Wednesday, April 1, 2009

MONSTER BY HANDS: CERAMIC EXHIBITION

นิทรรศการเซรามิค (ที่เชียงใหม่) รายละเอียดตามในโปสเตอร์นะ
ใครว่างๆ ของชวนไปชมกัน ท่าทางจะน่ารักขนาด ^^

Monday, March 30, 2009

Should I swim?


อ่านเจอในล้อมกรอบ 'เครื่องเคียงอาหารสมอง' (ซึ่งอยู่ในคอลัมน์ 'อาหารสมอง' อีกทีหนึ่ง) ของ วีรกร ตรีเศศ ในมติชนสุดสัปดาห์ฉบับที่ 1492 เรื่องบทสนทนาที่ไขข้อข้องใจว่าทำอย่างไรให้มีชีวิตสั้นที่สุด

ทั้งหมดมีหกข้อ ไล่มาเรื่อยตั้งแต่ การออกกำลังกายทำให้หัวใจได้สูบฉีดโลหิตไปทั่วจริงหรือ? (หัวใจมันก็เต้นได้จำนวนหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่หรือ?) ควรกินเนื้อวัวให้น้อยลง? (แต่วัวมันก็กินผัก การกินเนื้อวัวก็เหมือนกินผัก?) ควรบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ให้น้อยลง? (แต่เครื่องดื่มพวกนั้นก็ทำมาจากผลไม้และธัญพืช?) อาหารทอดเป็นสิ่งไม่ดี? (แต่เขาก็ทอดกันในน้ำมันพืช?) ช็อคโกแล็ตเป็นสิ่งไม่ได้? (แต่มันก็ทำจากเม็ดโกโก้?)

ข้อสุดท้ายเขาตั้งคำถามว่า ว่ายน้ำทำให้รูปร่างดีขึ้นไหม? ถ้าการว่ายน้ำทำให้รูปร่างดีขึ้น ใครช่วยอธิบายหน่อยว่าทำไมปลาวาฬจึงมีรูปร่างดังที่เห็น!

จบข่าว!
^^

SWEET SUMMER EXHIBITION


ฮัลโหล ฮัลโหล

นิทรรศการล่าสุดของตั้ม นวล แป้ง วี (ชื่อสี่คนนี้พอเรียกรวมกันแล้วลงตัวดีแท้)
จัดที่ร้าน Chocolate Tales สีลมซอย 7 กรุงเทพมหานคร
แฟนๆ ผลงานของทั้งสี่ท่านไม่ควรพลาด ติดตามรายละเอียดได้ในภาพ
หรือเข้าไปที่นี่ http://web.me.com/wisut/wisut/main.html


เป็นโอกาสดีของชาวกทม. ส่วนชาวชม. ก็....ไม่รู้เหมือนกันแฮะ (ยอม)
ใครมีโอกาสไปกรุงเทพฯ ในช่วงเวลานั้นก็ชวนกันไปชม
แต่ถ้าจังหวะไม่อำนวย ก็เข้าไปดูเว็บของตั้มไปพลางๆ ก่อนนะ

แล้วถ้าเรามีโอกาสไปชม จะถ่ายรูปมาฝาก

^^

Monday, March 9, 2009

RH FRONT PAGE

งานหู PHEAD ผ่านไปแล้วด้วยดี บรรยากาศดีมากๆๆๆ
ขอบคุณทุกคนที่มาร่วมงาน เดี๋ยวรอดูรูปนะ
^^

ช่วงตั้งแต่หลังปีใหม่เป็นต้นมา คนที่เข้าเว็บด้วย www.rabbithood.net คงได้เห็นภาพนี้แล้ว เรื่องของเรื่องก็คือว่า เราจดเว็บของ RH ไว้แต่ยังไม่มีโอกาสทำจริงๆ จัง เลยใช้เป็นลิ้ค์กลับเข้ามาที่บล็อกเดิมของตัวเอง ก็ทำอย่างนี้เรื่อยมาจนเคยชิน

ทีนี้ถ้าชินเกินไป ก็จะไม่ได้ทำเว็บเสียที -_-' ก็เลยทำหน้าแรกของเว็บเพิ่มเข้ามา อนุโลมว่าเป็นหน้าทักทายก่อนเข้าเว็บจริง

เนื่องจากตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา มีมิตรหลายท่านส่งกระต่ายมาให้มากมาย ทั้งโปสการ์ด ภาพถ่าย หรืออีเมล ทั้งที่ทำขึ้นเองและที่ไปเจอะเจอมา ก็เลยคิดว่าจะเลือกเอารูปกระต่ายต่างๆ เหล่านั้นมาแปะไว้ที่หน้าเว็บ ประเดิมรูปแรกด้วยลายเส้นของ ร.อ.หญิง เดือนเต็มดวง ณ เชียงใหม่ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ที่วาดกระต่ายน่าเอ็นดูนี้ไว้บนซองการ์ดปีใหม่

ท่านที่พลาดหน้าแรกไป ขอเชิญคลิกไปชมได้ที่นี่ www.rabbithood.net (แล้วค่อยกดที่แอปเปิ้ล)
รูปทักทายนี้ก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามโอกาส

^^

Saturday, February 28, 2009

FALL ON DEAF EARS: MARCH 2009


(scroll down for lousy english)

RabbitHood proudly presents

Fall On Deaf Ears 23 (mini)
Introducing: PORTISHEAD
+ Wax Installation by Pattree Chimnok (Meo Jai Dee)
+ Live Bass Solo on 'Sour Times' by Little Rabbit (10.45)


Saturday 7th March 2009
@ minimal gallery (nimman soi 13)

9.30 PM till Midnight!
Admission Free and No Table Reservation at all.
Any curious, call 086 663 0303 or visit: www.rabbithood.net


SPECIAL DVD SCREENING: PORTISHEAD LIVE (roseland new york) + short films + vidoes8.00 PM onwards!

Previous F>O>D>E> visit: www.rabbithood.net/fode22

Next Event: F>O>D>E>24> THAI NIGHT RETURNS! > April 2009> somewhere in Chinag Mai, Thailand

..............................

สวัสดีเดือนมีนาผ่านงานคราวที่แล้วมาได้ด้วยดี ใครว่างๆ ลองเข้าไปชมในเว็บที่เขียนไว้ข้างบนได้นะ ^^(ขอขอบคุณ โครงการ The Ring นิมมานฯ ซอย 17 ที่เอื้อเฟื้อสถานที่นะครับ)

เดือนมีนานี้งานหูเดินทางกลับมาหาฉบับ mini อีกครั้ง ถ้าจำได้ ปีที่แล้วเราเคยทำกับเพลงของ Radiohead ไปแล้วครั้งหนึ่ง
งานหู mini คืองานหูในสเกลเล็กมาก เน้นที่วงดนตรีวงเดียวเป็นหลักในคืนนั้นๆ เพื่อชักชวนคนที่ชอบเหมือนๆ กัน ออกมาฟังเพลงด้วยกันและถือโอกาสแนะนำคนที่ไม่คุ้นเคยมาทดลองฟังเพลงใหม่ๆ ด้วยกัน
ผ่าน Radiohead กันมาแล้ว รอบนี้ก็ถึงคราวของ PORTISHEAD บ้าง PHEAD (ชื่อเล่น) เป็นวงดนตรี Trip Hop จากอังกฤษ ที่ตามหลัง Massive Attack และ Tricky มาติดๆ มีผลงานยาวนานกว่าสิบปี และเป็นวงดนตรีที่มีแฟนเพลงเหนียวแน่นที่สุดวงหนึ่ง(กว่าจะออกมาแต่ละอัลบั้มต้องรอแล้วรออีก)

เพลงของ PHEAD คงไม่เหมาะสำหรับนักเต้น และอาจจะไม่เหมาะสำหรับนัก feel good ด้วยเช่นกันเพราะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยความหม่น ดิ่ง แต่ก็มีความสามารถพิเศษในการพาผู้ฟังไปยังบรรยากาศที่ไม่คุ้นเคยเราชอบเสียงร้องของ Beth Gibbons (นักร้อง) มากๆๆๆ พอๆ กับที่ชอบดนตรีที่แสนประณีตของพวกเขาถ้าสนใจอยากทดลอง ขอเชิญอ่านเรื่องของ PORTISHEAD ได้ที่นี่ก่อนhttp://iamvajira.blogspot.com/2008/06/14-portishead.html (ภาษาไทย) หรือที่เว็บไซต์ของวง http://www.portishead.co.uk/ (ภาษาอังกฤษ) หรือถ้าอยากทดลองฟังก่อน ก็สามารถเข้าไปฟังได้ที่นี่ http://www.myspace.com/PORTISHEADALBUM3 (มีอื่นๆ ให้ดูด้วยนะ)

