Thursday, March 29, 2007

365 Ways: Become a protest singer


มีประเด็นในหนังสือ 365 ways ของเมื่อวันอังคารที่ 27 มีนาที่ผ่านมา...สนุกดี
เขาชักชวนให้ร้องเพลงเพื่อเสรีภาพหรือเพื่อประท้วง คัดค้าน บางสิ่งบางอย่าง
โดยมีรายชื่อเพลงตัวอย่างมาให้ดังนี้

เพลงเพื่อสันติภาพ
-Bob Marley & The Wailers 'War' (Rastaman Vibration, 1976)
-Faithless 'Mass Destruction' (No Roots, 2004)
-Bogie Down Production 'Stop the Violence' (By All Means Necessary, 1988)
-Curtis Mayfield 'We've got to have peace' (Roots, 1972)
-Spearhead 'Piece O'Peace' (Home, 1994)
-Basement Jaxx (featuring Yellowman) 'Love is the answer' (Peace Songs, 2004)

ส่วนอันนี้เป็นชุดต่อต้าน คัดค้าน
-Public Enemy 'Fight the Power' (Fear Of A Black Planrt, 1994)
-Levellers 'Liberty Song' (Levelling The Land, 1992)
-Johnny Cash 'I Shall not be Moved' (My mother's Hymn Book, 2004)
-Chumbawumba 'Enough is Enough' (Anarchy, 1998)
-The Pogues 'Streets of Sorrow/Birmingham Six' (If I Should Fall From Grace With God, 1987)
-Jimmy Cliff 'Viet nam' (Wonderful World, Beautiful People, 1970)

มีรู้จักจริงๆ อยู่ไม่กี่เพลง ที่เหลือรู้จักไม่จริงและไม่รู้จัก
คงต้องไปลองหามาฟัง (เผื่อจะได้เอามาเปิดในงาน)
หนังสือชวนว่าให้โหลดลง iPod (แนะขนาดนั้น!) แล้วหาแรงบันดาลใจจากเพลงเหล่านั้น
หรือถ้านึกสนุกจะเขียนเพลงหรือบทกวีก็สามารถเอาไปแปะไว้ในเว็บไซต์ได้

ถ้าเป็นเพลงเพื่อสันติภาพแปะที่นี่ www.365act.com
เพลงต่อต้านสงคราม แปะที่นี่ www.lacarte.org/songs/anti-war/index/html
หรือเพลงเพื่อสันติภาพ (อีกครั้ง) แปะที่นี่ www.newsongsforpeace.org
และ www.songs4peace.com

น่าสังเกตว่าไม่ว่ายุคไหนสมัยไหน เพลงมีบทบาทสำคัญมนุษย์โลกเสมอ
คงจะมีแต่เนื้อหาเท่านั้นที่ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปตามเวลา
'เพลงเพื่อชีวิต' อาจไม่ได้สูญหายไปกับสถานการณ์บ้านเมือง
แต่กลายรูปไปเป็นอย่างอื่น

หมายเหตุ
รูปที่แปะไว้นี้นั้นคือรูปคุณลุงบ๊อบ ดีแลน (ที่ไม่เกี่ยวกับคนในรายชื่อแต่อย่างใด!)
อยากลงรูปแก ตอนที่ค้นใน google ก็เจอหลายรูป แต่อันนี้ตลกดี
เอามาจากเว็บ http://www.brickshelf.com/
มีนักร้องนักแสดงหลายๆ คน หลายๆ วง ถูกเอามาทำเป็นตุ๊กตาเลโก้แบบนี้
ลองเข้าไปเล่นดู

Sunday, March 25, 2007

365 ways to change the world



มีหนังสือเล่มนึงอยากชวนอ่าน
ชื่อ 365 ways to change the world โดย Michael Norton
เป็นคล้ายไดอารี่สนุกๆ แต่จริงจัง เนื้อหาโดยรวมก็เหมือนชื่อเล่มคือเราจะสามารถเปลี่ยนแปลงโลกในทางที่ดีขึ้นได้อย่างไร

ซื้อมาเป็นของขวัญปีใหม่ให้ตัวเอง จากที่เมื่อก่อนซื้อแต่ This Diary will Change your life (เล่มนี้ก็ดีนะ เขาจะคอยบอกให้ว่าวันนี้ทำอะไร น่าสนใจตรงที่สามารถหามุมต่างๆ มาให้เรามองได้บ้าๆ บอๆ แบบสุดโต่ง ซึ่งคงทำตามจริงๆ ไม่ได้ทุกอันหรอก แต่ในแง่ของ 'มุมมอง' ที่ต่างออกไปจากชีวิตเดิมๆ ก็ถือว่าสนุกดี และคงเป็นปัญหาเดียวกันทั้งโลกไม่ว่าฝรั่งหรือไทย คือช่วงหลังๆ เริ่มซ้ำๆ วนๆ ไม่สดชื่นเท่าเล่มปีแรกๆ) ปีนี้เลยมาอ่านเล่มนี้ด้วย
เนื้อหาก็แบ่งเป็นหมวดหมู่ต่างๆ ทั้งหมดครอบคลุมอยู่ในมิติของการเปลี่ยนแปลงให้กับโลก ในทิศทางที่เขาเชื่อว่าน่าจะดีขึ้น

อย่างเมื่อวาน (มีนา 24) ก็เป็นเรื่อง fairtrade chocolate ในกาน่า คร่าวๆ ก็คือว่ากาน่าเป็นประเทศที่มีเคยมีผลผลิตโกโก้เป็นอันดับหนึ่งของโลก แต่ปัญหาก็คือว่าเกษตรกรได้รับผลส่วนแบ่งการผลิตจากหน่วยงานจัดซื้อของรัฐน้อย จึงทำให้เกิดวิกฤตในเวลาต่อมาก็เลยมีองค์การการค้าที่ผดุงความยุติธรรมเกิดขึ้น สร้างยี่ห้อช็อกโกแล็ตขึ้นมาและเขาก็ให้เราช่วยๆ กันเป็นสายสืบว่าในท้องถิ่นของเรานั้นมีช็อกโกแล็ตยี่ห้อนี่วางขายอยู่หรือไม่ ถ้าไม่มีก็ให้ช่วยกันพยายามทำให้มี อะไรทำนองนั้นเพราะเขาบอกว่า ถ้าซื้อช็อกโกแล็ตยี่ห้อนี้ก็เท่ากับช่วยเกษตรกรโกโก้ที่กาน่านั่นเอง

แม้จะเป็นการฟังความข้างเดียว (เพราะเราไม่ได้ฟังจากฝ่ายรัฐบาลกาน่าเลย) และแม้เรื่องนี้จะโยงไยไปถึงการดำเนินการทางธุรกิจ บางคนก็สงสัยว่านี่เป็นเพียงการสร้างธุรกิจ 'สีเขียว' ซึ่งเป็นที่นิยมแพร่หลายในปัจจุบัน แต่การได้รับรู้เรื่องวิกฤตของเกษตรกรโกโก้ในกาน่าก็เป็นเรื่องที่ดีไม่ใช่หรือ ส่วนใครจะไปติดตามต่อเนื่อง สืบหาค้นคว้า ก็ยิ่งดีใหญ่ และอาจจะทำให้การซื้อช็อกโกแล็ตครั้งต่อไปของหลายๆ คนอาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปก็ได้

ส่วนวันนี้ (มีนา 25) เป็นเรื่องสวนสัตว์ เขาอยากให้เราช่วยๆ กันจับตาดูว่าสวนสัตว์ในแต่ละท้องถิ่นของเรานั้นดูแลและจัดการกับสัตว์ดีพอหรือไม่ ถ้าไม่ดีก็ให้ถ่ายรูปไว้แลัวส่งไปที่เว็บไซต์ จากนั้นก็จะมีคนดำเนินการต่อ(เดี๋ยวว่ากลับขึ้นไปเชียงใหม่ จะเริ่มต้นที่ไนต์ซาฟารีก่อน!!)

ทุกๆ เรื่องในหนังสือนี้มีเว็บไซต์ให้เสมอ มันเลยไม่จบอยู่แค่ในกระดาษ!

บางทีเราอาจต้องช่วยกันเพลาๆ วิธีมัดใจชาย พิชิตใจหญิง กันลงบ้าง (ไม่ต้องเลิกนะ แค่เพลาๆ ก็พอ!) และเพิ่มสัดส่วนของการดูแลใส่ใจโลกและคนอื่นในชีวิตเราให้มากขึ้น
เพราะถ้าโลกร้อนขนาดนี้ เกิดภัยธรรมชาติมากมายขนาดนี้ อากาศแย่ขนาดนี้ต่อไปจะไปโรแมนติกกันที่ไหนหรือ?

