Tuesday, February 12, 2008

F>O>D>E FEBRUARY 2008

(scroll down for lousy english)

สวัสดีกลับมาแล้ว แก้คิดถึงแวะมาจัดงานขนาดจิ๋ว ในวันเทศกาลเป็นทางเลือกให้กับคนที่รู้สึกว่าถูกโลกทำร้าย (ด้วยเทศกาล) และไม่รู้จะวางตัวเองไว้ที่ไหนครั้งนี้กะไว้ว่าน่าจะมาชุมนุมกัน 40-50 คนก็น่าจะพอ(ตอนแรกคิดไว้ว่าสัก 30 แต่โดนด่าว่าน้อยเกินไป)

งานเดือนนี้ชื่อ 'RABBI_T HE_ART RADIOHEA_D'คือเปิดเพลงของ RADIOHEAD ตลอดงาน ทั้งเพลงต้นฉบับและเวอร์ชั่น cover ต่างๆ ซึ่งมีมากมายเหลือเกินคนที่รู้จัก RADIOHEAD คงไม่ต้องอธิบายอะไรให้มากความพวกเขาเพิ่งออกอัลบั้มใหม่ (IN RAINBOWS) ตอนปลายปี 2007และสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับการซื้อ-ขายเพลงในโลกใบนี้ตอนที่อัลบั้มนี้ออกใหม่ๆ เขาให้ดาวน์โหลดได้ฟรี จ่ายเงินเท่าไหร่ตามใจ หรือจะไม่จ่ายก็ได้

ปรากฏว่ามีคนจ่ายเงินมากกว่าไม่จ่าย!

ดนตรีของ RADIOHEAD พัฒนาเรื่อยมาตามยุคสมัย เป็นต้นแรงการเคลื่อนตัวของดนตรีโลกจากอัลบั้มแรกเมื่อปี 1993 (ที่เพลง creep ดังมากๆๆๆๆ)หลายคนบ่นว่าเพลงพวกเขาฟังยากขึ้นเรื่อยๆ หลายคนเลิกติดตามไปเลยก็มีช่วงที่ผ่านมาไปรื้อค้นอัลบั้มเก่าๆ มาฟังใหม่ทั้งหมด ยิ่งฟังก็ยิ่งอินเลยคิดว่าน่าจะเอามาแบ่งกันฟังโดยเฉพาะอย่างยิ่งในคืนที่คนส่วนมากถูกครอบงำให้พยายามตามหา 'ความหวาน'(ซึ่งไม่เกี่ยวกับเรื่องการ 'เสียตัว' ตามที่รัฐบาลกังวลแต่อย่างใด)เรามาดำดิ่งด้วยกันกับความแปลกแยก ใคร่ครวญ หม่นเศร้า ทว่ากัดกินอารมณ์ได้ดีนักแล

สนใจวงดนตรีจากอังกฤษนี้เพิ่มเติมขอเชิญที่
http://www.radiohead.com/
http://www.myspace.com/Radiohead

พอมาค้นคว้า ก็พบว่ามีอีกหลายอัลบั้มที่ยังไม่มี โดยเฉพาะพวก tribute ต่างๆ นานาเลยขอชักชวนเพื่อนฝูงพี่น้อง ท่านใดมี RADIOHEAD เวอร์ชั่นแปลกๆ หรือกระทั่ง DVD ต่างๆ ช่วยกรุณาติดต่อกลับมาทางอีเมลนี้ เผื่อจะสามารถแบ่งปันคนอื่นๆ ร่วมกัน(ที่มีอยู่แล้วตอนนี้ก็ EXIT MUSIC: Song with Radiohead, Christopher O'Riley 'True Love Waits' O'Riley Plays Radiohead
แล้วก็ OKX: a tribute to OK Computer)(ส่วน DVD ที่มีแล้วก็คือ 7 Television Commercials, Meeting People is Easy, The Astoria Lodon Live แล้วก็ Radiohead Glastonbury 2003 )

งานหูครั้งนี้จัดที่ 'minimal' เขาบอกว่าเป็น bar & art gallery ขนาดเล็กที่คนหนุ่มจำนวนหนึ่งรวมตัวกันทำขึ้นมาใช้เป็นพื้นที่พบปะ สังสรรค์ แสดงงาน และจัดกิจกรรมเคยแวะไปมาสองสามครั้ง เห็นความตั้งใจแล้วก็ชื่นชม

พื้นที่ของ minimal ค่อนข้างเล็กมาก แต่ก็น่าจะพอดีกับงานหูฉบับ mini

โปสเตอร์เดือนนี้ก็เพิ่งทำเสร็จหมาดๆ ภาพที่เห็นนั้นถ่ายเมื่อปี 1965 ที่ประเทศญี่ปุ่นบุคคลในภาพเป็นใครนั้น ขออนุญาตปกปิด เพื่อความเป็นส่วนตัวของเขาถ้าสังเกต จะเห็นโลโก้ของ RabbitHood แล้วนะ และคงจะใช้โลโก้นี้สืบไป(ขอขอบคุณ super-slowmotion ที่ช่วยออกแบบให้ สมกับที่รอมากว่าครึ่งปี!)

เดือนนี้ไม่มีส่งข่าวลงในสื่อ ไม่พิมพ์โปสเตอร์ (มีแบบปริ้นท์แค่ 8 ใบ) ไม่มีโปสการ์ดถือเป็นการชุมนุมลับของอีเมลก็แล้วกัน

คนที่ชอบ RADIOHEAD ขอชวนมาฟังด้วยกันเป็นหมู่คณะ เผื่อจะได้บรรยากาศที่ต่างออกไปส่วนคนที่ไม่รู้จัก ก็อยากชวนมาให้ลอง อย่างน้อยจะได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรด้วยตัวเอง(ชวนเพื่อนมาได้นะ ^^)

สรุปความได้ดังนี้F>O>D>E 15 'RABBI_T HE_ART_ RADIOHEA_D'Thursday 14 February 2008@ minimal (nimman soi 13), Chiang Mai.21.00-23.30 HRSมี DVD ฉายเหมือนเดิม แถมด้วย MV อัลบั้มเพลง Jigsaw Falling Into Place จากอัลบั้มล่าสุดFOR RESERVATION, PLS CALL 086 663 0303

โทรมาจองก่อนก็ดีนะ แล้วรีบมาเร็วหน่อยก็ดี เพราะต้องเลิกเร็ว(เดี๋ยวข้างบ้านด่า!)

ย้ำอีกครั้ง งานนี้ไม่เหมาะกับ 'นักเต้น' ด้วยประการทั้งปวง!พบกันนะ
วชิรา

ปล พบกับ 'RabbitBar' ครั้งแรก ที่นี่!
....................................

Fall On Deaf Ears 15
'RABBI_T HE_ART RADIOHEA_D'
(All about Radiohead music!)

THURSDAY 14 FEBRUARY 2008
@ minimal bar & gallery (nimman soi 13)
21.00-23.30 HRS.
FOR RESERVATION, PLS CALL 086 663 0303

forget about Valentine's, let's get into the dark..
Welcome all 'Creep'!
^^ see ya

warning: NO GOOD for dance lover!
vajira

PS if you have any various versions of Radiohead music pls email me!