งานหูคราวนี้ก็ไม่ได้จัดเปล่าๆ (อีกแล้ว) เราได้ชักชวนพี่เหน่งแห่งร้านเทียนแมวใจดี (ที่อยู่นิมมานฯ ซอย 1) มาทำนิทรรศการด้วยกันงานของพี่เหน่งคือการเอาเทียนไปเคลือบกับวัสดุต่างๆ (ถ้าใครเคยดูหนังเรื่อง HOUSE OF WAX อาจจะนึกออก) เราเคยเห็นงาน Wax ของพี่เหน่งมาแล้วหนึ่งครั้ง สวยงามมาก ตอนแรกเรานึกอยากชวนให้พี่เหน่งเคลือบ minimal ทั้งร้าน แต่ในทางปฏิบัติจริงคงเป็นไปไม่ได้ พี่เหน่งก็เลยเตรียมเคลือบงานชิ้นใหม่ (ได้ข่าวว่าดำล้วน!) สำหรับจัดแสดงคราวนี้โดยเฉพาะ(แต่จะเคลือบอะไรนั้นขออุบไว้ก่อน) ยิ่งไปกว่านั้น เราได้ส่งเพลงทั้งหมดของ PHEAD ให้พี่เหน่งก่อนที่แกจะเริ่มทำงานชุดนี้ไปแล้วด้วยนะ

พูดยังไงดี...ไม่อยากให้พลาดเลยจริงๆ

อีกเรื่องที่งอกมาใหม่คือส่วนของ Live Bass Solo โดย Little Rabbit เรื่องของเรื่องก็ไม่มีอะไรมาก บางท่านอาจพอทราบว่าเรามีวงดนตรีที่เชียงใหม่ (ชื่อ Migrate to the Ocean) ก็เล่นก็ซ้อมกันงูๆ ปลาๆ กันมาได้หลายเดือนแล้ว แต่งเพลงกันเองก็ได้หลายเพลงอยู่โดยส่วนตัวเราอยากเล่นเพลงของ PORTISHEAD มานานแล้ว โดยเฉพาะเพลง Sour Times นี้คราวนี้สบโอกาส ก็เลยฉวยไว้ไม่ให้สูญหาย ถือเป็นบทเรียนในการฝึกฝนเล่นเบสให้ตัวเองอีกบทหนึ่งแต่ว่าจะเล่นสดประกอบกับอะไรนั้น ก็ขอโปรดติดตามได้ในงาน ^^

อีกเรื่อง...หนังสือ โรมานซ์ ของตั้ม-วิศุทธิ์ พรนิมิตร ยังพอมีอยู่ ก็จะนำไปจำหน่ายในงานด้วยเช่นกันพร้อมกับ RabbitBag รุ่นใหม่ล่าสุด ที่ยังไม่เคยวางจำหน่ายที่ไหนมาก่อน ก็จะเผยตัวในงานนี้เช่นกัน

เอาล่ะ สำหรับท่านที่อยู่เชียงใหม่ ช่วงนี้เริ่มเข้าฤดูหมอกควันแล้ว โปรดรักษาตัวเองดีๆ ด้วยขอบคุณพี่เหน่งที่ถึงแม้เราจะยังไม่มีสปอนเซอร์ แต่ก็ทำงานมาร่วมสนุกกันขอบคุณจริงๆ ครับ

แล้วพบกันในงานนะ
^^
วชิรา
RabbitHood
http://www.rabbithood.net/
http://www.beautifulbreathless.com/

ปล ขณะนี้ RabbitHood มี FaceBook แล้วนะ ^^ (หลังจากตั้งท่ามาหนึ่งปีเต็ม) สนใจเชิญแอ็ดได้ที่ Iam Vajira หรือ iamvajira@hotmail.com
...........................................................

Dear all,
welcome again to Fall On Deaf Ears 'mini' version (last year was RADIOHEAD, remember?)
this month we are going to introduce our beloved british trip hop band PORTISHEAD(http://www.portishead.co.uk/
) along with our guest artist Pattree Chimnok from Meo Jai Dee (nimman soi 1) she is going to make her new Wax Installation for the night and i bet you shouldn't miss for any reason!

another step of F>O>D>E> is we are going to have a Live Bass Solo on PHEAD' Sour Times by Little Rabbit
who is Little Rabbit? ......... (silent)
but he is going to play just one song, mydear (and this one you can miss it!)

well, hope to see you around
and welcome to the PORTISHEAD's world
^^
vajira,
RabbitHood
http://www.rabbithood.net/
http://www.beautifulbreathless.com

PS RabbitHood is now jumping onto FaceBook (after hesitated for 1 year) pls add "Iam Vajira" or "iamvajira@hotmail.com" thx
XXX

Sunday, February 15, 2009

โพรง (10) : วันใดขาดฉันแล้วเธอจะรู้สึก


พิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร HIP ฉบับเดือนมกราคม 2552

โพรง

เรื่องและภาพประกอบโดย วชิรา
www.rabbithood.net


วันใดขาดฉันแล้วเธอจะรู้สึก

เรื่องนี้เกิดขึ้นในราวต้นเดือนพฤศจิกายน ฤดูหนาวกำลังเดินทางมาช้าๆ
ขณะนั่งทำงานอยู่ที่บ้าน ผมได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่ง ปกติแล้วผมกับเขาไม่มีอะไรต้องโทรศัพท์หากันพร่ำเพื่อ ส่วนมากก็เป็นเรื่องธุระปะปังที่ต้องจัดการ นอกเหนือจากนั้นเรามักพบปะกันโดยไม่ต้องนัดหมาย

ชาจบการศึกษาด้านวิศวะไฟฟ้า เป็นนักดนตรีทั้งกลางวันและกลางคืน มีวงดนตรีเป็นของตัวเอง ทำมาหากินกับการเล่นดนตรีตามที่ต่างๆ แถวนิมมานเหมินทร์ หลายๆ ค่ำ เราก็วนเวียนมาเจอกันที่แกลเลอรี่เล็กๆ แถวนั้น หรือบางครั้งเราก็เจอกันตามร้านกินข้าว (กลางวัน)

คนที่วงจรชีวิตคล้ายกัน ก็มักวนเวียนมาพบปะกันอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน

น้ำเสียงร้อนรนของเขาในบ่ายวันนั้นทำให้เราต้องนัดหมายมาพบปะกันในอีกราวสิบห้านาที ที่ร้านกาแฟเล็กๆ ของเพื่อนเราบนหัวถนนนิมมานเหมินท์

สำหรับท่านที่คุ้นเคย คงพอทราบดีว่าถนนนิมมานท์เหมินท์นั้นจัดอยู่ในหมวดแหล่ง ‘เจริญ’ ของประเทศเชียงใหม่ หลายท่านเปรียบให้เป็นละแวกทองหล่อ (สุขุมวิท) ของกรุงเทพมหานคร เป็นแหล่งรวมของร้านขายของเก๋ๆ ร้านกาแฟเก๋ๆ ที่พักเก๋ๆ ผับบาร์ (ไม่ค่อยเก๋) มากมายเปลี่ยนหน้ารอให้เลือกเข้าไปใช้บริการกันสลอน รวมถึงร้านอาหารอร่อยๆ (ทั้งเก๋และไม่เก๋) ที่ถ้าเดินกินทั้งวันก็คงพุงแตกตายอยู่ข้างถนน ความเจริญในความหมายทางเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียวนั้น นำมาซึ่งตึกใหม่ๆ ตามตรอกซอกซอย และพาไปซึ่งต้นไม้ขนาดใหญ่ ที่นับวันจะร่อยหรอลงเต็มที