ข้างหลังหนังสือเขียนว่า
This world could be a lot better, right?
Something needs to be done by someone-anyone.
Why not you?

หมายเหตุ
1 ถ้าหาซื้อไม่ได้ ลองเข้าไปดูเล่นที่นี่ก่อนก็ได้ (แต่คนละเนื้อหานะ)
www.365act.com
2 สำหรับคนที่สนใจเรื่องช็อกโกแล็ต
www.dubble.co.uk
www.divinechocolate.com
3 สำหรับคนที่สนใจเรื่องสวนสัตว์
www.bornfree.org.uk

Sunday, March 18, 2007

ใครขโมยภูเขาของเขาไป?



1
ช่วงสองสัปดาห์ก่อน เวลาไปไหนมาไหนเห็นคนใส่ผ้าปิดปากปิดจมูกกันทั่วเมืองเชียงใหม่ มลพิษหมอกควันทางอากาศทำให้แสบตา หายใจขัดบทสนทนาทำนองนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ "เออ เออ...เดี๋ยวค่อยคุยกัน พี่ขี่จักรยานตามหาดอยสุเทพอยู่..."
หรือ "เฮ้อ...เดี่ยวเย็นนี้ว่าจะขับรถออกไปข้างนอกหน่อย
ไม่รู้ใครขโมยภูเขาของ เราไป..."

ฟังดูเหมือนมุขตลกไปตามสถานการณ์บนพื้นฐานอารมณ์ขันแต่เอาเข้าจริงมันไม่ตลกเท่าไหร่นัก การหายไปของภูเขา (ของพวกเขา) 'เป็นเรื่อง' มากกว่าปกติธรรมดา

2
รู้กันทั่วว่าควันที่คลุมเมืองอยู่ตอนนี้มีที่มาจากไฟป่า
แต่ที่ไม่รู้คือถ้าควันมากมายขนาดทำให้ภูเขาเลือนหายไปได้ทั้งลูก
ปริมาณของป่าที่ถูกเผาเสียหายไปจะมากมายขนาดไหน

บทความพิเศษชื่อ เชียงใหม่: เมืองในหมอกควัน เขียนโดยธเนศวร์ เจริญเมือง
ใน 'พลเมืองเหนือรายสัปดาห์' บอกว่า กล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว ปรากฏการณ์นี้
คือผลผวงของการกระทำสองระดับบนโลก คือ

หนึ่ง ภาวะโลกร้อนที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านดินฟ้าอากาศมากมายในแทบทุกประเทศ หิมะละลาย พายุรุนแรง ภัยหนาวจัด อากาศอุ่นเร็วผิดปกติ ฝนตกน้ำท่วม ฯลฯ

สอง คือระดับท้องถิ่นเชียงใหม่เอง การเผาป่า เผาใบไม้ กิ่งไม้และขยะ อาหาร
ปิ้งย่าง การจุดประทัดปล่อยโคม พลุไฟ งานเผาศพกลางแจ้ง การไม่ดับเครื่องรถยนต์ ฯลฯ

มองเผินๆ เหมือนเป็นเรื่องธรรมดาๆ ทั่วไป บางเรื่องเล็กน้อยเกินกว่าจะสนใจหรือบางเรื่องอาจดูว่าไกลตัวเกินไป
แต่ในความเป็นจริง ไฟป่ากลับไม่ใช่ลำพังเรื่องของคนในป่าอีกต่อไป
ไฟป่า ถ้าไม่เกิดขึ้นเองก็คงต้องมีคนทำถ้าเกิดขึ้นเอง ก็น่าจะมีวิธีป้องกัน หรือควบคุมไม่ให้ลุกลามใหญ่โต (ฟังดูไม่น่าจะยากกว่าการโกงสนามบินหรือส่งดาวเทียมไปโคจรนอกโลก)ถ้าคนทำให้เกิด ก็น่าจะมีวิธีให้ความรู้แนะนำ จัดการ และอำนวยความเข้าใจ(เราอำนวยกันแต่ 'ความสะดวก' กันมาพอแล้วมั้ง?)

ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม ไม่น่าจะเป็นภาระของใครคนใดคนหนึ่งแต่ต้องช่วยกัน
และรอช้าไม่ได้
เริ่มจากกิจวัตรประจำวัน เริ่มจากพยายามใช้ถุงพลาสติกให้น้อยลงก่อนก็ได้
เวลาไปซื้อของก็พยายามพกถุงผ้าไปด้วยใครที่สะพายกระเป๋าอยู่แล้ว
ก็ไม่ต้องใส่ถุงพลาสติกซ้ำอีก หรือถ้าจำเป็นจริงๆ
ก็พยายามใส่รวมๆ ในถุงเดียวกันจะดีกว่า

3
อ่านเจอใน way ของคุณพี่อธิคม ฉบับล่าสุด (ฉบับที่ 6 ปกเฉียบขาดมาก!)
ว่า IKEA-สินค้าแต่งบ้านจากสวีเดน (ลือกันมานานแล้วว่ากำลังจะเข้ามาบ้านเรา)
ออกมาประกาศว่าจะเริ่มเก็บเงินค่าถุงพลาสติกในละ 5 เซนต์ ใน 29 สาขาทั่วสหรัฐ เขาชี้แจงว่าเงินค่าถุงที่เก็บมานี้จะนำเอาไปสนับสนุนกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปปลูกต้นไม้ ฟื้นฟูป่าและลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพราะปีที่แล้ว สาขาของ IKEA ในสหรัฐใช้ถุงพลาสติกไปถึง 70 ล้านใบ

แม้ความพยายามลดการใช้ถุงนี้จะเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับเมื่อปี 48 ที่คนอเมริกันร่วมกันทิ้งถุง บรรจุภัณฑ์ หรือหีบห่อต่างๆกว่า 4.4 ล้านตัน ซึ่งในจำนวนนี้มีเพียง 5.2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่มีการรีไซเคิล

แต่ก็ถือว่าเป็นความพยายามที่ดี

4
วันนี้เชียงใหม่ยังแสบตาและหายใจขัดอยู่
น่าเห็นใจคนที่ต้องทำงานนอกอาคารอย่างไม่มีทางเลี่ยง
ภูเขาของพวกเขาไม่ได้หายไปไหนแต่อยู่ตรงนั้น ตรงที่ไม่มีใครมองเห็น
ถ้าจะมีใครขโมยภูเขาของเขาไปจริงๆ
ก็อาจเป็นทั้งเขาและเรานั่นเอง


ขอบคุณ พลเมืองเหนือรายสัปดาห์ www.northerncitizen.org
และนิตยสาร way

Saturday, March 10, 2007

FALL ON DEAF EARS: MARCH 2007


สวัสดี
เดือนนี้แปะข่าวช้ากว่าปกติ ต้องขออภัย
เข้าใจแล้วว่าการลืมที่ชาร์ตแบตคอมพิวเตอร์ไว้กรุงเทพฯ
ขณะที่ตัวต้องใช้คอมฯ ทำงานที่จังหวัดเชียงใหม่นั้นสาหัสเพียงใด

ส่งข่าวตามเคย
กิจกรรม 'ฟังเพลง' ประจำเดือนมีนา...ครั้งที่ห้า
คราวนี้จัดวันที่ 14 มีนา 2550 (วันวาเลนไทน์)
ที่เดิม-ร้านขันอาษา จังหวัดเชียงใหม่ใครสนใจก็ขอเชิญ

มีคนเล่าให้ฟังว่า วันที่ 14 มีนา เป็น WHITE VALENTINE'S
ของชาวญี่ปุ่น คล้ายๆ ว่าวันที่ 14 กุมภา นั้นผู้หญิงให้ช็อกโกแล็ตผู้ชาย
ผู้ชายก็มีเวลาหนึ่งเดือนที่จะตอบรับหรือปฏิเสธ
ถ้าตอบรับก็ต้องให้ช็อกโกแล็ตกลับคืนในวันที่ 14 มีนานี้เอง
(ไม่รู้ว่าวันนี้ผู้หญิงต้องให้ดอกไม้กลับคืนผู้ชายที่ให้ดอกไม้ตัวเอง
ในวันที่ 14 กุมภาด้วยหรือเปล่า)
ถ้าจริง...ก็น่าจะดี เหมือนมีโอกาสและเวลาให้ตรึกตรอง