Friday, February 8, 2008

EE: LUST, CAUTION a film by Ang Lee


ตอนกลับไปกรุงเทพฯ รีบรี่ไปดู Lust, Caution
ที่ HOUSE เหลือแค่รอบเดียว (ชาวบ้านเขาคงดูกันไปหมดแล้ว)
พลาดงานอั้งลี่เรื่องที่แล้วไปหนึ่งครั้ง
แต่โชคดีที่ Brokeback Mountain มีฉายในเคเบิ้ลเลยพอกล้อมแกล้มได้ดูไปกับเขา
โชคดีอีกที่ดู Lust, Caution ที่ HOUSE เพราะว่าไม่ตัด (เข้าใจว่าไม่นะ)
รู้สึกว่าอั้งลี่เก่งขึ้น เนียนขึ้น ฉากร่วมเพศต่างๆ ในหนังไม่ได้ทำให้รู้สึกขยะแขยง
(เหมือนที่มีผู้ใหญ่หลายคนออกมาประณาม)
ในทางกลับกัน ยิ่งร่วมเพศกันมากครั้ง ก็ยิ่งสะเทือนใจ
เพราะเป็นกิจกรรมที่ทั้งสอดคล้องและขัดแย้งกับชีวิตทั้งชีวิตของตัวละคร
นักศึกษากลุ่มหนึ่งต้องการกู้ชาติ และนั่นเป็นภารกิจของพวกเขา

น่าเสียดายที่ศีลธรรมปลอมๆ ในบ้านเราถูกฉาบจนหนาเตอะ
เลยมองไม่เห็นความหมายสำคัญที่อยู่ข้างใน

Thursday, February 7, 2008

ทะลุหูขวา (10): artist: Ed Harcourt


{artist}
Ed Harcourt

Ed Harcourt เป็นชาวอังกฤษ มาจากเมือง Sussex เกิดเมื่อปีค.ศ. 1977 เขาเป็นนักร้องและนักแต่งเพลงที่มีแฟนเพลงไม่น้อยจากทั่วโลก หลังจากที่ออกผลงานมา 6 อัลบั้ม นับถึงปีค.ศ. 2006

เครื่องดนตรีหลักๆ ที่เขาใช้คือเปียโน แต่เขาก็สามารถเล่นเครื่องดนตรีได้หลายชนิด ทั้งคีย์บอร์ด กีต้าร์ และเครื่องเคาะต่างๆ เวลาที่แสดงสด เขามักเล่นกับวงที่ประกอบด้วยกลอง กีตาร์ ไวโอลิน และทรัมเปต แต่บางครั้งเขาก็เล่นแสดงคนเดียว

ก่อนที่จะออกอัลบั้มเดี่ยว Ed Harcourt เล่นเบสและคีย์บอร์ดให้กับ Snug

นอกจากการทำเพลงและร้องเองแล้ว Harcourt ยังเป็นนักดนตรีสนับสนุนให้กับศิลปินหลายๆ วงในรอบหลายๆ ปีที่ผ่านมา เช่น R.E.M., Snow Patrol, Wilco และ Neil Finn ในทางกลับกันก็ศิลปินหลายๆ วงก็มาเล่นแบ็กอัพให้กับเขาเวลาที่ออกทัวร์ เช่น Magnet, The Magic Numbers และ Feist หรือกระทั่งวงที่กำลังมาแรงของอังกฤษอย่าง The Smoke Fairies และ Hush the Many (Heed the Few)
เมื่อปี 2007 เขาทำอัลบั้มพิเศษกับนักดนตรีแจ๊ซชาวฝรั่งเศส Erik Truffaz ชื่อ Arkhangelsk

เขาแต่งงานแล้ว กับ Gita ซึ่งเป็นนักร้องและนักดนตรีเช่นเดียวกัน
เล่าลือกันว่าตอนที่ Harcourt อายุ 23 ปี เขามีเพลงที่แต่งสำรองไว้มากกว่า 300 เพลง!

เพลงของเขาฟังง่าย ไพเราะ จนนักวิจารณ์หลายคนค่อนขอดว่าเขาไม่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง เพราะว่าผลิตผลงานที่คล้ายศิลปินคนโน้นบ้างคนนี้บ้างอยู่ตลอดเวลา

ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ www.edharcourt.com (แต่ไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่)
หรือ www.myspace.com/edwardharcourt (อันนี้สนุกกว่า มี MV ให้ดูด้วย)

พิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร HIP ฉบับกุมภาพันธ์ 2551

ทะลุหูขวา (10): lyric: Shanghai

{lyric}
Shanghai

Let's move away together, go interplanetary
Maybe in Chinese weather, where it's sanitary
I'll go out trawler fishing, yeah we'll have tuna steak
I'm on a special mission, for us to have a break

We'll climb the corporate buildings
Spray-paint the outside walls
You bet that they'll be yielding
When the castle falls
We'll swim beneath the ocean
Near the coral reef I have a certain notion
That it will not be brief

We're going to Shanghai
To watch the red sky
We're moving to Shanghai
Goodbye, goodbye
We're going to Shanghai
So don't you cry
We're moving to Shanghai

Looks like we might have made it
Put on your silkworm dress
You look so beautiful and I look such a mess
Across the city's landscape, the sun burns crimson red
Maybe the moon will wait, before we go to bed

Maybe, maybe we'll have a fresh new start
I'll learn the martial arts
We'll have our own rickshaw cart
We're moving to Shanghai

ทะลุหูขวา (10): essay: เมืองใหม่ (ในฝัน)


{essay}
เมืองใหม่ (ในฝัน)

เซี่ยงไฮ้ในความทรงจำของผมรางเลือนเต็มที เท่าที่พยายามทบทวน มองเห็นแต่ตึกรามสวยงามแถวๆ ‘ฝั่งตลิ่ง’ จำได้แม่นว่ามี ‘เพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน’ อย่างธนาคารกรุงเทพยืนตระหง่านอยู่แถวนั้น นึกไปอีกหน่อยก็ได้ภาพของ ‘หอคอยเซี่ยงไฮ้’ (Shanghai Tower) โผล่ขึ้นมา เคลิ้มอีกนิดก็นึกถึงสวนสาธารณะที่ในอดีตเคยมีป้าย ‘ห้ามคนจีนและหมา’ ประทับอยู่ที่หน้าทางเข้า

ที่เหลือตกค้าง เป็นภาพปะปนของคนหนุ่มสาวแต่งตัวทันสมัย เดินเหินสง่าผ่าเผยไปตามท้องถนน
เอ...ภาพนั้นมันเห็นที่ลอนดอนหรือเซี่ยงไฮ้กันแน่หว่า
.........