ในบรรดาร้านอาหารที่เราอุดหนุนกันบ่อยนั้น ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อกลางซอย (ไม่เก๋ แต่รสชาติยอดเยี่ยม!) เป็นร้านหนึ่งที่เรานิยม ร้านนี้ตั้งอยู่มุมสี่แยกในซอยเล็กๆ ฝั่งตรงข้ามเป็นอาคารพาณิชย์สามชั้นขนาดเก้าคูหา และที่ด้านหน้าของคูหาหนึ่ง มีต้นหูกวางสองต้นยืนตระหง่านอยู่เคียงข้างกัน ความสูงของมันเคียงบ่าเคียงไหล่กับตึกสามชั้น

กิ่งก้านใบของมันที่แผ่ขยายออกมาบดบังความแข็งกระด้างของปูนแข็งๆ ทำให้ตึกนั้นมีชีวิตชีวาอย่างน่าประหลาด ความกระด้างของตึกปูนที่มีความอ่อนน้อมของกิ่งไม้ใบไม้เคียงข้างอยู่ด้วยนั้น เป็นสุนทรียะพื้นฐานที่มนุษย์ในตึกอย่างเราๆ พึงจะได้รับ

แถมดูมีรสนิยมโดยไม่ต้องแต่งฟุ่มเฟือยอีกต่างหาก

“พี่ พี่ หูกวางสองต้นกำลังจะโดนตัด!” นี่คือข้อความของชาในสายโทรศัพท์ หูกวางผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่กำลังจะถูกตัดโดยเจ้าของตึก ด้วยข้อหาสองประการ

หนึ่ง มันขึ้นอยู่ตรงหน้าคูหาพอดิบพอดี ทำให้คูหานี้ไม่มีคนเช่า เพราะไม่สามารถจอดรถได้
สอง ลูกและกิ่งก้านของมัน ตกใส่รถยนต์ราคาแพงของผู้บริหารที่เช่าอยู่คูหาข้างๆ

ชา ต้น ชะ (เจ้าของร้านกาแฟ) และผม นั่งสุมหัวกันในร้าน เราพยายามหาทางออก เพราะต่างเห็นพ้องต้องกันว่าการแก้ปัญหาเรื่องที่จอดรถด้วยการตัดต้นไม้ใหญ่สองต้นทิ้งไปเฉยๆ นั้น เป็นทางออกที่มักง่ายไปสักหน่อย

แรกที่สุดเราคิดถึงการประวิงเวลาด้วยการไปเช่ากันไว้เอง แต่เมื่อสำรวจเงินในกระเป๋าของทุกคนรวมกันแล้ว ความคิดนี้ก็เป็นอันต้องตกไป ต่อมาเราคิดถึงการบวชต้นไม้ ซึ่งหลายๆ ที่ก็ทำไว้ได้ผล แต่นั่นก็ยังไม่น่าจะใช่ทางออกที่ถูก ขืนเราต้องตามไปบวชต้นไม้กันทุกที่ ก็ดูจะเป็นการรบกวนเวลาปฏิบัติธรรมของคุณพระคุณเจ้าโดยใช่เหตุ

วนเวียนคิดกันอยู่หลายตลบ เราก็ได้คำถามว่า ในประเทศเชียงใหม่ของเรานี้ จะไม่มีคนเช่าตึกที่ต้องการต้นไม้ไว้บ้างเลยหรือ ทุกคนต้องการแต่ที่จอดรถจริงไหม

จริงครับ ทุกคนที่มีรถก็ย่อมต้องการที่จอด เพราะยังไม่มีใครออกแบบรถให้พับเก็บได้ในกระเป๋า แต่คนมีรถที่ไม่ต้องการให้ตัดต้นไม้เพียงเพื่อจะทำที่จอดรถนั้นก็ยังมีอยู่

แล้วชาก็พบ

เขาติดต่อไปยังอาจารย์ท่านหนึ่ง เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง อาจารย์ท่านนั้นมีความคิดจะเช่าตึกกับเพื่อนๆ ของเขาอยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่ถึงเวลาที่ต้องเช่า เมื่อได้ฟังเรื่องราวจากชา อาจารย์ท่านนั้นรีบรุดมาสมทบที่ร้านกาแฟ จากนั้นก็พากันไปดูสถานที่จริง (ซึ่งอยู่ไม่ไกล) ตกลงเช่ากับเจ้าของอาคาร โดยมีเงื่อนไขว่าห้ามตัดต้นไม้สองต้นนี้เด็ดขาด

อาจารย์ให้เหตุผลว่าต้นไม้สองต้นนี้มความจำเป็นกับธุรกิจของเขา

จากเหตุการณ์วันนั้นจนถึงวันนี้ ผู้เช่าเปลี่ยนมือจากอาจารย์เป็นน้องอีกกลุ่มหนึ่ง แต่พวกเขาก็ตัดสินใจเช่าด้วยเงื่อนไขเดียวกัน คือห้ามตัดต้นไม้ ผมคลับคล้ายคลับคลาว่าเขาจะเปิดเป็นร้านกาแฟ โดยที่เจ้าของเงินทุน (ตัวจริง) ก็ให้เงื่อนไขว่า ถ้าจะไม่ตัดต้นไม้ ก็ต้องออกแบบบรรยากาศร้านให้เข้ากัน

ชะเป็นสถาปนิก จึงช่วยเพื่อนรุ่นน้องออกแบบอย่างแข็งขัน

พี่นักข่าวอาวุโสท่านหนึ่งที่บ้านอยู่ตึกตรงข้ามเมื่อทราบเรื่อง ก็โทรมาถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงต้นไม้ พร้อมให้ความช่วยเหลือด้วยการอนุญาตให้ผู้เช่าคูหานั้น สามารถจอดรถที่หน้าบ้านฝั่งตรงข้ามได้

ถึงวันนี้ หูกวางสองต้นนั้นยังเคียงคู่ให้ร่มเงากับพวกเรา แต่ในอนาคตนั้น...ไม่มีใครรู้

ตอนที่มาเชียงใหม่ใหม่ๆ พี่ที่เคารพท่านหนึ่งซึ่งอยู่นิมมานฯ มาก่อนเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนนิมมานฯ ต้นไม้ใหญ่เยอะมาก แต่ทุกวันนี้ก็หร่อยหรอลงไปตามที่เห็น ครั้งหนึ่งเขาเคยถ่ายคลิปวิดิโอตอนที่คนงานกำลังโค่นต้นไม้ใหญ่ลงไปต่อหน้าต่อตา (น่าเสียดายที่หาคลิปนั้นไม่เจอแล้ว)

ปกติพี่คนนี้เล่าเรื่องอะไรก็ตลก แต่เชื่อเถอะครับว่าเรื่องนี้แกเล่าด้วยความไม่ตลก

ผมยืนยันอีกครั้งว่าเข้าใจระบบธุรกิจ เข้าใจเจ้าของเงินทุนที่ต้องควักเงินจำนวนมหาศาลมาลงทุนในพื้นที่ที่ราคาสูงขึ้นๆ ทุกวี่วัน เพียงแต่สงสัยว่าการกลับคืนมาของเงินลงทุนโดยไม่คำนึงถึงสภาพแวดล้อมนั้นจะเป็นไปได้จริงหรือ

ถ้าสภาพอากาศเลวร้ายสุดขีด ผู้คนเริ่มอพยพไปหาที่ที่อากาศดีกว่า เงินลงทุนนั้นมหาศาลนั้นจะไม่สูญเปล่าไปหรอกหรือ

ต้องรอให้ต้นไม้ใหญ่หมดนิมมานฯ ไปก่อน จึงจะค่อยรู้สึกกันใช่ไหม

เรื่องทั้งหมดที่เล่านี้เกิดขึ้นโดยความบังเอิญของคนสามสี่คนที่ใช้ชีวิตวนเวียนอยู่ละแวกเดียวกัน ผมเชื่อว่าทั่วทั้งเชียงใหม่น่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกมาก เพียงแต่เราไม่รู้ข่าว