แต่พอถามเพื่อนชาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง
เขาก็บอกว่าที่จริงเป็นกลอุบายของบริษัทขนม
ที่ต้องการให้คนซื้อของมากขึ้นแทนที่จะต้องกระหน่ำซื้อกันปีละหนึ่งครั้ง
ถ้าทำสำเร็จก็จะกลายเป็นปีละสองครั้ง
ถามย้ำหลายที เพื่อนคนเดิมก็ยืนยันว่าจริง ไม่ได้อำ
ก็ว่ากันไป ใครสนใจจริงจังคงต้องไปค้นคว้าดู
แต่การจัดวันที่ 14 ครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้เลย
เป็นความบังเอิญที่พอดี

Fall On DVD เดือนนี้ฉายหนังสารคดีของ BLUR
ชื่อ STARSHAPED กำกับโดยคุณ Matthew Longfellow
เริ่มหนึ่งทุ่มตรง
ใครเป็นแฟนๆ พี่ๆ เขาก็มาดูลีลาเด็ดขาดอาละวาดโวยวาย
ได้ตามอัธยาศัย
หนำใจแล้ว สามทุ่มก็ค่อยเริ่ม 'ฟังเพลง' ด้วยกัน...

โปสเตอร์/ใบปลิว เดือนนี้ได้รับความกรุณาจากพี่มอ
(ไทวิจิต พึ่งเกษมสมบูรณ์) ที่อนุญาตให้ถ่ายรูปผนัง (ก่อนขึ้นชั้นสอง)
ของร้าน MO SHOP มาใช้เป็นแบบ
MO SHOP เป็น...อืมม...ไม่รู้จะเรียกอะไรดี...ร้านขายของ
แกลเลอรี่ สตูดิโอ อยู่ที่เชียงใหม่ ใกล้ๆ สะพานนวรัตน์
(ชั้นสามใช้ทำงานภาพพิมพ์ได้) เป็นที่ที่พี่มอดูแล ออกแบบ
ตกแต่ง และคัดเลือกผลงานของศิลปิน นักออกแบบหลายๆ คน
มาอยู่รวมกัน น่าสนใจเชียวโดยเฉพาะความรู้สึกกับของที่ไม่น่ามาอยู่ด้วยกัน
แต่ก็อยู่รวมกันได้ที่นี่

ที่จริง MO SHOP เป็นส่วนหนึ่งของ MO HOTEL
ที่พี่มอออกแบบและตกแต่งเช่นกัน แต่ยังไม่แล้วเสร็จ
(กำลังก่อสร้างอยู่ ",)
เราเพิ่งเขียนเรื่อง MO SHOP ให้ IMAGE
น่าจะออกมาราวๆ ปลายเดือนมีนารออ่านเพิ่มเติมในนั้นก็ได้
หรือจะรออ่านในบล็อกนี้ก็ได้เช่นกัน

เอาล่ะ จนกว่าจะพบกันใหม่...

------------------------------------------------------
5
Fall On Deaf Ears
by vajira

Music-Listening Party.
Dine, Drink and Drown yourself in a variety of fine tunes.
At Khan-Asa, Chiang Mai
Wednesday 14 March 2007/21.00-00.00

Dive in and see what is going on...

Fall On DVD: STARSHAPED:
a fascinating rockumentary about the early days of BLUR.
directed by Matthew Longfellow/19.00-21.00

produced by กำลังก่อสร้าง & HIP

------------------------------------------------------
“One must talk little and listen much”
African Proverb

MARCH MAP

แผนที่ของเดือนนี้
ที่จริงพิกัดก็ไม่เปลี่ยนแปลงหรอก
แต่อยากทำให้มันเป็นชุดเดียวกันกับโปสเตอร์น่ะ
^^

Thursday, March 8, 2007

ONE HUNDRED YEARS MISIEM YIPINTSOI




เมื่อหลายวันก่อนไปดูนิทรรศการของคุณมีเซียม ยิบอินซอยที่ about cafe
คุณมีเซียมเป็นคนทำงานที่น่าสนใจมาก
เพราะเริ่มหัดเรียนศิลปะเมื่ออายุล่วงเข้าสี่สิบสอง
แต่ใช้เวลาไม่นานกลับมีงานออกมามากมายทั้งวาด ทั้งปั้น
และเป็นที่ชื่นชมในวงกว้าง
เธอทำงานศิลปะไปตลอดวาระสุดท้ายของชีวิต
ในหนังสือ Misiem's SCULPTURE GARDEN เธอเขียนไว้ในอารัมภบทว่า
"เมื่อดิฉันเริ่มเขียนภาพ ดิฉันเขียนเพราะอยากจะมีภาพประดับผนังบ้านตัวเอง..."

ถ่ายรูปมาให้ดูพอเพลินๆ
ใครที่อยู่หรือกำลังจะมากรุงเทพฯ
ถ้ามีโอกาสไปชมด้วยตนเองน่าจะเพลินกว่า
เข้าใจว่าจะจัดแสดงไปจนถึงเดือนพฤศจิกายนโน่น

Tuesday, March 6, 2007

A Hutong after snow


life is like a circle
and someday
if we travel in an opposite directions
on the circle
then may be one day
we shall meet again...till then
...if it would have been another time, another place
it would have been more...
it would have been wonderful.

Monday, February 26, 2007

จอ

ชิ้นนี้เขียนให้ Happening ของพี่วิภว์
เป็นคอลัมน์เกี่ยวกับการอ่าน จะเขียนถึงหนังสือ หรือว่าเรื่องการอ่านก็ได้
เห็นพี่วิภว์ว่าจะให้วนๆ กันเขียน
ลองอ่านดูที

ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือ Happening (ของพี่วิภว์) ฉบับแรก
คอลัมน์ รู้หนังสือ


จอ
วชิรา

หลายเดือนก่อนผมได้ยินข่าวเล่าในวงข้าวว่ากำลังจะมีการติดตั้งจอโทรทัศน์บนรถไฟฟ้าที่วิ่งฉวัดเฉวียนไปมาบนท้องฟ้ากรุงเทพมหานคร แหล่งข่าวไม่ได้เปิดเผยว่าจอขนาดเล็กๆ จะบรรจุเนื้อหาแบบไหนไว้ข้างใน แต่เล่าเข้าประเด็นว่ามีบางฝ่ายพยายามออกเสียงคัดค้าน โดยให้เหตุผลกำกับว่าอาจเป็นองค์ประกอบที่ช่วยปิดโอกาสให้คนไทยอ่านหนังสือมากขึ้น
หมายความกว้างๆ ว่าแทนที่จะฉวยโอกาสอันดี (ที่ผู้ใหญ่ในประเทศของเราเพิ่งรู้สึกได้ว่าประชาชนของท่านลำบากยากเข็ญกับระบบขนส่งมวลชนพื้นฐานมาช้านาน-รู้สึกช้ากว่าชาวอังกฤษเป็นร้อยปี!) ไปกับการอ่านหนังสือในขณะเดินทาง ก็อาจส่งเสริมให้มองและดูสิ่งที่จะปรากฏในจอเล็กๆ นั้นแทน

ผมอนุมานเอาเองว่าเป็นสงครามขนาดย่อมของพฤติกรรมการอ่านกับการดู บนสมมติฐานที่ว่า ถ้ามีอะไรให้ดู คนจะไม่รู้สึกอยากอ่าน

ผู้ที่มีโอกาสใช้บริการรถไฟฟ้าหรือใต้ดินในนานาอารยะประเทศ อาจเคยสังเกตว่าในกรณีที่ไม่เบียดเสียดยัดเยียดจนเกินไปนัก ผู้โดยสารส่วนใหญ่เมื่อลงหลักปักที่เป็นอันเรียบร้อย ก็มักจะงัดอุปกรณ์ฆ่าเวลาส่วนตัวออกมา ถ้าไม่เล่นเกมส์ในโทรศัพท์ (ส่วนใหญ่เขาไม่พูดโทรศัพท์กันในรถโดยสารสาธารณะ) ก็ฟังเพลงจากอุปกรณ์ขนาดเล็ก (ที่นับวันจะหน้าตาดีขึ้นเรื่อยๆ ) หรือไม่ก็เล่นเกมส์จำพวกครอสเวิร์ด

นอกเหนือจากนั้น ส่วนใหญ่ของส่วนใหญ่ก็มักหยิบหนังสือออกมาพลิกอ่าน
สังเกตว่ามีบ้างบางจำนวนที่จดจ้องอยู่กับโฆษณาในจอสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก
..........