เรื่อยมาแต่โบราณ มนุษย์เราออกเดินทางกันมาช้านาน ด้วยเหตุแตกต่างกัน บ้างออกเดินทางเพื่อล่า (ยุคนี้อาจไม่ค่อยมีให้เห็นชัดแจ้งแบบนั้นแล้ว หรือถ้าจะมี ก็มักจะมาพร้อมเหตุผลข้างๆ คูๆ ที่โลกต้องฟังเช่น ต้องการให้เกิดความสงบสุขในประเทศของท่าน เราจึงบุกยึดอำนาจจากท่าน เป็นต้น) บ้างเพื่อศึกษา ยุคหลังมานี้ เมื่อคุณภาพชีวิตของชนชั้นกลางผู้กุมอำนาจทางเศรษฐกิจเดินมาถึงทางตัน จึงสร้างทางระบายออกเพื่อแก้ไขความเบื่อหน่าย อยากหนีออกไปจากสภาพสังคมเดิมๆ ที่ตัวเองเวียนว่ายอยู่ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่เข้มแข็งพอที่จะหันหลังให้กับสภาพชวนอึดอัดนั้นอย่างถาวร ความอิหลักอิเหลื่อเช่นนี้ทำให้เกิดการปลีกตัวออกไปแสวงหาความแปลกใหม่ที่แสนจะโรแมนติก

หลายคนเลยเถิด จินตนาการถึงเมืองในฝัน ที่ซึ่งสวยสดงดงามเพียบพร้อมในความนึกคิด
เมื่อจุดเริ่มต้นของการเดินทางแตกต่างออกไป ผลลัพธ์ที่ย่อมหลากหลาย แม้จะเกิดขึ้นในสถานที่เดียวกัน-หรือเมืองเดียวกัน

ถ้ามีใครสักคนจะชอกช้ำในปรากฏการณ์นี้ ก็คงต้องเป็น ‘เมือง’ อย่างไม่ต้องสงสัย

หลายปีมานี้ก็ได้ข่าวแว่วๆ ว่า จำนวนนักเรียนที่ไปศึกษาต่อที่เมืองจีนนั้น เพิ่มอัตราขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน สันนิษฐานเบื้องต้นได้ว่าเกิดจากการที่ประเทศจีนมีท่าที่ที่จะยึดครองอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกในอนาคต ขณะที่ปัญหาเรื่องโรคเอดส์ อันเกิดจากการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของเมือง ก็ยังไม่มีทีท่าจะลดน้อยถอยลง

ผู้อาวุโสท่านหนึ่งเปรยเรื่องนี้ให้ฟังด้วยความเป็นห่วง ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นของตำบลโป่งแยง
เป็นผลพวงจากการสังวาสกับวัฒนธรรมตะวันตกอย่างที่ว่ากันใช่หรือไม่

ระยะเวลาหนึ่งปีแปดเดือนที่เชียงใหม่ ผมมีโอกาสได้เห็นการมาและไปของคนหลากหลายรูปแบบ-แน่นอนว่านั่นรวมถึงการไปๆ มาๆ ของตัวเองด้วย

คนจำนวนไม่น้อยมองเห็นเชียงใหม่ในภาพของตลาดเศรษฐกิจที่กำลังค่อยๆ เติบโต พวกเขาจึงเดินทางมาเพื่อตักตวงการเติบโตนั้นด้วยตนเอง

อีกจำนวน มองเห็นมหานครทางเหนือแห่งนี้เป็นส่วนผสมที่ลงตัว ระหว่างความเจริญและธรรมชาติ ซึ่งหาได้ยากเย็นเต็มทีในเมืองหลวงที่เติบโตอย่างไร้ทิศทางจนเกินเยียวยา พวกเขาจึงอพยพโยกย้ายมาพำนักอาศัย เรียนรู้และหล่อหลอมวิถีชีวิตให้เข้ากับความพอเหมาะพอดีที่เขามองเห็นได้นั้น

ที่เห็นชัดที่สุด น่าจะเป็นการมาและไปของนักท่องเที่ยว ผู้โหยหาภูมิประเทศและอากาศ ที่มาเป็นแพ็กเกจคู่กับคุณภาพชีวิตที่ดีในราคาย่อมเยา พวกเขาจึงเดินทางมา แสวงหาความสุข ไล่เรียงมาตั้งแต่การดื่มด่ำชื่นชมธรรมชาติของแมกไม้ขุนเขา เรื่อยไปจนถึงการกินดื่มสังสรรค์ เกิดการพบปะของหนุ่ม-สาว สาว-หนุ่ม หนุ่ม-หนุ่ม และสาว-สาว

สังเกตได้จากปริมาณการเบียดเสียดของผู้คนในฤดูเทศกาล

จำเพาะมาที่บุคลิกแบบซุปเปอร์เมือง เสียงดนตรีอึกทึกในผับบาร์ บรรยากาศริมน้ำปิงยามค่ำคืน เอื้อเฟื้ออย่างยิ่งที่จะสร้างบทสนทนาให้กับคนแปลกถิ่นกับคนในพื้นที่ เพราะบรรยากาศเช่นนี้เองก็ได้สร้างบทสนทนาให้คนในพื้นที่ด้วยกันเองจำนวนไม่น้อยมาแล้ว

ไม่แปลกและไม่ผิดหรอก นิวออร์ลีนส์ เมืองหลวงของดนตรีแจ๊ซและบลูส์ก็มีบรรยากาศแบบนั้น อาจจะแตกต่างกันบ้าง ที่ดนตรีของเขาเกิดขึ้นเพื่อตอบรับบริบทของคนผิวดำ เป็นความโหยหวนทางจิตวิญญาณของผู้คนที่ต้องอยู่อาศัยในบริเวณนั้น

จนกระทั่งการมาถึงของพายุแคททรีน่า ผมจนปัญญาที่จะจินตนาการถึงบรรยากาศของนิวออร์ลีนส์ในทุกวันนี้

เป็นความติดขัดเช่นเดียวกับเมื่อได้ยินใครสักคนบอกว่าจะย้ายไปตั้งรกรากอยู่พัทยา
พัทยาไม่ได้มีอะไรเสียหายโดยตัวมันเอง-ผมแค่จินตนาการไม่ออก ก็เท่านั้น

เมืองใหม่ในฝันของหลายๆ คน ไม่จำเป็นต้องตั้งอยู่บนแบบแผนเดียวกัน นักเขียนจนๆ อาจเฝ้าใฝ่ฝันถึงเมืองขนาดเล็กๆ ที่เงียบสงบราคาไม่แพง ขณะที่โสเภณีจนๆ ก็อาจเฝ้าฝันถึงเมืองที่นักท่องเที่ยวยินยอมพร้อมใจควักกระเป๋าจ่ายด้วยสนนราคางดงาม

สีเขียวขจีของแมกไม้ในขุนเขา อาจสวยงามเท่ากันกับเขียวของแบงค์ดอลล่าร์ในความหมายนี้
การสังวาส ไม่ว่าจะเกิดขึ้นระหว่างอะไรกับอะไร ระหว่างคนกับคน เมืองกับชนบท หรือระหว่างวัฒนธรรมกับวัฒนธรรม ไม่น่าจะใช่เรื่องเลวร้าย เพราะอย่างน้อยที่สุดมันทำให้เกิดสิ่งใหม่
ผมคิดว่ามันเป็นธรรมชาติของการมีชีวิตอยู่

เพียงแต่เสียดายที่ ‘เมือง’ โดยตัวมันเอง ไม่สามารถแหกปากส่งเสียงว่ามันต้องการหรือไม่ต้องการอะไรคงต้องเป็นภาระของคนที่ต้องส่งเสียงแทนมัน ทั้งคนที่อยู่ คนที่เพิ่งมาอยู่ และคนที่มาๆ ไปๆ

ข้อสำคัญคือ ถ้ายังไม่พร้อมมีบุตรธิดา กรุณาป้องกัน!