เป็นไปได้ไหมที่สักวันหนึ่ง เราจะมีกฏหมายหรือข้อบังคับเรื่องการตัดต้นไม้ใหญ่ ที่ต้องขออนุญาตก่อนจะทำการโค่น มีทีมสำรวจของหน่วยงานรัฐคอยให้ความรู้ มีทีมออกแบบที่คอยช่วยเหลือให้เจ้าของที่สามารถออกแบบอาคารให้หลบเลี่ยงต้นไม้ได้สวยงาม โดยใช้งบประมาณในการก่อสร้างให้น้อยที่สุด ถ้าใครฝ่าฝืนก็ให้ถือว่ามีโทษทางกฏหมาย แม้ว่าต้นไม้นั้นจะอยู่ในเขตพื้นที่ของตัวเองก็ตาม

เหตุผลสำคัญมีข้อเดียว
อากาศเป็นของเราทุกคน

ทะลุหูขวา (21) : artist: CALVIN HARRIS


ทะลุหูขวา [Fall On Deaf Ears]
text by RabbitHood


CALVIN HARRIS

Calvin Harris เริ่มทำเพลงตั้งแต่เพียงอายุ 15 จนเมื่ออายุ 18 เพลง “Da Bongos” และเพลง “Brighter Days” ของเขาถูกเลือกให้อยู่ใน 12” Club Single และอีพีของค่าย Prima Facie ตอนช่วงต้นปี 2002 ในชื่อ Stouffer

Harris เกิดเมื่อปี 1984 (ปัจจุบันอายุ 24 ปี) ที่เมือง Dumfries เมืองทางใต้ของสก็อตแลนด์ (มีชื่อเล่นว่า Queen of the south) ช่วงที่เป็นวัยรุ่น เขาเคยย้ายมาอยู่ในลอนดอน แต่อยู่ได้ไม่นานเขาก็ต้องย้ายกลับไปที่ Dumfries บ้านเกิด เนื่องจากหางานทำไม่ได้ จากนั้น Harris เริ่มเป็นที่รู้จักในหมู่ผู้ฟังทั่วไปจากเพลงที่เขาทำไว้ใน MySpace จนในปี 2006 เขาเซ็นสัญญากับ EMI (publishing) และ Sony BMG (recording) และออกอัลบั้มแรก I Created Disco ในปี 2007

เพลงส่วนใหญ่ของ Harris ได้รับอิทธิพลมาจากเพลงในยุค 80s ทั้งจังหวะและน้ำเสียง ในประวัติของเขาเขียนว่า ‘Harris ไม่ได้คิดค้นเพลงดิสโก้ แต่เขาคิดค้นเพลงดิสโก้ขึ้นใหม่’

Harris ออกเดินสายโปรโมทอัลบั้มของเขาในสหราชอาณาจักร โดยเล่นเป็นวงสนับสนุนให้กับ Faithless และ Groove Armada เพลงต่างๆ ในอัลบั้มของเขาติดชาร์ทในอังกฤษมากมาย โดยเฉพาะเพลง Acceptable in the 80s นั้นติดชาร์ทอยู่นานถึง 15 สัปดาห์

เมื่อปี 2007 Harris ได้มีโอกาสแต่งเพลงและบันทึกเสียงให้กับ Kylie Minogue หลังจากที่มีโปรดิวเซอร์เอาอัลบั้มของเขาให้เธอฟัง Harris พูดถึงการทำงานกับ Kylie Minogue ว่า “Surreal, but fun” (สันนิษฐานว่าวลีนี้ดัดแปลงมาจากวลี “Surreal, but nice” ที่ Huge Grant พูดกับ Julia Roberts ในภาพยนตร์เรื่อง Notting Hill) ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้ Harris เคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร MixMag (นิตยสารเกี่ยวกับเพลงเต้นรำและวัฒนธรรมคลับ) ว่าเขาต้อง “ดื่มสักสองสามแก้วก่อนจะไปเจอเธอ”

Harris ยังเป็นโปรดิวเซอร์รีมิกซ์เวอร์ชันให้กับ Mitchell Brothers ในเพลง Michael Jackson และร่วมเขียนเพลงกับป็อปสตาร์คนดังอย่าง Sophie Ellis-Bextor ในอัลบั้มที่สี่ของเธออีกด้วย

ถือเป็นนักดนตรีอายุน้อยที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่ง

Inside me,
Inside me is a flame,
That burns brighter any time you came.

Gets in the way, when I'm alone with you,
But dissappears if I'm with someone new,
It learned how to fit into my foreplay,
With my skills our love was going okay.

Until the night when we were on the phone,
You're moving on and want better.

SONG: Disco Heat
ALBUM: I Created Disco

Thursday, February 12, 2009

ROMANCE by Wisut


นี้คือหน้าตาของ 'โรมานซ์' ผลงานใหม่ล่าสุดของตั้ม-วิศุทธิ์ พรนิมิตร เราเจอตอนที่ไปงานเปิดนิทรรศการของตั้มที่กรุงเทพฯ (ที่ J Avenue ทองหล่อ) เรื่องราวภายในนั้นกลมกล่อมนัก แฟนๆ งานของตั้มคงทราบดี ท่านที่สนใจก็ขอเชิญมาซื้อหาได้ในงานหูเดือนกุมภานี้ มีจำนวนจำกัดแค่ 100 ร้อยเล่มเท่านั้นนะ
^^

FALL ON DEAF EARS: FEBRUARY 2009


(lousy english, scroll down)

RabbitHood proudly presents

FALL ON DEAF EARS 22
'The Philosophy of Intimacy'

+ Art Exhibition by Students of Chiang Mai School of The Deaf.

Saturday 14th February 2009
at The Ring (nimman soi 17)

9 PM till late

Admission Free
For Table Reservation pls call 086 663 0303

visit www.rabbithood.net
for more detail.

สวัสดีเดือนกุมภา

เอ่อ...ส่งข่าวช้าอีกตามเคย ต้องขออภัยช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมามัวแต่ออกไปหา input ข้างนอก ไม่ได้อยู่ติดบ้านและติดเชียงใหม่ งานหูกลับมาอีกครั้งคืนวาเลนไทน์ ปีที่แล้วเราจัดคืน Radiohead กันไปถ้ายังจำได้

ปีนี้กลับมาอีกครั้งพร้อมเพลงไพเพราะที่คาดว่าน่าจะไม่ค่อยได้ยินที่ไหนมากนักยกตัวอย่าง Sean Lennon, Rufus Wainwright, The Divine Comedy, Belle and Sebastian ฯลฯตั้งใจหนักแน่นว่าจะเปิดเพลงไม่เต้น (เพราะเต้นกันมาหลายเดือนติดกันแล้ว) ย้อนอารมณ์กลับมาเหมือนงานหูสมัยแรกๆ ที่เรามานั่งฟังเพลงด้วยกัน โดยไม่เกี่ยวกับว่าโสดหรือมีคู่!

ไม่น่าเชื่อเลยว่างานหูจะเดินทางเข้าสู่ปีที่สามแล้ว...(และคราวนี้ก็ตรงกับครั้งที่เลข 2 มี 2 ตัวพอดี!)

ชื่อ Philosophy of Intimacy ขโมยมาจากชื่อรองของหนังสือ Conditions of Love ที่เขียนโดยคุณ John Armstrong (ภาษาไทยมีแปลแล้วชื่อ 'ความลับในความรัก' โดย คุณจิระนันท์ พิตรปรีชา) หนังสือเล่มนี้ดีนัก ช่วยขยายภาพการมองความรักในมิติอื่น ที่ไม่ใช่แค่เรื่องของอารมณ์ความรู้สึกใครที่ยังไม่ได้อ่าน ขอชักชวนให้รีบอ่านโดยด่วน

ในงาน นอกจากจะนั่งฟังเพลงกันให้เพลิดเพลินใจแล้วนั้นก็ยังมี Typographic ที่เอาบางส่วนของเนื้อเพลงที่เปิดให้ฟัง มาเรียงร้อยเข้าด้วยกันทำให้เกิดความหมายบางอย่างที่วนเวียนอยู่ในความสัมพันธ์ของคนเรา(ยังไม่ได้ทำหรอกนะ แต่คงทันเสร็จวันงานพอดี)

อีกเรื่อง คราวนี้ไม่ใช่งานหูเฉยๆ เท่านั้น แต่ยังมีนิทรรศการศิลปะของน้องๆ จากโรงเรียนโสตศึกษาอนุสารสุนทรคละวัย คละชั้น นิทรรศการนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ The Happy Bag Project (โครงการถุงอิ่มใจ)โครงการของเพื่อนๆ ทั้งที่เชียงใหม่และกทม. นำทีมโดย แก้วก๊อ ณ เชียงใหม่ (ก๊อก็เป็นผู้สนับสนุนคนหนึ่งของงานหู)