ตั้งแต่จำความได้ ผมได้ยินมาตลอดว่าชนชาติของเราเป็นชนชาติที่ไม่ค่อยจดบันทึก องค์ความรู้ส่วนมากส่งถ่ายจากรุ่นสู่รุ่นด้วยปากและการสนทนา (ดังตัวอย่างเมื่อย่อหน้าแรกที่ผมเองก็ ‘ฟัง’ มา เช่นกัน) นัยว่าเป็นเมืองเขตร้อน อากาศเย็นสบาย วิถีชีวิตความเป็นอยู่อุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลาในนามีข้าว ในหมู่บ้านมีศาลาให้พักผ่อนหย่อนใจ นอกบ้านมีชานกว้างใหญ่ ไม่ต้องมีภัยพิบัติใดๆ ให้วิตกกังวล จึงนิยมการพบปะสังสรรค์ ถามไถ่สารทุกสุขดิบ มากกว่าการหมกตัวหลบลี้หนีอากาศหนาวเย็นอยู่แต่ในห้องในหับ

นิสัยการแยกตัวเองออกจากผู้อื่นเพื่อนั่งอ่านหนังสือเงียบๆ จึงอาจทำให้กลายเป็นคนประหลาดตามสายตาเพื่อนบ้าน ขณะที่พวกเขาออกมาพบปะสังสรรค์
นั่นหมายความว่า ถ้าผมเกิดและเติบโตในประเทศอังกฤษหรือญี่ปุ่น ผมจะมีแนวโน้มเป็นคนที่สนใจการอ่านมากกว่านี้ใช่หรือไม่

เวลาผ่านไป ในน้ำเริ่มขาดปลา ข้าวในนาเริ่มขาดมือ ระเบียงของหลายบ้านเริ่มเล็กลง หลายครอบครัวอพยพย้ายถิ่น หวังสร้างอนาคตที่ดีกว่า พาลูกหลานเข้ามาศึกษาหาความรู้ในเมืองใหญ่ การอ่านพลัดหลงเข้ามาเป็นพายุใหญ่ในชีวิต ก่อนเปิดเทอม ผู้ปกครองต้องเป็นธุระพาไปซื้อหนังสือนับสิบๆ แบกกระเป๋าไหล่เอียงไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนห้าวันในหนึ่งสัปดาห์ (ยังไม่นับรวมวันหยุดเสาร์อาทิตย์ที่ต้องไปเรียนพิเศษเพิ่มเติม) คุณครูใจดีทุกท่านต่างพากันร่วมมือร่วมใจเคี่ยวเข็ญให้เราอ่านเขียนท่องและจำ เพียงเพื่อสอบให้ผ่าน
ขณะที่บรรยากาศในบ้าน พ่อ แม่ ลูก กินข้าวพร้อมๆ กันกับจอโทรทัศน์จนถึงเวลาเข้านอน และเปิดโทรทัศน์ทันทีที่ตื่นนอน

เมื่อพายุสงบ เราจึงพร้อมใจกันทิ้งการอ่านไว้กับระบบการศึกษา เข็ดขยาด และพร้อมจะส่งผ่านพฤติกรรมอันแสนทุกทรมานนี้ไว้ให้ประสบแก่คนรุ่นต่อๆ ไป

สถาปนา ‘การอ่าน’ ให้กลายเป็นเพียงเครื่องมือของการสอบแข่งขันเท่านั้น

หลายปีผ่านไป ขนาดของบ้านยังคงเล็กลงอย่างต่อเนื่อง หลายบ้านกลายสภาพเป็นห้องสี่เหลี่ยมๆ คับแคบ ระเบียงขนาดพอดีกลายสภาพเป็นที่ตากผ้า หลายครอบครัวจำต้องพลัดพรากจากถิ่นฐานยาวนานกว่าเดิม เพื่ออนาคตที่ดีกว่าอนาคตที่เคยคิดว่าจะดี
นี่น่าจะเป็นนิมิตหมายอันประเสริฐ เพราะเมื่อเราแยกตัวจากกันมากขึ้น พื้นที่สำหรับการปะทะสังสรรค์น้อยลง ก็หมายความว่าเราน่าจะโน้มเอียงไปมีนิสัยรักการอ่าน โดยไม่ต้องกลับชาติมาเกิดใหม่เป็นชาวอังกฤษหรือชาวญี่ปุ่น

เกือบไปแล้วเชียว เสียดายที่โทรศัพท์มือถือถลำเข้ามารุกล้ำในชีวิตเราเสียก่อน เวลาที่เคยต้องแยกตัวออกจากคนอื่นก็ถูกแทนที่ด้วยเครื่องมือเชื่อมต่อกิจกรรมสังสรรค์สนทนา ช่วยคลายความเหงาเศร้า วิเวก ว้าเหว่ และวังเวง

ถัดมาไม่นาน โลกไซเบอร์ก็ขยายจนกว้างใหญ่ ตอบรับวิถีชีวิตโดดเดี่ยวให้โดดเดี่ยวยิ่งขึ้น เพิ่มช่องทางสำหรับ ’การอ่าน’ในหมวดหมู่ใหม่-อันเป็นผลมาจากจากการเปิดพื้นที่สาธารณะให้ ’การเขียน’ เป็นอิสระจากเพียงที่ผูกขาดอยู่กับระบบการพิมพ์บนกระดาษ
กลายเป็นวงจรทับซ้อนที่ยากจะคาดเดาอนาคตเป็นอย่างยิ่ง
หลายฝ่ายเริ่มแสดงความกังวล ถึงปริมาณ ‘ช่องทาง’ สำหรับการสื่อสาร ที่เริ่มจะมีมากจนเกินกำลังและเวลาที่จะใส่ใจ

อันนำมาซึ่งความกังวลต่อ ‘เนื้อสาร’ ในลำดับต่อมา
........

โดยส่วนตัวผมเชื่อว่า ‘ช่องทาง’ ต่างๆ ของการส่งเนื้อสารนั้น อย่างไรเสียก็ไม่น่ากังวลนัก เหมือนที่ผมไม่คิดว่าการมีจอเหลี่ยมๆ บนรถไฟฟ้าจะน่าเป็นห่วงเท่ากับว่าในจอเหลี่ยมๆ นั้นบรรจุอะไรไว้

และเข้าใจไปเองว่าน่าจะเป็นความกังวลเดียวกันกับฝ่ายที่พยายามส่งเสียงคัดค้าน
คงดีไม่น้อย ถ้าในจอเหล่านั้นสามารถบรรจุบทกวีสั้นๆ หรือข้อความดีๆ ไว้ให้อ่านเป็นระยะๆ ก่อให้เกิดเป็นช่องทางใหม่ๆ สำหรับการเผยแพร่บทกวี ที่ว่ากันว่าตายสนิทไปแล้ว

ขณะเดียวกันผมก็ไม่กังวลว่ารูปแบบการอ่านหนังสือเล่ม (กระดาษ) จะหายไปจากโลกใบนี้ เหมือนที่เพิ่งอ่านเรื่อง ตะลุยโลกการอ่าน ในนิตยสาร GM เมื่อฉบับเดือนพฤศจิกายน 2549 แล้วพบข้อมูลหนึ่งว่า นิวยอร์กไทม์เคยเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านดีไซน์ให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้ชื่อว่ามีดีไซน์สอดคล้องกับสรีระมนุษย์ที่สุดในรอบ 1,000 ปี ผลปรากฏว่า งานออกแบบอันดับหนึ่งก็คือ ‘หนังสือ’

นอกเหนือจากความสอดคล้องทางสรีระ หนังสือยังถือเป็นวัตถุใช้งานที่เรียบง่ายที่สุดอีกด้วย ไม่ต้องชาร์จแบ็ต ต่อไฟ หรือใช้อุปกรณ์เสริมใดๆ นอกจากสายตาและแสงสว่าง

อะไรที่สอดคล้องและเป็นไปตามกลไกพื้นฐานแล้วนั้น อย่างไรเสียก็สามารถอยู่ได้ยาวนานโดยตัวมันเอง

เหมือนถ้าเรามีระบบการศึกษาที่สอดคล้องกับ ‘การเรียนรู้’ มีระบบขนส่งมวลชนที่สอดคล้องกับวิถีการดำเนินชีวิตมาตั้งแต่เมื่อร้อยปีก่อน