Monday, February 4, 2008

Pic From The Sea

F>O>D>E JANUARY 2008


ผ่านเดือนไปแล้ว เอามาแปะเก็บไว้นะ
...........................................................

(scroll down for lousy english)


สวัสดี
คงสนุกสนานกับเทศกาลกันไปพอสมควร
เลยถือโอกาสพักยาวววววววไปในตัว
มาส่งข่าวกันอีกที่ก็ล่วงมาต้นกุมภาพอดิบพอดี
ขอบคุณทุกท่านที่แวะเวียนไปเที่ยวเยี่ยมกันที่ SEE-SCAPE อย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ทำให้คลายความกังวลใจไปได้มาก นึกถึงคืนนั้นแล้วก็ยิ้มไม่หาย

แจ้งไว้คร่าวๆ ตั้งแต่ในคืนวันงานแล้วว่าเดือนมกราคมจะของดจัดงาน
ตั้งใจว่าจะเดินทางและเขียนหนังสือ ไม่ได้เดินทางนานแล้ว
ส่วนหนังสือก็คิดว่าถึงเวลาอันควรที่จะทำให้เสร็จสำเร็จเสียที
ขณะนี้ก็ดำเนินการไปแล้วบางส่วน (ทั้งเดินทางและเขียนหนังสือ)
รวมถึงโครงการใหม่อีกสองสามชิ้นในปีนี้
ไม่รู้เหมือนกันว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
มีอะไรคืบหน้าจะแจ้งให้ทราบเป็นระยะ
ช่วงที่หายหน้ากันไปนี้ ขอเชิญแวะเวียนได้ที่บล็อกเน้อ
มีรูปงานเดือนที่แล้วให้ชมนิดหน่อย
(ถึงท่านที่ชี้ชวนให้ทำเว็บไซต์ ขอแจ้งให้ทราบว่าคิดอยู่ทุกขณะจิต)
ไปละ รักษาสุขภาพด้วยนะฝนตกไปแล้ว
ตอนนี้กรุงเทพฯ ก็ร้อนอีก

สุขสันต์ทุกเทศกาล ทั้งล่วงหน้าและย้อนหลัง
^^
วชิรา

dear all,
you may know that there will be NO F>O>D>E in jan
due to my writing and travelling (and few more projects for 2008)
see you again soon, very soon
till we meet again...take care
^^
vajira

Sunday, January 27, 2008

EE: BORAT: Cultural Learnings of America for Make Benefit Glorious Nation of Kazakhstan a film by Larry Charles


มีหนังหลายเรื่อง ที่ตั้งใจว่า 'จะ' ดู แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่ได้ดูเสียที BORAT ก็เป็นแบบนั้น ได้ยินคำสรรเสริญมานาน ในที่สุดก็ได้ดูเสียที (ไปคุยกับใคร ชาวบ้านเขาก็ดูกันมาตั้งนานแล้วทั้งนั้น) BORAT เป็นหนังที่เรียกว่า MOCKUMENTARY (หนังแต่ง แต่ใช้วิธีถ่ายทำแบบสารคดี ดูเผินๆ จะนึกว่าเป็นเหตุการณ์จริง)

หนังชื่อยาวเหยียดนี้ช่างเสียดสีวิถีชีวิตของ 'ความเป็นอเมริกัน' ได้แสบทรวงยิ่งนัก โดยเฉพาะเมื่อนั่งดูผ่านจอทีวีในประเทศโลกที่สามอย่างบ้านเมืองเรา ตลกขื่นๆ ขำปวดๆ

คนบนเป็นนักแสดงตลกชาวอังกฤษชื่อ Sacha Baron Cohen เพื่อนเล่าให้ฟังว่าเขามีชื่อเสียงมากทางทีวี (ไม่รู้จักมาก่อน เพราะไม่เคยดู) สร้างคาแรกเตอร์ตัวละครตลกขึ้นมา (โดยที่เขาเป็นคนแสดงเอง) ตัวแรกชื่อ Ali G และ Borat นี้เป็นตัวต่อมา Ali G เป็นสมาชิกแก๊งสเตอร์ ส่วน Borat เป็นนักข่าวชาวคาซักสถาน
หนังเรื่องนี้ก็มาจากการครีเอตของเขา
ส่วนคนล่างเป็นผู้กำกับ มีชื่อเสียงมาจากการเป็นทีมเขียนบทซิตคอม Seinfeld
ว่างๆ ขอเชิญหาชม เสียดสีสะเทือนใจดีแท้ โดยเฉพาะการพยายามตามหา Pamela Anderson!

Wednesday, January 23, 2008

ทะลุหูขวา (9): artist: Animal Collective


Animal Collective

Animal Collective เป็นวงดนตรีทดลองจากนิวยอร์กที่เกิดจากการรวมตัวของนักดนตรี 4 คนจากบัลติมอร์ แมรี่แลนด์ ประกอบด้วย Avey Tare (David Portner), Panda Bear (Noah Lennox), Deakin (Josh Dibb) และ Geologist (Brian Weitz) ซึ่งจะปรากฏชื่อพวกเขาเวลาทำอัลบั้มของ Animal Collective เสมอ ครบทุกคนบ้าง ไม่ครบบ้าง แต่เวลาขึ้นเล่นแสดงสดก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

ทั้ง 4 คนพบกันตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมผ่านการแนะนำกันไปกันมาและเริ่มทำเพลงด้วยกันตั้งแต่นั้น เมื่อโตขึ้น Panda Bear กับ Deakin ไปเรียนต่อที่บอสตัน ส่วน Avey กับ Geologist ไปเรียนที่นิวยอร์ก แต่ทุกคนก็ยังทำเพลงอยู่ตลอด ทำด้วยกันบ้าง แยกกันล้าง และสลับคนทำงานกันบ้าง จนออกมาเป็นอัลบั้ม Spirit They're Gone, Spirit They've Vanished (2000-โดยค่ายตัวเองชื่อ Animal) Danse Manatee (2001) กับค่าย Catsup Plate, Hollinndagain (2002) กับ St. Ives และ Campfire Songs (2003) กับ Catsup Plate อีกครั้ง (ซึ่งอัลบั้มนี้บันทึกเสียงจากการเล่นสดที่เฉลียงบ้านในแมรี่แลนด์ โดยไม่มีการเทก! และอัดเสียงด้วย Mini Disc 3 ตัวที่เอามาตั้งรอบๆ วง จากนั้นก็อัดเสียงบรรยากาศรอบๆ บริเวณนั้นใส่เพิ่มเข้าไป จากนั้นนำไปมิกซ์ที่อพาร์ตเม้นท์ของ Avey แล้วค่อยส่งไปทำมาสเตอร์)