โครงการถุงอิ่มใจปีนี้เป็นปีที่สองแล้ว เล่าง่ายๆ ว่าเป็นการทำบุญร่วมกันนั่นเองโดยทีมงานจะทำถุงออกมาขาย (120 บาท) ในถุงมีการ์ดอวยพรสองส่วนส่วนหนึ่งคนซื้อเขียนอวรพรให้คนรับ ส่วนที่สองคนรับเขียนขอบคุณกลับมาให้คนซื้อเราชอบวิธีคิด รู้สึกว่าน่ารัก แต่ไม่ทันร่วมสนุกกับพวกเขาในปีแรก เพิ่งมาทันในปีที่สองนี้ (ไปวาดกระต่ายลงถุงมาหนึ่งตัว) เงินที่ได้จากการขายถุง ทีมงานก็จะนำไปจัดซื้อจัดหาอุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ให้กับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเช่น บ้านพักคนชรา บ้านคนพิการ หรือบ้านเด็กหูหนวก ฯลฯ

นิทรรศการศิลปะกว่า 30 ภาพคราวนี้เป็นกิจกรรมที่โครงการถุงอิ่มใจทำกับน้องๆ โรงเรียนโสตศึกษาฯ RH รู้ข่าวจากก๊อก็เห็นดีเห็นงาม คุยกันไปคุยกันมาเลยออกมาเป็นการจัดงานร่วมกันคนที่มางานหูเดือนนี้ ก็จะได้ชมภาพวาดของน้องๆ ที่จัดวางอย่างสวยงามแต่ถ้าใครที่มาชมวันแรกนี้ไม่ได้จริงๆ ก็สามารถติดตามไปชมผลงานของน้องๆ ได้ต่อที่ minimal (นิมมาน ซอย 13) ตั้งแต่ 15-22 มีนานี้ (หนึ่งสัปดาห์เท่านั้น!)

อ้อ...มีโปสการ์ดจากน้องๆ มาจำหน่ายในงานหูด้วยนะ แผ่นละ 20 บาท!

อีกเรื่องน่าตื่นเต้นมาก เหตุเกิดมาจากที่ลงไปกทม.มาเมื่อต้นเดือนได้ไปงานนิทรรศการของตั้ม-วิศุทธิ์ (ที่ J Avenue ทองหล่อ-งานสวยมากๆๆ) เลยได้เห็นว่าตั้มออกงานชิ้นใหม่ชื่อ 'โรมานซ์' เป็นนิยายภาพตามแบบฉบับของตั้ม RH มีโอกาสได้เอางานโรมานซ์นี้มาขายที่เชียงใหม่ ก็เลยจะเปิดขายครั้งแรกที่งานหูเดือนนี้แฟนๆ ของตั้มไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง เพราะพิมพ์มาจำนวนจำกัดแค่ 1000 เล่มเท่านั้น! (เอามาขายที่เชียงใหม่นี้เพียง 100 เล่ม!)

สนใจเพิ่มเติมแวะเข้าไปดูที่ http://www.rabbithood.net/
ละกันนะ

ในงานยังมี 'กาดกระต่าย' เล็กๆ เหมือนเดิม ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด คราวนี้จะมี 'กระเป๋าคู่รัก' ออกมาขายอีกและถ้าทำออกมาทัน คนที่มาก็จะได้พบกับ RabbitBag รุ่น International ซึ่งเป็นซีรี่ส์ใหม่ล่าสุดของ RB

เอาล่ะ...หอมปากหอมคอกันแต่เพียงเท่านี้ก่อน
พบกันคืนวันเสาร์นะ

^^
วชิรา
RabbitHood
http://www.rabbithood.net/

http://www.beautifulbreathless.com/

........................................

hello february,

sorry again for my delay, have been away for new inputs.we will make our lovely F>O>D>E> on Valentine's night again,it s a time to return to our Music-Listening Party, with loads of beautiful music,just like old time.

the title 'Philosophy of Intimacy' is stolen from the subtitle of the book 'Conditions of Love'by John Armstrong (MUST READ!) which contains various aspects about love, apart from 'romanticism'.

let's see what will happen...

one more thing, this month we are going to have an art exhibition from students of Chiang Mai School of The Deaf which is the part of The Happy Bag Project byour friends in cm and bk. the project itself is very interesting and that s the only reason why we are going to make it happen together

see you on sat, no matter you are single or couple
who really cares!
; P

vajira,
RabbitHood
http://www.rabbithood.net/

http://www.beautifulbreathless.com/

Thursday, January 22, 2009

RH AT FAT FEST CM


ขอเชิญไปเลือกจับจ่ายใช้สอย RabbitBag ตั้งแต่รุ่นแรกๆ จนถึงลายใหม่ๆ รวมถึงงานเครื่องประดับของไอ้เกี๊ยง เสื้อยืดลายการ์ตูนของ ตั้ม (วิศุทธิ์) ซีดี No Signal 2.2 (มีเพลงของวงดนตรีน้องใหม่ Migrate to the Ocean ด้วยนะ) และอื่นๆ อีกมาก ตามแต่เพื่อนๆ จะฝากมาขาย

ในบูธยังแจก ไม้ขีดใจหาย และ แผนที่ต้นไม้ จากโครงการใจหายด้วยนะครับ

แล้วพบกันที่บูธ A68 ใกล้ๆ กับ Happening และเวที 2
^^

โพรง (9): ใครต้องการถนน


พิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร HIP ฉบับธันวาคม 2551

โพรง
เรื่องและภาพประกอบโดย วชิรา
www.rabbithood.net

ใครต้องการถนน?

ช่วงเดือนที่ผ่านมา เกือบทั่วหัวระแหงในตัวเมืองเชียงใหม่ อุดมไปด้วยป้ายผ้านานาชนิด แน่นอนว่าไม่ใช่แผนโฆษณาแนวใหม่เพื่อขายผ้าของร้านขายผ้าแต่อย่างใด แต่ป้ายผ้าเหล่านั้นเป็นหนึ่งในวิธีการสื่อสารกับผู้คนที่ผ่านไปมา ข้อความบนผืนผ้าสื่อสารในเนื้อหาเดียวกัน คือ “พวกเราไม่ต้องการขยายถนน” (เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษก็มีนะ-Say No to Road Expansion)

ผม (ขับรถบ้าง +ขี่จักรยานบ้าง) ผ่านหลายๆ ป้ายเข้าก็เกิดความสงสัยว่า ‘พวกเรา’ นี่คือพวกไหน แล้วถนนที่พูดถึงกันอยู่เป็น ‘ของใคร’
.........

ผมเชื่อว่าหนุ่มสาวชาวกรุงฯ ทั้งหลายล้วนเคยผ่านสนามช้อปปิ้งที่ชื่อ สยามสแควร์ กันมาบ้าง ไม่มากก็น้อย สยามสแควร์นั้นเป็นพื้นที่กว้างขวาง อุดมไปด้วยร้านรวงนานาชนิด ไหนจะมีโรงหนังขนาดใหญ่สามแห่งที่แสนจะคลาสสิค โรงเรียนกวดวิชาที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ร้านอาหารอร่อยๆ นับร้านไม่ถ้วน (ที่สำคัญมีร้านขายซีดีอิมพอร์ตที่ยังคงขายอยู่จนถึงวันนี้)

พื้นที่บริเวณสยามสแควร์นั้นยังไม่ตาย และดูแนวโน้มว่าจะอายุยืนกว่าพื้นที่อื่นๆ ในกรุงเทพมหานคร การปรับปรุง สยามเซ็นเตอร์ การเกิดขึ้นของ สยามพารากอน และ เซ็นทรัลเวิร์ด คงเป็นสัญญาณที่ช่วยยืนยัน

เอาล่ะ การจราจรติดขัดในชั่วโมงเร่งด่วนนั้นก็เป็นเรื่องหนึ่ง

สำหรับท่านที่ใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะ คงรู้ดีกว่าการหาที่จอดรถในพื้นที่ของสยามสแควร์นั้นแสนสาหัสมาแต่ไหนแต่ไร ตรอกซอกซอยขนาดเล็กล้วนเต็มไปด้วยรถเก๋งที่จอดเรียงกันเป็นตับ ซ้อนแถวแล้วซ้อนแถวอีก

แต่แล้วจู่ๆ สิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น เมื่อเจ้าของที่ตัดสินใจลดพื้นที่จอดรถตามซอย แล้วเพิ่มทางเดินเท้าให้กว้างขวางขึ้น!