วันนี้ประชาชนชาวไทยอาจมีพฤติกรรมติดหนึบการอ่านโดยตัวเราเองก็เป็นได้


Monday, February 5, 2007

FALL ON DEAF EARS: FEBRUARY 2007





สวัสดีทุกท่าน
หวังว่าคงสบายดีนะ
ขออภัยที่ล่าช้า ช่วงนี้วุ่นวายกับการย้ายที่อยู่
เสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่สมบูรณ์
คาดว่าคงต้องย้ายอีกครั้งในโอกาสอันใกล้
หาที่อยู่ในเชียงใหม่ช่วงนี้ไม่ใช่จะง่าย

กิจกรรม 'ฟังเพลง' คราวนี้ จัดวันที่ 13 กุมภา 2550
ที่ร้านขันอาษา จังหวัดเชียงใหม่ <ชิงรักก่อนหนึ่งวัน!>
ขอเชิญทุกท่านมาร่วมกัน 'ทะลุหูขวา' <ครั้งที่ 4> ตามอัธยาศัย

19.00 เริ่มฉายดีวีดี Eating Sleeping Walking Playing
เป็นสารคดีของ Mike Mills ที่ติดตามถ่ายทำวง AIR
ในช่วงเดินทางไปแสดงสดที่นิวยอร์ก ลอนดอน และปารีส
แถมท้ายด้วยมิวสิควิดีโอ Sexy Boy, Kelly Watch the Stars,
All I need และ Le Soleil Est Pres De Moi ที่ไม่ค่อยได้เห็นที่ไหน
แฟนๆ AIR ไม่น่าพลาด
ส่วนใครที่ยังไม่รู้จัก AIR ก็น่าทดลองติดตามดูเป็นอย่างยิ่ง
<บังเอิญมากที่ AIR กำลังจะออกอัลบั้มใหม่ pocket symphony ตอนเดือนมีนาคมนี้>

หนำใจกับ AIR แล้ว 21.00 ก็ค่อยเริ่ม
ใครว่างใครสนใจก็ขอเชิญมา 'ฟังเพลง' กันนะ...

เดือนนี้มีช่วงพิเศษนิดหน่อย
ตั้งใจว่าจะชวนกันระลึกถึงเพลงรักเมื่อครั้งแบเบาะ
เลือกไปเลือกมาก็คิดว่าจะอุทิศเวลาราวครึ่งชั่วโมง
ให้เพลงรักของ ทูน หิรัญทรัพย์ สมัยอัลบั้มแรก <ผู้ชายเฉิ่มเฉิ่ม>
ตอนยังเป็นค่ายโรต้า <เนื้อร้องโดย เรวัติ พุทธินันทน์, ปรัชญ์ สุวรรณศร และ นิติพงษ์ ห่อนาค/ควบคุมการผลิตโดย เรวัติ พุทธินันทน์>

จำได้ว่าตอนเด็กๆ ชอบฟังมาก รู้สึกว่ามันเพราะ
กลับไปกรุงเทพฯ คราวที่แล้วลองหยิบมาฟังใหม่
ก็รู้สึกว่ายังไพเพราะอยู่ไม่เสื่อม เลยคิดว่าควรเอามาแบ่งให้ฟังกัน
<แต่คงต้องหาจัดการกับต้นฉบับก่อน เพราะเราฟังเป็นเทปคาสเส็ตต์>

วกมาที่เรื่องโปสเตอร์/ใบปลิว
คราวนี้โชคดีได้ Floxx มาเป็นแบบให้
Floxx คือกระต่าย! ที่จริงๆ แล้วเป็นงานออกแบบผ้าของ G'moui <อ่านว่า 'กิมมุ่ย'>
G' เล่าว่านี้เป็นโปรเจกต์ตัวจบตอนเรียน Textile Design ที่ St.Martins
เริ่มจากธีม sweet dreams ที่ G' เห็นว่าคือเจ้าพวกของเล่นและตุ๊กตาเท็ดดี้ ตามร้านขายของมือสอง จากนั้นก็นำเข้าเท็ดดี้เหล่านั้นมาผ่านกระบวนการตัด เย็บ ต่างๆ จนออกมาเป็นหมู่ตุ๊กหาหมีหน้าตาประหลาด <ยังไม่ใช่ Floxx ตัวที่เห็น> จากนั้นก็กลายสภาพตุ๊กตาหมีในฐานะวัตถุ 3 มิติ ให้กลายเป็น ผ้าห่ม <2>
อันเกิดจากความคิดเรื่อง 'comfort and sweetness' แล้วจากนั้นก็นึกอยากทำผ้าทอเหล่านั้นกลับเป็น 3 มิติอีกครั้ง เลือกคาแรกเตอร์ที่จะนำเสนอ และออกมาเป็น Floxx ในที่สุด

เราเคยเห็น Floxx <กระต่าย>ทั้งหมด 3 ตัว ไม่รู้ว่ามีมากกว่านี้หรือเปล่า?

ว่ากันอย่างย่อๆ FLoxx คือ 'ผ้า' ที่อยู่ในร่างของ 'วัตถุทรงกระต่าย'
และเป็นการผสมผสานสิ่งที่ไม่เข้ากันให้เข้ากัน
ระหว่างความฝันดีและฝันร้าย ระหว่างตุ๊กตาน่ารักและความประหลาด

กำลังหาที่ทางจัดวางเจ้า Floxx ตัวที่เห็นนี้เอาไว้ในวันงาน
ถ้าหาได้สำเร็จ คนที่มางานคงได้ชมกัน
[ปัจจุบัน Floxx ตัวที่เห็นในรูปอยู่ในความดูแลของเรา...อย่างดี
ส่วน G' ขณะนี้ทำงานบริษัท interior architect อยู่ที่สิงคโปร์]

เอาล่ะ พอหอมปากหอมคอ
แล้วพบกันใหม่โอกาสหน้า
ตอนนี้เชียงใหม่กลับมาหนาวอีก
โชคดีจัง...

เกือบลืม
1 ถ้าจะจองโต๊ะ โทรมาที่เบอร์ 086 914 8251 <พี่ปู>
2 ถ้าใครอยากให้ส่งข่าวให้ รบกวนช่วยส่งอีเมลมาแจ้งที่
iamvajira@hotmail.com นะครับ

------------------------------------------------------
4
Fall On Deaf Ears
by vajira

Music-Listening Party in a blissful harmony.
Dine, Drink and Drown yourself in a variety of fine tunes.
At Khan-Asa, Chiang Mai
Tuesday 13 February 2007/21.00-00.00

Dive in and see what is going on...

Plus!! [DVD] EATING SLEEPING WAITING AND PLAYING a film about AIR on tour by Mike Mills + The full collection of AIR videos
for "SEXY BOY","KELLY WATCH THE STARS","ALL I NEED", and "LE SOLEIL EST PRES DE MOI". /19.00-21.00

[wear striped t-shirt, if you like.]

produced by กำลังก่อสร้าง & HIP

for reservation pls call 086 914 8251 [P' Pu]
if you want an e-newsletter
pls email to iamvajira@hotmail.com
thx! ^^

------------------------------------------------------

“The first duty of love is to listen.”
-Paul Tillich
[German born American Theologian and Philosopher, whose discussions of God and faith illuminated and bound together the realms of traditional Christianity and modern culture. 1886-1965]

MAP


Saturday, January 13, 2007

FALL ON an URBAN CULTURE


ลงสัมภาษณ์ใน HIP ...อีกครั้ง คราวนี้เป็นภาคฝรั่ง
<พี่สาวคนที่ควบคุมเซกชั่นฝรั่งบอกว่า เคยมีฝรั่งมาถามว่า vajira เป็นใคร เขาเลยมาสัมภาษณ์สั้นๆ ให้ชาวต่างชาติได้อ่านกัน>

ลองอ่านดูละกันนะ เพลิน เพลิน ไปอีกแบบ

HIP (january 2007)
Faces in Chiang Mai
text: Donjai
Photo: Atcharee

FALL ON an URBAN CULTURE – VAJIRA RUTHIRAKANOK

Vajira is an editor/writer who now lives in Chiang Mai.

He used to live his urban life being a playwright, a director for stage play, an editor for a cutting edge magazine called 'a day', screen playwright for drama TV show, a columnist for GM magazine and Summer magazine and a writer who has at least 8 printed pocket books. He is currently working on his latest novel.

