจารณาภาพยนตร์ในประเทศไทย โดยรายได้ทั้งหมดหลังหักค่าใช้จ่ายมอบให้มูลนิธิหนังไทยฯ เพื่อการต่อสู้เพื่อเสรีภาพของผู้สร้างและผู้ชมภาพยนตร์ในประเทศไทย ต่อไป

งานนี้ผู้ที่สนใจร่วมชมและรับรู้อรรถรสในการดูหนังแบบพิเศษห้ามพลาด และสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.thaifilm.com และเช็ครอบฉายได้ที่ โรงภาพยนตร์สยามพารากอน