เรื่องนี้ถ้ามองจากมุมคนที่ใช้รถยนต์เป็นพาหนะหลัก ผมคงบ่นอุบว่าที่จอดรถก็หายากจะตายอยู่แล้ว ยังจะมาลดพื้นที่กันอีกทำไม (วะ) แต่บังเอิญผมโชคดีที่ไม่ได้เกิดมาพร้อมล้อ (และแหนบ) การเพิ่มพื้นที่ทางเดินในสยามสแควร์นั้นจึงเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่แสนวิเศษ

จะมีอะไรทำให้รู้สึกดีกว่าการได้เห็นผู้คนแต่งตัวสวยงามเดินช้อปปิ้งบนทางเดินกว้างๆ อีกละครับ

ผมไม่ทราบจริงๆ ว่านั่นเป็นการตัดสินใจของใคร และเดาใจไม่ได้ด้วยว่าทำไปด้วยเหตุผลอะไร แต่คิดเอาเองว่าการเพิ่มพื้นที่ทางเดินเท้าในสยามสแควร์นั้นเป็นองค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้สยามสแควร์ยังมีชีวิตอยู่ แถมไม่ได้มีชีวิตอย่างง่อยเปลี้ย แต่กลับคึกคึกแข็งแรงกระปรี้กระเปร่า ร้านรวงต่างๆ ผุดแล้วผุดอีก ผู้คนมากหน้าหลายวัยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป

ยังไม่ต้องเชื่อผมก็ได้ ลองหาโอกาสไปเดินเล่นดูเองสักครั้งเถอะครับ

ส่วนปัญหาเรื่องการจราจรนั้นก็แก้ด้วยการเอารถไปจอดบนตึก หรือใช้บริการระบบขนส่งมวลชนอย่างรถไฟฟ้า (ซึ่งสยามสแควร์ก็ถูกกำหนดให้เป็นสถานีหลัก) สวนทางโดยสิ้นเชิงกับความเจริญในความหมายของประเทศเรา ที่มักให้ความสำคัญกับ ถนน เป็นหลัก

สงสัย ปูน ทราย มันอร่อย-ใครบางคนตั้งข้อสังเกต

ผมเคยถามพี่ๆ ที่ทำงานกับภาครัฐว่าทำไมภาครัฐของเราคิดแบบนั้นไม่ได้บ้าง เวลามีแผนการจะขยายความเจริญของเมืองทีไร ทำไมต้องขยายถนนก่อนทุกที พี่ผู้อารีย์ท่านหนึ่งช่วยไขข้อข้องใจให้ว่า “ก็นั่นมันเป็นที่ของจุฬาฯ เขาก็เลยทำได้”

ผมฟังแล้วก็ยังสงสัยอยู่ดี มีอะไรที่ไม่เหมือนกัน ความแตกต่างอยู่ตรงไหน

แวะกลับมาที่เชียงใหม่ เมืองที่หลายคนเชื่อว่าเป็นเมืองแห่งศิลปะและวัฒนธรรม เป็นเมืองมรดกเก่าแก่ที่เราต้องการรักษาเอาไว้ ทั้งยังเป็นเมืองที่เจริญรุดหน้าไม่แพ้เมืองใหญ่ที่ไหนในประเทศ
ยิ่งผนวกเข้ากับวิสัยทัศน์จำพวกที่อยากให้เชียงใหม่เป็นศูนย์กลางทางศิลปะ อยากให้มีบรรยากาศของช่างฝีมือ ศิลปิน และประชาชน คลุกคลีตีโมงอยู่ร่วมกัน กับอีกวิสัยทัศน์จำพวกที่อยากเห็นเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภาคเหนือ อะไรต่างๆ นานา

บวกลบคูณหารกันแล้ว ไหงได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นการขยายถนนล่ะครับ
อืม...วิสัยทัศน์ของผมคงคับแคบเกินไป

การตัดถนนไม่ใช่เรื่องเสียหายหรอกครับ คุณูปการของถนนที่สัมพันธ์กับการใช้ชีวิตก็มีไม่น้อย แต่การเพิ่มเลนถนนในเมืองปริมาณรถเพิ่มขึ้นทุกวันอยู่แล้วเป็นความจำเป็นจริงหรือ ผมคิดเอาเองง่ายๆ ตามประสาชาวบ้านตาดำๆ ว่า ถ้าอยากให้เมืองมันเจริญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางศิลปะและวัฒนธรรม ก็ยิ่งควรสร้างพื้นที่ให้คนได้เดิน เป็นพื้นที่สาธารณะให้คนได้ออกมาพบปะ แลกเปลี่ยน ไม่ว่าจะในรูปการพูดคุย จับจ่ายใช้สอย หรือแม้กระทั่งแต่งตัวสวยงามออกมาประกวดประชันกัน

มันเป็นเรื่องระหว่างคนกับคน ไม่ใช่รถกับถนน

และเป็นเรื่องของระบบขนส่งมวลชนของคนทั้งเมือง ไม่ใช่รถยนต์ส่วนตัวของใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
รวมถึงเรื่องของสภาพอากาศที่ทุกวันนี้ก็ย่ำแย่เกินพออยู่แล้ว

การบริหารการใช้พื้นที่สำหรับคนหมู่มากนั้นไม่น่าจะใช่เรื่องง่าย เพราะขึ้นชื่อว่าคนหมู่มากก็คงประกอบไปด้วยความต้องการหลากหลาย ร้อยพ่อพันแม่นะครับ ไอ้ที่จะให้มาพยักหน้าเห็นพ้องต้องกันคงเป็นเรื่องลำบาก

แต่นั่นก็เป็นหน้าที่ของภาครัฐไม่ใช่หรือ

ผมรู้สึกชื่นชมที่พลเมืองตาดำๆ แห่งประเทศเชียงใหม่ไม่ได้นิ่งเฉย ป้ายผ้าเขียนข้อความคัดค้านผืนแล้วผืนเล่าก็กำลังทำหน้าที่ของมันอย่างขะมักเขม้น มากกว่านั้น ผมยังมีโอกาสได้เห็นแผ่นพับตามร้านก๋วยเตี๋ยวที่อธิบายว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นกับเมืองของเรา รวมถึงการขอให้ร่วมลงชื่อเข้าคัดค้านเพื่อที่จะส่งต่อไปยังผู้มีอำนาจทั้งหลาย เผื่อจะสามารถสร้างความระคายเคืองต่อวิสัยทัศน์ของท่านๆ เหล่านั้นบ้าง

เพราะถ้าเวรคืนที่ ทุบตึกเก่าๆ สร้างถนนกว้างขวาง แล้วปรากฏว่าไม่สำเร็จตามเป้าหมาย จะเรียกร้องบรรยากาศของเมืองแบบเดิมให้กลับคืนมานั้นเห็นที่จะเกิดขึ้นลำบาก

หรืออาจจะไม่เกิดขึ้นอีกเลย

ทะลุหูขวา (20): artist: IAN CURTIS


พิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร HIP ฉบับธันวาคม 2551

IAN CURTIS

Ian Kevin Curtis มีชีวิตอยู่ในช่วง เดือนกรกฎาคม 1956 ถึงพฤษภาคม 1980 สิริรวมอายุได้ 23 ปี เขาเป็นนักร้องและรับหน้าที่เขียนเนื้อร้องให้กับ Joy Division พวกเขาออกสตูดิโออัลบั้มมาได้สองชุด หลังจากการฆ่าตัวตายของ Curtis สมาชิกที่เหลือก็รวมตัวกันในนามวง New Order และปิดฉาก Joy Division ไปอย่างสมบูรณ์