หลังจากที่สลับสับเปลี่ยนเวียนช่วยกันทำเพลงอยู่หลายปี ค่ายเพลงก็แนะนำว่าพวกเขาควรจะมีชื่อที่ใช้เรียกรวมๆ เวลาทำงาน จึงเกิดชื่อ Animal Collective ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากค่าย Animal ของพวกเขาเอง ตั้งแต่นั้นมา การรวมวงของ Animal Collective ค่อนข้างประหลาดว่าวงอื่นๆ ทั่วๆ ไป เพราะพวกเขาให้อิสระต่อกันเต็มที่ในการทำงานร่วมกัน บางโปรเจกต์อาจทำกันแค่ 2 คน บางงานอาจทำด้วยกันทั้ง 4 คนก็ได้ ซึ่งขึ้นกับว่าโปรเจกต์ของใครและอารมณ์ของแต่ละคนนั้นเป็นอย่างไร

อัลบั้มแรกที่มีสามชิกครบ 4 คนในชื่อ Animal Collective คือ Here Comes the Indian (2003) ภายใต้ค่าย Paw Tracks ที่พวกเขาตั้งขึ้นเองอีกเช่นกัน (ร่วมกับ Todd Hyman จากค่าย Carpark) และด้วยความประหลาด (ของเพลง) บวกการแสดงที่เข้มข้น (ใกล้เคียงบ้า!) ชื่อเสียงของ Animal Collective ก็กระจายออกไปมากขึ้น จนเตะตาค่าย Fat Cat Records (ที่ออกอัลบั้มให้วงดนตรี mum-ออกเสียงว่า ‘มุม’ วงดนตรีทดลองจาก Icelandic) และนำอัลบั้ม Spirit They're Gone, Spirit They've Vanished กับ Danse Manatee มาออกใหม่อีกครั้ง ซึ่งก็ยิ่งทำให้ผลงานของพวกเขาขยายวงคนฟังออกไปมากขึ้น

หลังจาก Here Comes the Indian ได้รับเสียงตอบรับที่ดี Avey และ Panda ตัดสินใจจดจ่อกับการ ‘ลด’ เครื่องเคราต่างๆ ลง ทั้งสองออกทัวร์คู่กันโดยใช้เพียงกีต้าร์โปร่ง กลอง (อันเดียว) เสียงเอฟเฟ็กต์นิดหน่อย แล้วก็เสียงร้องเท่านั้น ทั้งสองคนไปเล่นเปิดให้วง mum และ Four Tet จนได้ผลลัพท์ออกมาเป็นอัลบั้ม Sung Tongs (2004) ซึ่งได้รับเสียงวิจารณ์ดีเยี่ยม

Animal Collective ได้รับการแนะนำให้รู้จักกับศิลปินในดวงใจ Vashti Bunyan “เจ้าแม่แห่งดนตรี Freak Folk” ในช่วงปี 70 (วง Bunyan’s band ซึ่งออกมาอัลบั้มเดียวชื่อ Just Another Diamond Day) และทาบทามให้ Bunyan มาร้องเพลงให้พวกเขาบ้าง ซึ่งเธอก็มาร้องให้ถึงสามเพลง (อยู่ใน EP ชุด Prospect Hummer-2005 กับค่าย Fat Cat) และส่งผลให้ค่าย Fat Cat ออกอัลบั้มที่สองให้เธอ Lookaftering (2005) ห่างจากอัลบั้มแรกถึง 30 ปี

Animal Collective ออกอัลบั้มที่ 7 Feels ในปี 2005 ซึ่งก็ได้รับการตอบรับอย่างดีเช่นเคย ทั้งจากแฟนๆ และนักวิจารณ์ หลังจากออกอัลบั้มนี้ พวกเขาก็พยายามออกทัวร์ให้มากขึ้น โดยไปแสดงไกลถึงออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ จากเดิมที่เคยตระเวนเล่นอยู่ตามเทศกาลดนตรีแถวยุโรปและอเมริกา (เหนือ)

ในระหว่างทัวร์ พวกเขาทำเพลงใหม่ๆ ตลอดเวลา และนำมารวมไว้ในอัลบั้มล่าสุด Strawberry Jam (2007)
ในปีเดียวกันนี้เอง Animal Collective ฉบับครบ 4 คน ก็ได้ปรากฏตัวในรายการโทรทัศน์ Late Night with Conan O Brien ของอเมริกาเป็นครั้งแรก โดยเล่นเพลง #1
พวกเขายังคงออกทัวร์และยังคงทำเพลงใหม่ๆ ตลอดเวลา แต่ตอนนี้ไม่มี Deakin เพราะ Deakin ขอพักผ่อนหนึ่งปี!

ดนตรีของ Animal Collective ค่อนข้างซับซ้อน ไม่อยู่ในระบบแบบแผนของดนตรีในท้องตลาดทั่วไป เป็นลักษณะการทดลองที่ใกล้เคียงกับการพยายามวิ่งเข้าหาสัญชาตญาณของการมีชีวิต

แถม
Avey Tare คือชื่อของ David Portner
ชื่อของ Avey มาจากการตัดตัว D ออกไปจากชื่อเรียก Davey (จากจริงชื่อ David) และคำว่า Tare มาจากการที่เขาตัดชื่อของตัวเอง ไม่ได้มาจากการเล่นคำ Avatar (อวตาร) อย่างที่เข้าใจกัน (หมายเหตุ ภรรยาของเขาก็คือหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งวง mum)

Panda Bear คือชื่อของ Noah Lennox
ชื่อของ Panda Bear มาจากภาพวาด (หมี) แพนด้าที่อยู่บนเทป 4 แทรกที่เขาใช้อัดเพลงตอนเด็กๆ

Deakin คือชื่อของ Josh Dibb
เขาเคยส่งจดหมายหา Avey โดยใช้สำนวนและลีลาแบบวรรณกรรมโรแมนซ์ในศตวรรษที่ 19 และลงท้ายชื่อว่า Conrad Deacon

Geologist คือชื่อของ Brian Weitz
หลายคนเข้าใจผิดว่าเขาเรียน ‘ธรณีวิทยา’ (Geology) ในขณะที่จริงๆ แล้วเขาเรียน ‘ชีววิทยา’ (Biology) ต่างหาก ชื่อ Geologist ของเขามาจากการชอบใส่ ‘หมวกไฟฉาย’ เวลาแสดงสด ซึ่งทำให้ดูเหมือนนักธรณีวิทยามาก

ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ www.myanimalhome.net

ทะลุหูขวา (9): lyric: CHORES

Chores

If i if i think to fast
take what's in my head
i've got two things in my head's end

If i think to fast
take what's in my head
i've got two things in my head's end

now i've got these chores
and I’m not gonna hurt no one
and when at last my work is done...

now i've got these chores
and i'm not gonna hurt no one
and when at last my work is done..

If I If I If I If I If I If I If I If I If I

if i think to fast
take what's in my head
i've got two things in my head's end

If i if i think to fast
take what's in my head
i've got two things in my head's end

now i've got these chores
and I’m not gonna hurt no one
and when at last my work is done..

now i've got these chores
and I’m not gonna hurt no one
and when at last my work is done..