Lately Vajira has been arranging his new music showcase at Khan Asa, “Fall on Deaf Ears” which is his new take on contemporary music as an urban culture. Using his collection of eclectic music as a tool, Vajira has been so successful and now has a regular show every month.

I met up with him in a local coffee shop on Nimmanhemin. Despite his coughing due to the severely change of weather, Vajira walked in with smile. He was wearing his usual stripy t shirt, loose cord trousers and vintage trainers. Few girls turned their heads when he walked pass, I then remembered someone told me how hot he is among young Thai girls.

After a regular greeting, we started to talk.

Could you give us some details of your background?
I was born, raised, studied and worked in Bangkok. Is it too short?

Yeah.
Ok. I studied Communication Art after that I worked for TV Show which I then realized how much I didn’t like it. So I started to travel. When I graduated I wanted to go abroad and continue my studies but unfortunately my body wasn’t ready. The air sac in my lung was leaking so I couldn’t fly anywhere, no diving no traveling for a while. After a long resting I started to travel.

Where did you go?
I took a train down to Malaysia, Singapore, Philippines, Bali, Jakarta then Sri Lanka, China, Japan, UK. Dubai then USA. That’s when I started to write. After that I was asked to be an editor at 'a day' magazine for 2 years and resigned but help nurturing the magazine for about 2 years after that.

'a day' Magazine was such a key-role for young Thai urban culture, was it you?
Hmm 'a day' was.. yes. .But it wasn’t only me I was a second generation. The magazine was already firm. I just helped making it go further. It was like a good horse and I was just a jockey.

So why did you leave?
Many reasons. I can’t be in the same place for too long. It’s a routine. Magazine work is like.. ok it’s time to write, finish then start again. Also I need to try something else. I need adventure. I planned and cleared everything I need to then come to Chiang Mai. Six months later I am still here in Chiang Mai!

What is your view of young people these days?
In general we have to agree which young people we are talking about. There are so many young people out there that I never ever come across. Like I can’t talk about young people from Kalasin (north eastern province) because I never known them. This is actually a problem because the term “young people” was used for those cliché meaning of younger kids in a bar, in a mall etc. There are so many young people out there which grown up don’t usually refer to in a media. There are young people working in a rice field. We never mention that. Back to the question, I can only answer for what I see which are young urban teenagers. I think they are full of energy but how are they going to use such energy that’s another issue. When we talk about young people we have to ask how much and what sort of space grown ups leave for them or provide for them. They can not just grow up for themselves.

Is it the media that gives most influence to young people?
Everything does! Unfortunately media is “loud”. Friends, teachers, families all of these can influence young people. In fact they are closer and more influential. Why we never mention those?

What about the creativity?
They do have it in certain things. At least they are much more creative in term of fashion. They are more fun and provocative. That’s also creativity.

Are you an optimistic?
I am a realistic. I don’t judge easily. Things don’t just happen. We probably see a girl wearing short skirt and a tank top and goes to Monkey Club, we can’t judge on her. There are more than hundreds reasons why she is what she is. The judgmental mind is actually our country’s problem. Instead of trying to understand it we do judge on it.

Why did you choose to come here to Chiang Mai?
Actually I came here because my friend has a place for me to share. That’s all. But when I really come and live here I enjoy it so much. It is lovely here. I say it a lot that the size of Chiang Mai fits well with my lifestyle. I don’t want anything bigger at the moment. Chiang Mai might not have everything I want, but it is close enough for what I want.

What else do you want for Chiang Mai?
CD shops and a cinema that doesn’t only show box office films. Not that I don’t like mainstream Hollywood movies. All I want is simply more choice!


Wednesday, January 3, 2007

FALL ON DEAF EARS: JANUARY 2007





แจ้งข่าวกิจกรรม 'ฟังเพลง' ขนาดกำลังดี (ครั้งที่สาม)
คราวนี้ได้ชื่อไทยชื่อ 'ทะลุหูขวา'
วันที่ 11 มกรา ที่ร้านขันอาษา จ.เชียงใหม่
เริ่มตั้งแต่ 19.00 น.
ฉายดีวีดี MEETING PEOPLE IS EASY หนังเกี่ยวกับ RADIOHEAD
บวก 7 TELEVISION COMMERCIALS มิวสิควิดีโอของ RADIOHEAD อีกเช่นกัน
จากนั้นราว 21.00 จึงค่อยเริ่มบรรเลง
ขอเชิญมิตรรักญาติโยมที่สนใจ มาร่วมพบปะสังสรรค์ด้วยกันเช่นเดิม
ช่วงนี้มาฟังเพลงกันก่อน
อีกครึ่งที่เหลือของโครงการนี้ ขอให้อดใจรอไปอีกสักระยะ

ถือโอกาสสวัสดีปีใหม่ และสุขสันต์วันเด็กไว้เสียเลย
ถ้าขอได้จริง-ก็ขอให้สบายอกสบายใจกันถ้วนทั่วทุกตัวคน ;>

Monday, December 18, 2006

ฝนตกปาย ปาย


ฝนตกปาย ปาย ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร Nature Explorer
ฉบับเดือนสิงหาคม 2549 (ปก NEW ZEALAND)

เมื่อต้นเดือนกรกฎา ไปงานแต่งงานที่ปาย
อยู่ต่อเที่ยวเล่นอีกราวหนึ่งสัปดาห์
ได้ความและไม่ได้ความ...ดังนี้


ขอบคุณ Nature Explorer น้องหญิง พี่ชาติ GrooveYard และ BeBop


ฝนตกปาย ปาย
วชิรา

เรื่องและภาพ

บ่ายหนึ่งกลางแดดร้อนเปรี้ยงของเมืองเชียงใหม่ ผมบังเอิญได้ร่วมพบปะสังสรรค์สร้างวงเสวนาบนโต๊ะก๋วยเตี๋ยวหลอด (เจ้าเด็ด!) กับสมาชิกคุ้นหน้าคุ้นตาอีกสามท่าน ตามมารยาททั่วไปบนโต๊ะอาหาร เราต่างละเรื่องส่วนตัวไว้ไม่ไปข้องแวะสนใจ บทสนทนาต่อหน้าก๋วยเตี๋ยวหลอด (และปอเปี๊ยะสด ที่เสิร์ฟตามมาทีหลัง) จึงละเรื่อยไปกับลมฟ้าอากาศ ความเอร็ดอร่อยของรสอาหาร สถานการณ์บ้านเมือง จนถึงหน้าที่การงาน

“คนนี้กำลังจะลาออก” คนนั้นชี้ไปที่เพื่อนร่วมงานของตัว “ไปแต่งงาน”
คนถูกชี้ยิ้มเขิน
ผมไม่ได้เขินไปกับเธอ แต่นึกสงสัยว่า ‘ไปแต่งงาน’ ทำไมต้องลาออก
“อ๋อ จะไปอยู่ปายค่ะ” เธอเฉลย ยังคงยิ้ม แต่ไม่เขิน
น้ำเสียงหนักแน่นของเธอชวนให้ผมต้องเงยหน้าจ้องมองด้วยความหนักแน่นไม่แพ้กัน ก่อนรำพึงเบาๆ ผ่านซากเศษปอเปี๊ยะสดคาจานออกไปโดยไม่ได้ชั่งใจใดๆ (แต่เธอดันได้ยิน) ว่า “ชีวิตมันโรแมนติกอย่างนั้นเชียวหรือ”
.........

ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เมืองเล็กๆ ในหุบเขาแห่งจังหวัดแม่ฮ่องสอน (ที่ดูตามลักษณะทางภูมิศาสตร์แล้วน่าจะปิดตัว ‘เงียบเชียบ’ เช่นเดียวกับอีกหลายร้อยหลายพันตำบลอำเภอในประเทศนี้ที่ยังไม่มีใครรู้จัก) กลายเป็นเมืองยอดนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวทั้งในและนอกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวจากเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานครที่มีโอกาสสลัดคราบคนเมืองเพียงปีละครั้ง

ใครๆ ต่างก็หลงรักปาย

ด้วยองค์ประกอบครบครันของความโรแมนติก-แม่น้ำปายทอดตัวเป็นสายยาวไหลผ่านเกสต์เฮ้าส์ (ราคาพอรับได้) ที่ถูกออกแบบมาอย่างมีรสนิยม รอบๆ มองเห็นภูเขาน้อยใหญ่โอบล้อม หรือถ้าอยากเปลี่ยนวิวทิวทัศน์ก็สามารถเช่ามอเตอร์ไซค์รายวันขี่ออกไปชื่นชมธรรมชาติรอบนอกโดยใช้เวลาเพียงไม่ถึงอึดใจ กลับเข้ามาในเมืองมีตลาดสดของชาวบ้านแท้ๆ ทั้งเย็นและเช้า หรืออาจเช่าจักรยานขี่เล่นชมบรรยากาศชีวิตชาวเมือง จอดแวะโน่นชมนี่ตามรายทาง เหนื่อยนักก็พักนั่งร้านกาแฟหรือบาร์เหล้าขนาดกำลังดีที่ทยอยเปิดตัวไว้เป็นอาณาเขตให้เพื่อนเก่าและใหม่ใช้ทำความรู้จัก (หรือสนใจสูบชิชาก็มีร้านเปิดให้บริการ) ยังไม่นับรวมบรรดาร้านขายของที่ระลึกเก๋ๆ ที่จำหน่ายสิ่งของน่ารักกระจุ๋มกระจิ๋มและโปสการ์ดสวยๆ ช่วยย้ำความทรงจำรสหวานที่บรรดานักท่องเที่ยวได้ลิ้มชิมแม้ในช่วงเวลาสั้นๆ

ยิ่งถ้าหลับตาจินตนาการถึงอากาศหนาวยะเยือกในช่วง ‘ไฮ’-ปลายฝน ต้นและกลางหนาว (พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์) เมื่อบรรยากาศรอบตัวปกคลุมไปด้วยไอหมอกไหลเรี่ยบนพื้น วันที่สำลักไอควันออกปากพร้อมคำขณะพูด ยิ่งชวนให้นึกตามได้แต่ภาพ ‘ยูโธเปีย’ ของนักท่องเที่ยว (หรือสวรรค์ของนักเดินทางเขตร้อน) อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง
ได้ยินว่าหลายคนหลายคู่ อพยพย้ายถิ่นฐานปักหลักอยู่อาศัยทำมาหากินที่เมืองปายก็ไม่น้อย

ราวทศวรรษครึ่งที่แล้ว ผมเคย ‘ผ่านทาง’ มาแถวนี้หนึ่งครั้ง และยังไม่มีโอกาสกลับมาอีกเป็นครั้งที่สอง อาจเป็นเพราะผมได้รับรู้เรื่องเมืองปายจากปากคำ (และปากกา) ของคนอื่นๆ อยู่บ่อยๆ (บ่อยกว่าเมืองอื่น) แทบทุกครั้งที่ฤดูหนาว (ว่ากันว่าถือกำเนิดอยู่ประมาณช่วงปลายของปี) ผ่านไป จะต้องมีคนเล่า (หรือเขียน) ถึงปายให้เข้าหู (และเข้าตา) อย่างน้อยหนึ่งคน (หรือหนึ่งครั้ง) เสมอ
และทุกคนคล้ายถูกโปรแกรมป้อนให้พูดซ้ำๆ คล้ายๆ กันว่า-พวกเขาหลงรักปาย
คนไกลปายอย่างผมจึงได้แต่นั่งทำตาปริบๆ พยายามใช้ความสามารถในการจินตนาการเท่าที่มีอยู่จำกัดจำเขี่ยให้เกิดประโยชน์สูงสุด
จนกระทั่งได้พบว่าที่เจ้าสาว (เจ้าของรอยยิ้มเขินบนโต๊ะก๋วยเตี๋ยวหลอด) วันนั้น ผมจึงตื่นเต้นดีใจตกปากรับคำมาร่วมงานแต่งงาน และถือโอกาสกลับไปสัมผัสปายด้วยตาตัวเอง...ครั้งที่สอง

ปายเปลี่ยนไป!

เปล่า, ผมไม่ได้พูด คนอื่นพูด ผมจำอะไรไม่ได้
อย่างเดียวที่น่าจะพอยืนยันได้คือเมื่อสิบห้าปีก่อน สมัยที่ผมและเพื่อนๆ มายืนๆ นั่งๆ รอโบกรถอยู่แถวๆ สี่แยกเมืองปาย (เพื่อจะต่อไปยังเมืองสบป่อง) ที่นี่น่าจะยัง ‘ไม่มี’ ป้ายห้ามจอดรถวันคู่วันคี่และไฟจราจรเขียวเหลืองแดงลอยเด่นเป็นสง่าอยู่กลางสี่แยกดังเช่นวันนี้ (หนำซ้ำยังมีตัวเลขดิจิตอลนับถอยหลังบอกเวลา ‘รอคอย’ แบบที่ชาวกรุงเทพมหานครพออกพอใจนักหนาอีกด้วย-ทันสมัยมาก!)
ผมพยายามทำความเข้าใจแต่ก็ไร้ผล ขนาดของไฟเขียวแดง ดูอย่างไรก็ไม่พอดีกับที่ที่มันอยู่

ปายวันนี้ฝนตก

สำหรับผู้ประกอบกิจการอาจไม่น่าพึงใจนัก เพราะเป็นช่วง ‘โลว์’ ที่นักท่องเที่ยวบางตาจนนับหัวได้ ยิ่งเมื่อต้นสัปดาห์ก่อน ทางการประกาศว่าแม่น้ำปายเอ่อล้นกว่าปกติเนื่องจากมีฝนตกหนักในบริเวณพื้นที่ นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยก็รีบหอบข้าวหอบของอพยพย้ายหนี (จากปากคำของพี่คนขายพิซซาแถวหัวสะพาน)

เหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อราวหนึ่งปีก่อน (สิงหาคม 2548) ยังประทับอยู่ในความรับรู้ของผู้คนทั้งนักท่องเที่ยว ชาวบ้าน และผู้ประกอบการ เมืองเล็กๆ ที่เคยเป็น ‘สวรรค์’ ของนักท่องเที่ยวจู่ๆ เกิดน้ำท่วมฉับพลัน โคลนถล่มทับเมือง ซุงท่อนโตจำนวนไม่น้อยลอยมากับน้ำกระแทกทำลายบ้านเรือน สร้างความเสียหายให้แก่ชีวิตและทรัพย์สินไปไม่น้อย

หลายคนเริ่มเกรง-กลัวปาย

ณ วันนี้ เกสต์เฮ้าส์บางแห่งที่เคยเป็นที่พำนักพักใจริมสายน้ำของนักท่องเที่ยว จำต้องงดให้บริการบ้านบางหลังที่ตั้งติดชิดแม่น้ำไว้ก่อน นัยว่าใช้เวลาปรับปรุงซ่อมแซมจากอุทกภัยน้ำเอ่อเมื่อต้นสัปดาห์ ทั้งยังเป็นการแสดงความเป็นห่วงเป็นไยต่อนักท่องเที่ยวให้ระมัดระวังอันตรายอันไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ (น้ำชอบมาตอนตีสองตีสาม-จากปากคำของคนดูแลเกสต์เฮ้าส์ริมน้ำ)

ขาประจำของปายหลายท่าน (ที่ร่วมขบวนไปงานแต่งงานด้วยกัน) ช่วยกรุณาพาผมไปเยี่ยมชม ‘ความเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำ’ หลังเหตุการณ์ใหญ่ผ่านไปหนึ่งปี พาไปดูถนนขาด (ที่เพิ่งเกิดขึ้นหมาดๆ ) พาไปเห็นซุงท่อนโตวางตัวสงบนิ่งอยู่บนตลิ่ง (เราสันนิษฐานกันเองว่าน่าจะลอยมากับสายน้ำเมื่อคราวก่อน-เรื่องตลกสุดเหวี่ยงคือหลังจากเหตุการณ์สงบ มีการประเมินความเสียหายจากเจ้าหน้าที่รัฐบางท่านโดย ‘กล่าวโทษ’ ชาวบ้านว่าเป็นผู้ตัดไม้ทำลายป่า บุกรุกทำไร่เลื่อนลอยจนเป็น ‘สาเหตุหลัก’ ทำให้น้ำท่วม!! ขณะที่ตัวแทนฝ่ายชาวบ้านให้ความเห็นว่า ชาวบ้านเป็นเพียง ‘ลูกจ้าง’ รับจ้างตัดไม้เพื่อนำมาใช้ปลูกสร้าง ‘รีสอร์ต’ ที่เกิดขึ้นใหม่ๆ ของนายทุนเท่านั้น!!*) และที่สำคัญคือพาไปเห็นการเปลี่ยนขนาดและเส้นทางของแม่น้ำสายหลักของเมือง
“ธรรมชาติกำลังจะเรียกทุกอย่างคืน” หนึ่งในผู้ร่วมขบวนรำพึงเบาๆ (แต่ผมได้ยิน)