หลังจากที่ Curtis เสียชีวิต นักวิจารณ์และแฟนเพลงต่างยังคงพูดถึงเพลงของเขา พยายามคุ้ยหาแรงขับดันที่ส่งผลไปสู่ตัวงาน ข่าวลือต่างๆ นานาเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายสะพัดไปทั่ว และกลายเป็นตัวเร่งให้ผู้คนสนใจผลงานและปัญหาส่วนตัวของเขามากขึ้น

Ian Curtis เกิดที่ Old Trafford, Manchester ประเทศอังกฤษ (คอบอลน่าจะรู้จักดี) เขาสนใจบทกวีมาตั้งแต่เด็ก แม้จะเคยได้ทุนเพื่อเข้าเรียนที่โรงเรียน King’s School แต่ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จทางด้านการเรียน จนเมื่อโตขึ้น ความสนใจในศิลปะ วรรณกรรม และดนตรีก็พวยพุ่ง โดยเฉพาะดนตรี เพลงของเขาได้รับอิทธิพลโดยตรงมาจากนักเขียน William Burrough, J.G.Ballard และ Jeseph Conrad (ได้แก่เพลง Interzone, Atrocity Exhibition และ Colony ตามลำดับ) ส่วนในสายดนตรี Curtis ก็นิยมชมชอบ David Bowie, Iggy Pop และ Jim Morrison แห่ง The Doors ซึ่งเป็นวงโปรดของเขา

Curtis แต่งงานกับ Deborah Woodruff เพื่อนร่วมโรงเรียน ตอนนั้นเขาอายุ 19 และ Deborah อายุ 18 สถานะการแต่งงานของทั้งคู่ดำรงอยู่จนถึงวาระสุดท้าย พวกเขามีลูกสาวด้วยกันหนึ่งคนชื่อ Natalie

ช่วงชีวิตที่อยู่กับ Joy Division เขาเป็นที่เลื่องลือในหมู่คนทั่วไปว่าเป็นคนเงียบและชอบมีพฤติกรรมแปลกๆ รวมถึงการเคลื่อนไหวบนเวทีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบที่ไม่มีใครเหมือน ท่าเต้นของเขาชวนให้นึกถึงอาการของคนเป็นโรคลมบ้าหมูที่เขาเป็นอยู่ หลายครั้งคนดูก็แยกไม่ออกว่านั่นเป็นการแสดงหรือเป็นท่าเต้นกันแน่ ซึ่งในหลายๆ การแสดง Curtis ก็ถูกหามออกไปจากเวทีเพราะอาการป่วยกำเริบจริงๆ

เนื้อเพลงของ Curtis พวยพุ่งไปด้วยจินตนาการและอารมณ์ความรู้สึกที่โดดเดี่ยว มีกลิ่นอายของความตาย ความแปลกแยก และความเน่าเฟะของสังคมเมือง ครั้งหนึ่งเขาเคยให้สัมภาษณ์ว่าเขาเขียนถึง “วิธีการแก้ปัญหาต่างๆ ที่ไม่เหมือนกัน ของคนแต่ละคนที่แตกต่างกัน ซึ่งแต่ละคนเหล่านั้นอาจจะดัดแปลงหรือไม่ดัดแปลงให้เหมาะสมกับตัวเอง”

โดยปกติ Curtis เป็นคนพูดเสียงเล็ก แต่ร้องเพลงเสียงใหญ่ บางครั้งก็เล่นกีตาร์ในบางเพลง ในตอนแรกเขาใช้กีตาร์ Shergold Masquerader ของ Bernard Sumner แต่ต่อมาเขาก็มีกีตาร์ Vox Phamtom Special VI เป็นของตัวเอง ซึ่งภายหลัง Sumner ก็รับช่วงมรดกกีตาร์ตัวนี้ต่อมา และใช้บันทึกเสียงให้กับ New Order ในช่วงแรกๆ

Curtis แสดงสดครั้งสุดท้ายในวันที่ 2 พฤษภาคม 1980 ที่มหาวิทยาลัย Birmingham ซึ่งเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่ Joy Division ได้เล่นเพลงใหม่ Ceremony ร่วมกัน (และต่อมาเพลงนี้ถูกนำมาเป็นซิงเกิ้ลแรกของ New Order) จนช่วงเวลาหนึ่งของเช้าวันที่ 18 พฤษภาคม Curtis ตัดสินใจแขวนคอตายในครัว หลังจากที่นั่งดูหนังเรื่อง Stroszek ของ Werner Herzog (ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวเยอรมัน) และฟังอัลบั้ม The Idiot ของ Iggy Pop

ป้ายหลุมศพของเขาที่สลักว่า “Ian Curtis 18-5-80” และ “Love Will Tear Us Apart” ถูกขโมยไปจากหลุมฟังศพของเขาในสุสาน Cheshire เมื่อเดือนกรกฎาคม 2008 ที่ผ่านมา

แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักเท่าไร แต่ชีวิตของ Ian Curtis ก็ได้รับการระลึกถึงอยู่เสมอ ทั้งจากวงดนตรีอย่าง New Order (เพื่อนๆ ของเขาเอง) ในเพลง I.C.B. ซึ่งย่อมาจาก Ian Curtis Bereaved และเพลง Elegia, U2 (เพลง A Day Without Me), Orchestral Manoeuvres in the Dark (เพลง Statues), Psychic TV (เพลง I.C.Water), Thursday (เพลง Ian Curtis), Xie Xie (เพลง Ian Curtis Wish List) หรือกระทั่ง Robert Smith แห่ง The Cure ก็อุทิศเพลง Primary ให้กับ Curtis ด้วย

การระลึกถึงเขายังลามเลยไปถึงแวดวงศิลปะ เมื่อ Glenn Brown (ศิลปินชาวอังกฤษ) วาดภาพชื่อ Exercise One (1995) และ Dark Angel (2002) โดยได้รับแรงบันดาลใจจากเขาและ Chris Foss (นักวาดภาพประกอบและนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์) รวมไปถึงกำแพงบนถนน Wall Street ที่นิวซีแลนด์ที่ปรากฏคำว่า “Ian Curtis Lives” หลังจากที่เขาเสียชีวิตไปไม่นาน ซึ่งไม่ว่าจะถูกลบไปเมื่อไหร่ ก็จะมีคนไปเขียนใหม่ทุกครั้ง จนขยับขยายไปที่อีกกำแพงบนถนนเดียวกันที่มีข้อความว่า “Ian Curtis R.I.P. Walk In Silence 1960-1981” ซึ่งต่อมากำแพงทั้งสองถูกเรียกว่า The Ian Curtis Wall (นี่ยังไม่รวมถึงแฟนๆ ปีศาจแดงที่ร้องเพลง “Giggs will tear you apart” โดยใช้ทำนองเดียวกับเพลง “Love will tear you apart” อีกด้วย)

ล่าสุดเมื่อปี 2007 ช่างภาพและผู้กำกับเอ็มวี Anton Corbijn กำกับภาพยนตร์ขาวดำเรื่อง Control ที่สร้างขึ้นจากหนังสือของ Deborah Curtis ชื่อ Touching from a Distance หนังสือเล่มนี้ถึงช่วงเวลาและรายละเอียดต่างๆ ในชีวิตของสามีเธอ

Thursday, January 15, 2009

BREATHLESS CLOSING PARTY + After FODE 21 2nd Anniversary


You are cordially invited to our Breathless Closing Party: WE ARE STILL THE DESTROYER! (Let's get Funky!)

Monday 19th January 2009
@ The Ring (nimman soi 17) Chiang Mai
from 8 PM till 11

Admission Free!
Free Bar: from 8 till 9!

..............................................................

สวัสดี
เดือนนี้ของด งานหู หนึ่งครั้งนะครับ เพราะว่ากำลังง่วนอยู่กับงานปิดโครงการ ใจหาย ที่จะเกิดขึ้นในวันจันทร์นี้แล้ว!