If I If I If I If I If I If I If I If I If I If I If I If I If I If I If I If I If I If I
If I If I If I If I If I If I If I If I If I If I If I If I If I If I If I If I If I If I

I only want the time
to do one thing that I like
i want to get so stoked
and take a walk out in the light drizzle
at the end of the day
when there’s no one watching

At the end of the day
when there's no one watching

ทะลุหูขวา (9): essay: ชู่วสสส


ชู่วสสสส

เปลี่ยนถ่านนาฬิกาปลุก พับผ้าห่ม จัดเตียง เปิดตู้เย็น เทน้ำ เทน้ำส้ม เสียบปลั๊กน้ำร้อน เปลี่ยนหลอดยาสีฟัน เปลี่ยนหัวแปรงสีฟัน ชงกาแฟ เอาหมาเข้ากรง เอาข้าวให้หมา เก็บผ้าใส่ตะกร้า แยกประเภทเสื้อผ้า เปลี่ยนผ้าปูที่นอน เปลี่ยนปลอกหมอน เอาผ้าใส่เครื่องซัก เดินออกไปซื้อน้ำยาปรับผ้านุ่ม กวาดบ้านปัดฝุ่นตามชั้น ดูดฝุ่น จัดชั้นหนังสือ จัดชั้นซีดี จัดชั้นวางของ เรียงซีดีใส่แฟ้ม เช็ดโต๊ะ เช็ดหน้าต่าง หุงข้าว หั่นผัก หั่นหมู หั่นกระเทียม ทอดไข่ ออกไปซื้อน้ำยาล้างจาน ล้างจาน ขัดรองเท้า ล้างตูปลา ขับรถเอาผ้าห่มไปซัก ไปไขตู้ไปรษณีย์ ไปจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ไปตลาด ซื้อปลา หมู ไก่ เนื้อ ซื้อของที่ซุปเปอร์ แวะซื้อหมูปิ้ง เอากับข้าวเข้าตู้เย็น ตากผ้า เก็บเสื้อผ้าเข้าตู้ เปลี่ยนหลอดไฟ เช็ดโคมไฟ ซ่อมท่อน้ำ ตัดหญ้า เอาหมามาอาบน้ำ ตัดเล็บ ตัดขน ไล่แมลงวัน เล็มกิ่งไม้ รดน้ำต้นไม้หน้าบ้าน รดน้ำต้นไม้หลังบ้าน เช็ดกระจก ล้างมุ้งลวด ล้างห้องน้ำ จัดชั้นวางอุปกรณ์อาบน้ำ ขัดโถส้วม ล้างรถ ลับมีด เอาหมาไปหาหมอ รีดผ้า เอาขยะไปทิ้ง ถูพื้น จัดสำรับ เอาดอกไม้มาปัดแจกัน จัดโต๊ะเครื่องแป้ง ซักผ้า ซักกางเกงใน ซักถุงเท้า ล้างแก้ว ล้างจาน กวาดใยแมงมุม เก็บหนังสือเข้าชั้น ซ่อมต่างหู เอารองเท้าตากแดด กวาดหยากไย่ ไล่มด ตีแมลงสาบ ปลูกต้นไม้ เปิดไฟรอบบ้าน พาหมาไปเดินเล่น ตั้งสำรับ เก็บจาน ล้างจาน ซ่อมทีวี เดินออกไปซื้อโรตี เก็บขยะ เปลี่ยนถ่านนาฬิกาปลุก พับผ้าห่ม จัดเตียง เปิดตู้เย็น เทน้ำ เทน้ำส้ม เสียบปลั๊กน้ำร้อน เปลี่ยนหลอดยาสีฟัน เปลี่ยนหัวแปรงสีฟัน ชงกาแฟ เอาหมาเข้ากรง เอาข้าวให้หมา เก็บผ้าใส่ตะกร้า แยกประเภทเสื้อผ้า เปลี่ยนผ้าปูที่นอน เปลี่ยนปลอกหมอน เอาผ้าใส่เครื่องซัก เดินออกไปซื้อน้ำยาปรับผ้านุ่ม กวาดบ้านปัดฝุ่นตามชั้น ดูดฝุ่น จัดชั้นหนังสือ จัดชั้นซีดี จัดชั้นวางของ เรียงซีดีใส่แฟ้ม เช็ดโต๊ะ เช็ดหน้าต่าง หุงข้าว หั่นผัก หั่นหมู หั่นกระเทียม ทอดไข่ ออกไปซื้อน้ำยาล้างจาน ล้างจาน ขัดรองเท้า ล้างตูปลา ขับรถเอาผ้าห่มไปซัก ไปไขตู้ไปรษณีย์ ไปจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ไปตลาด ซื้อปลา หมู ไก่ เนื้อ ซื้อของที่ซุปเปอร์ แวะซื้อหมูปิ้ง เอากับข้าวเข้าตู้เย็น ตากผ้า เก็บเสื้อผ้าเข้าตู้ เปลี่ยนหลอดไฟ เช็ดโคมไฟ ซ่อมท่อน้ำ ตัดหญ้า เอาหมามาอาบน้ำ ตัดเล็บ ตัดขน ไล่แมลงวัน เล็มกิ่งไม้ รดน้ำต้นไม้หน้าบ้าน รดน้ำต้นไม้หลังบ้าน เช็ดกระจก ล้างมุ้งลวด ล้างห้องน้ำ จัดชั้นวางอุปกรณ์อาบน้ำ ขัดโถส้วม ล้างรถ ลับมีด เอาหมาไปหาหมอ รีดผ้า เอาขยะไปทิ้ง ถูพื้น จัดสำรับ เอาดอกไม้มาปัดแจกัน จัดโต๊ะเครื่องแป้ง ซักผ้า ซักกางเกงใน ซักถุงเท้า ล้างแก้ว ล้างจาน กวาดใยแมงมุม เก็บหนังสือเข้าชั้น ซ่อมต่างหู เอารองเท้าตากแดด กวาดหยากไย่ ไล่มด ตีแมลงสาบ ปลูกต้นไม้ เปิดไฟรอบบ้าน พาหมาไปเดินเล่น ตั้งสำรับ เก็บจาน ล้างจาน ซ่อมทีวี เดินออกไปซื้อโรตี เก็บขยะ

ที่นอกบ้าน ฝนตกปรอยๆ
แม่บ้านยืนนิ่ง อัดควันเข้าปอด....ล่องลอย
ชู่วสสสสสสส....

Saturday, January 12, 2008

F>O>D>E 14 @ SEE-SCAPE, CM


มาแล้ว...ช้าไปนิด มัวหยุดพักปีใหม่
รูปถ่ายมาจากหลายๆ กล้อง มีพี่ตี๋ ซีอิ๊ว และปาล์มมี่
ขอเชิญรับชม (อยากให้มีรับฟังด้วยจัง)

ขอบคุณ ABSOLUT อีกครั้ง

เดือนนี้ (มกราคม) ขออนุญาตงด
(แจ้งไว้ตั้งแต่เดือนที่แล้วแล้ว...)
ส่วนเดือนกุมภานั้นยังไม่แน่
ขอเวลาเขียนหนังสือบ้าง ^^
รักษาสุขภาพเน้อ

Monday, January 7, 2008

Alessandro Baricco



เพิ่งอ่าน 'ไร้เลือด' (Senza sangue) จบ
อ่านแล้วคิดถึงสงครามอิรักที่ผ่านไปไม่นาน แต่ดูเหมือนทุกคนจะลืมไปหมดแล้ว
คิดถึงเรื่อง 'ไหม' (Seta) ในแง่กลวิธีการเขียน (ขอแนะนำว่าควรอ่านอย่างยิ่ง!)