ถ้าพอจำได้ งานหู ครบรอบสองปีเมื่อเดือนที่แล้ว (ที่เป็นดิสโก้) ก็จัดร่วมกับงานเปิดตัวโครงการ ใจหายนี่เอง นอกเหนือจากเพลงดิสโก้ย้อนยุคแล้ว ปาร์ตี้ครั้งนั้น (ชื่อ WE ARE THE DESTROYER) ก็ยังเป็นปาร์ตี้ที่เราคำนวณพลังงานที่ใช้ไปในหนึ่งคืน ใครสนใจเข้าไปดูบรรยากาศงานคร่าวๆ ได้ที่นี่นะ http://www.rabbithood.net/fode21/index.html

แล้วนี่ก็คือตัวเลขโดยประมาณของคืนนั้นครับ

จำนวนผู้ร่วมงาน 200 คน

เดินทางโดยรถยนต์ 114 คัน ระยะทางรวม 4104.7 km
เดินทางโดยจักรยานยนต์ 59 คัน ระยะทางรวม 1031.1 km

ทำให้เกิดก๊าซ CO2 = 1140.1476 kg

เดินทางโดยเครื่องบิน 3 คน ระยะทางรวม 2400 km
(แต่อันนี้คำนวณไม่ได้นะ เพราะว่าเครื่องบินใช้น้ำมันคนละแบบ)

เดินทางโดยจักรยาน 4 คัน
เดินทางโดยการเดินเท้า 11 คน

อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ในงานปาร์ตี้ 40,000 w
1 ชั่วโมงใช้ไป 2,400,000 w ผลิต CO2 = 1286.4 kg
ใช้งานจริง 20.00 – 24.00 น. รวม 4 ชั่วโมง
ดังนั้นใช้ไฟฟ้าทั้งสิ้น 9,600,000w ทำให้เกิด CO2 = 5145.6 kg

ปริมาณพลาสติก ขวดแก้ว และลังกระดาษ

แก้วพลาสติก 400 ใบ
ขวดน้ำพลาสติก 36 ขวด

น้ำหนักมวลรวม 3 kg การผลิตทำให้เกิด CO2 = 0.003 kg

ขวดเบียร์ 360 ขวด

น้ำหนักมวลรวม 10.8 kg การผลิตทำให้เกิด CO2 = 0.0108 kg

ลังกระดาษ
น้ำหนักมวลรวม 3 kg การผลิตทำให้เกิด CO2 = 0.011 kg

ส่วนอันนี้คือตัวเลขการทำงานของต้นไม้

อัตราการดูดซับ CO2 ของไม้ยืนต้น

ไม้ยืนต้น 1 ต้น สามารถดูดซับ CO2 ได้ 8 kg/ ปี
ไม้ยืนต้น 1 ต้น สามารถดูดซับ CO2 ได้ 0.66 kg/ เดือน
ไม้ยืนต้น 1 ต้น สามารถดูดซับ CO2 ได้ 0.022 kg/ วัน
ไม้ยืนต้น 1 ต้น สามารถดูดซับ CO2 ได้ 0.00091 kg/ ชั่วโมง


จากตัวเลขนี้ ลองคำนวณกันเล่นๆ นะว่า จะต้องใช้ต้นไม้กี่ต้น ดูดซับ CO2 ของคืนนั้นเป็นเวลานานเท่าไหร่ -_-'

คราวนี้ก็ถึงเวลาปิดโครงการอย่างเป็นทางการ เราจะจัดปาร์ตี้อีกครั้งโดยพยายามลดปริมาณพลังงานที่ใช้ให้น้อยลง โดยทีมชุดเดิมจาก กลุ่มจัดการคุณภาพอากาศและเสียง ส่วนช่างสุขาภิบาล สำนักการช่าง เทศบาลนครเชียงใหม่ และ Etaba is Majaros ส่วนจะน้อยลงจริงหรือไม่ ขอเชิญทุกๆ ท่านมารับเป็นสัขขีพยานด้วยกัน

ในงานปิด เราจะนำเสนอผลงานของโครงการใจหาย ทั้งหมดตลอดสามเดือนที่ผ่าน
และนำเสนองานชิ้นสุดท้าย คือแผนที่ต้นไม้ใหญ่ ในเชียงใหม่ ซึ่งจะส่งมอบให้กับเทศบาลเพื่อขอให้ช่วยออกกฏกติกาสำหรับควบคุมการตัดต้นไม้ใหญ่ในเมือง พร้อมๆ กับแจกจ่ายให้กับผู้ที่มาร่วมงานทุกท่าน

และที่สำคัญ งานนี้ได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ มร. ควินทัน เควลย์ เอกอัคราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย มาร่วมฟังพรีเซ้นท์และเป็นประธานเปิดงานปิดโครงการนี้ด้วย (เขาบอกว่าท่านทูตฯ มาอย่างเป็นกันเอง ตอนแรกก็เกร็งเหมือนกัน)

เอาล่ะ ถ้าสนใจขอเชิญมาร่วมงานนะครับ ตั้งแต่สองทุ่มเป็นต้นไป จนถึงห้าทุ่มเท่านั้น (เห็นว่าเป็นคืนวันจันทร์ เดี๋ยวรุ่งขึ้นต้องตื่นเช้ากัน) ดนตรีคราวนี้เป็น Funky (เพราะว่าติดพันมาจากงานเปิดตัว Mood Mellow ของพี่มอ-ไทวิจิต เมื่อสองสัปดาห์ก่อน) แล้วก็รู้สึกว่ามันยังมีความเกี่ยวโยงกับดิสโก้อยู่ด้วย

อ้อ...แล้วก็...FREEEEE BAR และอาหารขบเคี้ยว สองทุ่มถึงสามทุ่มด้วยนะ! (หรือจนกว่าของจะหมด!)

ขอขอบคุณสถานทูตอังกฤษประจำประเทศไทยที่สนับสนุนโครงการนี้ครับ

แล้วพบกันนะ
^^
วชิรา

RabbitHood
http://www.rabbithood.net/
http://www.beautifulbreathless.com/

Tuesday, January 6, 2009

A TRIP TO CHIANG DAO


หมดช่วงเวลาเฉลิมฉลอง ก็มีงานมาให้สนุกสนานกันต่อ ^^
งานนี้เป็นงานชิ้นที่ 5 ของโครงการใจหาย (http://www.beautifulbreathless.com/)
ชิ้นนี้เราจะพาคนจากในเมือง ไปศึกษาวิธีการจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อมของชาวบ้านหัวทุ่ง อ.เชียงดาว บรรยากาศก็ง่ายๆ สบายๆ แต่ปลอดภัย มีรถบัสหนึ่งคัน (42 ที่นั่ง) เตรียมไว้สำหรับคนที่สนใจ 42 ท่านแรกเท่านั้น มื้อกลางวันชาวบ้านก็จะทำอาหารให้กิน แล้วก็พาไปดูวิถีชีวิตของเขา

วิธีการก็ง่ายๆ อีเมลมาแจ้งความต้องการ (ว่าอยากไปด้วยกัน) ที่ vajira@rabbithood.net
รบกวนทิ้งชื่อและเบอร์ติดต่อกลับไว้ให้ด้วยนะ แล้วเดี๋ยวทีมงานจะติดต่อกลับไปนัดแนะ

ไปเที่ยวกันนะ ชวนไปมากกว่าหนึ่งคนก็ได้ อยากให้มีโอกาสได้ไปสัมผัสชีวิตจริงๆ ของชาวบ้านกันบ้าง
และที่สำคัญ...เชียงดาวสวยมากจริงๆ
^^
หมายเหตุ
กลับมาจากทริปแล้ว ขอเชิญร่วมปาร์ตี้ปิดโครงการใจหาย
WE ARE still THE DESTROYER!
พร้อมเผยโฉมงานชิ้นสุดท้าย: แผนที่ต้นไม้ใหญ่
คืนวันจันทร์ที่ 19 มกราคม สองทุ่มเป็นต้นไป
สถานที่ โครงการ The Ring (นิมมานฯ ซอย 17)
Free Bar: สองทุ่มถึงสามทุ่ม!!

Friday, January 2, 2009

HNY 2009


สวัสดีปีใหม่นะ ขอบคุณทุกคนที่่ติดตาม
ขอบคุณที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ RH
ช่วงคืนปีใหม่มีโอกาสได้นั่งเงียบๆ
ทบทวนนี่นั่นโน่นที่ผ่านมา
ในช่วงเวลาที่เชียงใหม่กำลังคึกคักสุดขีด (และรถติดมาก)
มีหลายเรื่องอยากเปล่ียนแปลงในตัวเอง
โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ
ก็จะพยายามละกันนะ
ฝากชักชวนกันดูแลสุขภาพด้วยล่ะ

^^