คิดถึงอดีตและความทรงจำบางเรื่อง ที่กลายเป็นสมบัติติดตัวเราไปตลอดกาล

ใครสนใจขอชวนอ่าน มีขายทั่วไปในร้านหนังสือ
ส่วนตอนนี้แปลเรื่องของคุณบาริกโกมาแบ่งกันอ่านพอสังเขปดังนี้
............
อเลซซานโดร บาริกโก เกิดที่เมืองตูริน อิตาลี
เป็นนักเขียน ผู้กำกับ และนักแสดง
หนังสือของเขาแปลเป็นภาษาต่างๆ หลายภาษา ได้รับรางวัลมากมาย
ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในโรมกับภรรยาและลูก

เขาจบปริญญาสาขาปรัชญาและดนตรี (เปียโน) เขียนบทความวิจารณ์ดนตรี และในปี 1991 นิยายเล่มแรกก็ออกมาสู่สายตาคนอ่าน (Lands of Grass)

ปี 1993 เขาและเพื่อนร่วมกันก่อตั้งโรงเรียนนักเขียนโดยใช้ชื่อว่า Scuola Holden ซึ่งมาจากชื่อ Holden Caulfield ตัวละครเอกในหนังสือ Catcher in the Rye ของ J. D. Salinger โรงเรียนแห่งนี้เปิดสอน 'เทคนิคการเล่าเรื่อง' มากมายหลายหลักสูตร ทั้งบทภาพยนตร์ งานสื่อสารมวลชน วิดีโอเกม (!!??) นิยาย และเรื่องสั้น

ไม่กี่ปีต่อมา งานเขียนของเขามีชื่อเสียงมากในยุโรปและติดอันดับขายดีมากในอิตาลีและฝรั่งเศส และมากไปกว่านั้น เมื่อบทละครพูดคนเดียว (monoloque) ของเขาที่ชื่อ Novecento ถูกดัดแปลงไปเป็นหนังเรื่อง The Legend of 1900 ที่กำกับโดย Giuseppe Tornatore (คนที่กำกับ Cinema Paradiso นั่นเอง!)

1900 คือชื่อของเด็กคนหนึ่งที่ถูกทิ้งกำพร้าไว้บนเรือ เขาไม่เคยขึ้นบก มีพรสวรรค์ในการเล่นเปียโนอย่างเหลือเชื่อ แต่ต้องเผชิญชะตากรรมอันเด็ดเดี่ยว

ปี 1996 นิยายเรื่องที่สาม 'ไหม' (Seta) ก็ปรากฏสู่สายตาผู้อ่าน และได้รับความนิยมอย่างสูง (300,000 เล่ม ในเวลาอันรวดเร็ว-สร้างเป็นภาพยนตร์แล้วด้วย แต่ขอแนะนำให้อ่านก่อนจะตราตรึงกว่า) ได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆ หลายภาษา รวมถึงภาษาไทยด้วย (แปลโดยคุณ งามพรรณ เวชชาชีวะ /สำนักพิมพ์ผีเสื้อ)

บาริกโกยังเคยทำโปรเจกต์ City Reading กับวง Air โดยอ่านนิยายเรื่อง City ของเขาร่วมไปกับดนตรีของ Air (มีออกมาเป็นซีดีด้วยนะ เคยยืมพี่คมสันมาฟัง)

แล้วปี 2002 นิยายเรื่อง 'ไร้เลือด' ก็เสร็จสำเร็จออกมา

ปัจจุบันเขากำลังกำกับหนังเรื่อง Lezione 21

หมายเหตุ อ่านประวัติเพิ่มเติมได้ที่ท้ายเล่มแปล

Wednesday, December 26, 2007

F>O>D>E> DECEMBER 2007


จดหมายเดือนธันวา อากาศ (กลับมา) หนาวกำลังดี
เลือกตั้งเพิ่งผ่านไป ซานตาคลอสก็เหมือนกัน
merry X นะ

ทะลุหูขวา.ธันวา @ SEE-SCAPE เชียงใหม่.
F>O>D>E> DEC> 2007
(scroll down for english texts.)

สวัสดีเดือนธันวา เดือนสุดท้ายของปีแล้วซี

เดือนนี้ไม่ได้ส่งข่าวช้า แต่ว่าเลื่อนวันจัดงาน
เดิมทีว่าจะจัดประมาณกลางๆ เดือนเหมือนที่จัดทุกครั้ง
แต่เกิดเหตุฉุกเฉิน มีข่าวกระซิบว่าห้ามจำหน่าย จ่ายและแจก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงวันที่ 14-15-16 เนื่องจากตรงกับช่วงวันเลือกตั้งล่วงหน้า

นำมาซึ่งความแปลกใจเป็นล้นพ้น ว่าคนที่ไม่ต้องเลือกตั้งล่วงหน้า ทำไมต้องติดแหไปด้วย?(ถึงวันนี้ ก็คงรู้ผลเลือกตั้งกันแล้ว...)

ช่างเถอะ! ไหนๆ เราก็ทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว ข่าวว่ามาเป็นอย่างนี้ก็ไหลตามน้ำ จึงใคร่ขอเลื่อนวันจัดงานเป็นวันที่ 29 ธันวาคมแทน (ตรงกับวันเสาร์เหมือนเดิม)

ที่เคยเกริ่นไว้นานแล้ว ว่าพอขึ้นปีที่สอง จะมีการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ เพื่อเพิ่มความตื่นเต้น อย่างแรกก็คือเราตั้งใจจะย้ายที่จัดงานไปเรื่อยๆ จากเดิมที่ประจำการอยู่ขันอาษามาตลอดหนึ่งปี อันนี้ก็เพื่อทดลองหาบรรยากาศใหม่ๆ และโอกาสในการได้ทำอะไรใหม่ๆ ที่เราไม่คุ้นมาก่อน(แต่ยังคงรักษาตัวงานให้เป็นขนาดเล็กเหมือนเดิม) ถึงแม้ว่า 'ส่วนเมือง' ของเชียงใหม่จะมีขนาดไม่ใหญ่นัก แต่หนึ่งปีที่ผ่าน เราคิดว่ายังมีพื้นที่ต่างๆ ที่น่าสนใจรออยู่

ประเดิมการย้ายที่ครั้งแรกนี้ไปที่ SEE-SCAPE นิมมานเหมินทร์ ซอย 17 SEE-SCAPE เป็นร้านที่อยู่มานานพอควร (ดำเนินงานโดยเฮียเหิร) เป็นที่ชุมนุมของศิลปินมากหน้าหลายตาบรรยากาศเป็นสวนๆ มีบ่อน้ำตื้นๆ เล็กๆ (เล็กมาก...แต่เห็นคนตกบ่อย!) เหมาะกับอากาศหนาวๆทั้งยังเป็นร้านที่อยู่ระดับพอดีๆ คือไม่ผู้ใหญ่เกินไป ไม่เด็กเกินไป ไม่หรูหราเกินไป และไม่ซอมซ่อเกินไป

อีกเรื่องที่สำคัญมาก คือเดือนนี้เราได้การสนับสนุนจาก ABSOLUT VODKAซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญยิ่งที่ทำให้งานมีสีสันมากขึ้นเราคิดธีม 'THE GARDEN OF swEDEN' ขึ้นมาก็เพราะเหตุนี้เอง (ปล. ABSOLUT มาจากสวีเดน) หมายความว่างานเดือนนี้ จะเปิดแต่เพลงของศิลปินสวีดิชล้วนๆยกตัวอย่างที่พอคุ้นหูกันก็เช่น Club 8, Acid House Kings, The Cardigans, KENT, The Hives, Cloudberry Jam, Peter Bjorn and John, The Concrete, Popsicle (Andreas Mattsson), The Legends, The Radio Dept.(วงหลังนี่เราเพิ่งเขียนถึงไป และได้ข่าวว่ากำลังจะมาเล่นที่เมืองไทย!)

คนที่ฟังเพลงอาจพอทราบว่า ดนตรีบางส่วนจากสวีเดนนั้น ไพเราะเพราะพริ้งขนาดไหนโดยเฉพาะเมื่อยิ่งฟังในบรรยากาศสวนๆ หนาวๆ โอว..........

คนที่ติดตามงานหู คงจำได้ว่าเราเคยจัด 'ไทยไนต์' ที่เปิดเพลงจากศิลปินไทยล้วนๆนี่ก็คล้ายเป็นภาคขยายของแนวคิดเดียวกันนั้น ครั้งนี้สวีเดน ต่อๆ ไปก็จะมีอีกหลายๆ ชาติตามมาแต่คงต้องใช้เวลา เพราะต้องทำการบ้านมากพอดู

เมื่อช่วงต้นเดือนเราลงไปกรุงเทพฯ เพื่อติดต่อกับสถานทูตสวีเดน ขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเทศของเขาทั้งในด้าน ดนตรี หนัง หนังสือ งานออกแบบ หนังสือสำหรับเด็ก และแฟชั่น ซึ่งก็ได้รับความช่วยเหลืออย่างดียิ่ง (ขอขอบคุณสถานทูตสวีเดน และคุณพี่จงจิตต์ อัธยาตมวิทยา สำหรับความเอื้อเฟื้อด้วยนะครับ)
ทำให้ได้รู้และได้เห็นงานจากศิลปินจากสวีเดนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนทำให้เราต้องไปตามหาซีดีของ KENT และ THE KNIFE เพิ่มเติม (ซึ่งหาได้แล้ว!)
ทำให้เราต้องไปหาหนังสุดคลาสสิคของคุณปู่ Ingmar Bergman มาดูอีกครั้ง (แกเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อปลายเดือนกรกฎาที่ผ่านมานี่เอง)
และทำให้เรา..... (ขืนเล่าหมดคงเหนื่อยอ่านกันพอดี ถ้าใครสนใจเพิ่มเติม รออ่านอื่นๆ และอื่นๆ ได้จากในบล็อกนี่เน้อ!)

ให้บังเอิญอีกเช่นกัน เมื่อคิดธีมสวีเดนนี้ได้ ก็เหลือบเห็น OOM ฉบับล่า (No.21) ทำเรื่องสวีเดนพอดี (Let's Go Sweden) ปกติเราเป็นขาประจำ OOM อยู่แล้ว เล่มนี้ก็ยิ่งตั้งใจอ่านมากขึ้นและทำให้รู้สึกว่า มีโอกาสเมื่อไหร่ ต้องไปเยือนสวีเดนบ้างแน่ๆ เมืองอะไร...สวยงามชะมัด

ไม่ได้เดินทางนานแล้วเหมือนกันนะ

วัฒนธรรมจำเป็นต้องมีความหลากหลายและเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่าให้ใครหรืออะไรพยายาม 'กั้น' เราไว้เชียว

อ้อ...แวะมาที่โปสเตอร์นิดนึง รูปเดือนนี้ถ่ายที่หน้า TITA Gallery แม่ริมนี่เอง ขอบคุณคุณนุ้ย ที่เอื้อเฟื้อ จำไม่ได้แล้วว่าเป็นต้นอะไร แต่เห็นแล้วรู้สึกว่ามันหนาวๆ ดี ดูๆ ไปอาจคล้ายภาพถ่ายงานชุด muse ของคุณชยาภรณ์แต่ขอความกรุณาอย่านำไปเปรียบเทียบกันเลยนะ...อายเขา

ไปดีกว่า...กำลังเตรียมทำเตากระทะ ไว้ปิ้งมันกินกันคืนวันงาน...สมนาคุณจากทางร้าน!(เห็นพี่เหิรบอกว่าจะทำบาร์บิคิวมาขายด้วย)

สรุปอีกทีว่างานหูเดือนธันวานี้ จัดวันที่ 29 ที่ SEE-SCAPE นิมมานเหมินทร์ซอย 17เริ่มเวลาประมาณ 20.30 ยาวไปจนถึง 23.30 (เลิกเร็วหน่อยนะเดือนนี้! อย่ามาช้าล่ะ) ช่วงแรกจะมีฉายดีวีดีเช่นเดิม เป็นภาพต่างๆ จากสวีเดน และ THE CARDIGANS live in london (จากค่าย universal) และแถมพิเศษด้วยของขวัญเล็กๆ น้อยจาก ABSOLUT เจ้าาาาา... (ของที่ระลึกเจ๋งมาก...ขอบอก)
ขอขอบคุณ ABSOLUT VODKA อีกครั้งครับ

มาฟังเพลงใหม่ๆ กัน
สำรองโต๊ะล่วงหน้าได้ที่นี่ 086 663 0303 (มี 30 กว่าโต๊ะเท่านั้นนะ)
ส่วนคนที่จะเดินทางมาจากจังหวัดอื่น สำรองที่พักแต่เนิ่นๆ เน้อ

ช่วงนี้หนาวขึ้น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอากาศหรือการเมือง
รักษาตัวด้วย
สวัสดีปีใหม่ครับ

เกือบลืม ในบล็อกมีให้โหวตวงดนตรีสวีเดนที่ชอบ ใครว่างๆ เข้าไปเล่นดู ไม่มีอะไรหรอก เพิ่งหัดทำเป็น ^^ (ตอนแรกจะให้โหวตนโยบายหาเสียงที่ชอบ แต่ขออภัย ยังจำชื่อพรรคการเมืองไม่ได้จริงๆ)
-----------------------------
ABSOLUT VODKA presents
F>O>D>E>14 'THE GARDEN OF swEDEN' by vajira
A Music-Listening Party
Dine, Drink and get down to Contemporary Swedish Tunes
Saturday 29 December 2007 @ SEE-SCAPE (Nimman Soi 17)
20.30 onward
FOR RESERVATION, PLS CALL 086 663 0303

Sunday, December 23, 2007

BLACK SUNDAY


วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ 23 ธันวาคม พุทธศักราช 2550 ขณะนี้เป็นเวลา 18 นาฬิกา 32 นาที ตามเวลาประเทศไทย