ถ้าย้อนเวลากลับไปแล้วมีคนบอกว่าปายจะน้ำท่วมใหญ่ รับรองไม่มีใครเชื่อ แต่ถึงวันนี้แล้ว ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ขอให้สังเกตดูว่าชาวบ้านๆ แท้ๆ นั้น ไม่มีใคร ‘ปลูกบ้าน’ อาศัยอยู่ใกล้น้ำขนาดนั้น (ไม่เหมือนเกสต์เฮ้าส์ที่เรียงรายติดน้ำอยู่ในขณะนี้) จะมีก็แต่การสร้างพื้นที่เกษตรทำกินเท่านั้น เพราะชาวบ้านต่างรู้ว่าแม่น้ำปายเป็นแม่น้ำร่องตื้น สามารถเปลี่ยนแปลงเส้นทางการไหลได้ง่ายดาย (จากปากคำชาวปายที่ทำงานในเกสต์เฮาส์บนภูเขา)
มีแต่คนต่างถิ่นจากเมืองใหญ่ที่ต้องการอยู่ชิดติดน้ำขนาดนั้น

ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลา ไม่ว่าใครจะต้องการหรือไม่ก็ตาม-ไม่ใช่ความผิดของความเปลี่ยนแปลง

สำหรับคนที่ ‘ผ่านมา’ แล้วผ่านไป (อย่างผม) ความเปลี่ยนแปลงใดๆ อาจไม่มีผลกระทบกับชีวิตประจำวันมากนัก แต่สำหรับคนที่ ‘อาศัย’ อยู่ที่นั่น ไม่ว่าจะอยู่มานมนานหรือเพิ่งตัดสินใจย้ายมาลงหลักปักฐานก็ตาม, ผมไม่แน่ใจ
.........

เวลาส่วนใหญ่ที่เหลือของผม (หลังจากที่ชาวคณะเดินทางกลับเชียงใหม่ไปแล้ว) ใช้ไปกับการนั่งอ่านหนังสือสลับดูฟ้าดูฝนที่หมั่นตกไม่รู้เหนื่อย เมื่อไหร่แดดออก (ร้อนเหงื่อหยด) ก็แวบเข้าร้านหนังสือมือสอง (ที่พบอยู่ 4 แห่งในเมือง) วันไหนตื่นเช้าฝนไม่ตกก็ออกไปเดินเล่นเห็นนักเรียนใส่เสื้อสีๆ (เข้าใจว่าวันนั้นคงมีวิชาพละ) เดินเป็นกลุ่มๆ ไปเข้าโรงเรียน (ปายวิทยาคม) บ่ายๆ หน่อย (ถ้าฝนไม่ตก) ก็ขี่รถไปด้อมๆ มองๆ โรงพยาบาลปายที่อยู่ถัดออกไปไม่ไกล พบเห็นชาวบ้านและชาวเขา (ทราบภายหลังว่าส่วนใหญ่เป็นชาวไทยใหญ่) นั่งเต็มท้ายรถกระบะมาเข้ารับการรักษา ค่ำๆ ก็นั่งหลบฝนใต้ชายคาปัดยุง (ตัวเท่าช้าง) ให้ช่วยไปหากินไกลๆ

ใครๆ ก็หลงรักสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกดี
ใครๆ จึงหลงรักปาย (หน้า ‘ไฮ’)

ความโรแมนติกจำเป็นต้องมีองค์ประกอบมากมาย หนึ่งในหลายนั้นคือความยินยอมพร้อมใจ ความรู้สึกหลงรัก, หลายครั้งจึงอิ่มเอมเมื่อเพียง ‘รู้สึกได้’ ว่าได้รับรักตอบ

เป็นไปได้หรือไม่ว่าการที่เราหลงรักปาย ในวงเล็บอาจหมายถึงเราหลงรักเพียงบรรยากาศโรแมนติกของปาย
ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เราอาจจำเป็นต้องรู้ว่าเมืองกับชีวิตก็คล้ายกัน คือไม่ได้มีด้านเดียว
ปายวันนี้ฝนตก
และนักท่องเที่ยวบางคนก็ดูยิ้มแย้มไปกับมัน


*ตัดความจาก ‘น้ำท่วมปาย’ เซ็กชั่น จุดประกาย หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2548

Monday, December 11, 2006

FALL ON DEAF EARS: DECEMBER 2006



แจ้งข่าวงานปาร์ตี้ 'ฟังเพลง' ขนาดกระทัดรัด
ชื่อ FALL ON DEAF EARS
16 ธันวา ที่ร้านขันอาษา จ.เชียงใหม่ เริ่มแต่ 19.00 เป็นต้นไป
(หนนี้เป็นครั้งที่สองแล้ว หนแรกทุลักทุเลมาก แต่เห็นว่าสนุกสนานกันดี เลยจัดต่อ ต้องขอขอบคุณความเอื้อเฟื้อของร้านขันอาษามา ณ ที่นี้ด้วยเน้อ!)

อันที่จริง FALL ON DEAF EARS เป็นโปรเจกต์ใหม่แกะกล่องได้แรงบันดาลใจรวมๆ จากเมืองเชียงใหม่โดยเฉพาะ จากขนาดของเมือง และจากบรรยากาศของความสนใจในกิจกรรมดนตรีที่ไม่เหมือนเมืองไหน เราว่าคนที่อยู่ที่นี่ หรือคนที่เพิ่งมาจากที่อื่นอย่างเราคงรู้สึกได้
บวกความคิดพื้นๆ จากการได้ยินเพลงซ้ำๆ ตามสถานที่ต่างๆ เวลาที่ออกไปร่าเริงนอกบ้านเช่น i will survive, can't take my eyes of you, zombie ฯลฯ เพลงเหล่านี้ไม่ใช่ไม่ดีแต่เราคิดว่าโลกนี้มีเพลง 'อื่นๆ ' อีกมาก อย่างน้อยก็มากกว่าที่มีคนเปิดให้เราฟัง

จึงถือโอกาสลองเริ่มเอาเพลงที่เราฟังในชีวิตประจำวันมาแบ่งๆ กัน ซึ่งคงถูกหูบ้าง ไม่ถูกหูบ้าง แต่นั่นก็น่าจะดีเพราะอย่างน้อย คนฟังก็มีทางเลือกที่หลากหลายขึ้น และหวังไว้ในอนาคตว่า ต่อๆ ไปคงได้แลกเปลี่ยนเพลงกันฟัง
ถือเป็นการค่อยๆ เจริญเติบโตทางหูร่วมกัน

ปาร์ตี้เดือนละครั้ง (ถ้าเป็นไปได้) เป็นครึ่งเดียวของโปรเจกต์นี้เท่านั้น รอให้ทุกอย่างลงตัว คงได้แจ้งข่าวอีกครึ่งที่เหลือ แต่พอบอกได้ว่าเป็นอะไรที่เกี่ยวกับขีดๆ เขียนๆในฐานะนักเขียนคนหนึ่ง กับวงดนตรีที่วนเวียนอยู่ในชีวิตของเขา ซึ่งจะว่าไป ทุกๆ คนก็คงมีเพลงและวงดนตรีที่วนเวียนอยู่ในชีวิตของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน และงานศิลปะร่วมสมัยในโลกนี้ ล้วนส่งอิทธิพลถึงกันอย่างแยกไม่ออก(และคิดว่าคงไม่มีประโยชน์นัก ถ้าจะพยายามแยกมันออกจากกัน)

ฉะนั้นเลยคิดจับมารวมกันด้วยประการฉะนี้

ว่างๆ ก็มาฟังเพลงกันนะ

วชิรา

Tuesday, November 28, 2006

ตายอย่างสงบเถิดความงาม ข้าพเจ้าจะเดินทาง!

HIP ชวนเขียนเรื่องเดินทาง
เป็นคอลัมน์ชวนๆ กันหมุนเวียนมาเขียน
พอดีมีเรื่องนี้ค้างคาอยูในใจ ได้ระบายออกมาก็โล่ง

กับทดลองใช้สรรพนาม 'ข้าพเจ้า' แทน 'ผม' ...ก็สนุกดี
รู้สึกว่าเสียดสี <ตัวเอง> ได้สนุกปากขึ้น


ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร HIP ฉบับที่ 24 เดือนตุลาคม 2549


HIP GuestHouse
ตายอย่างสงบเถิดความงาม ข้าพเจ้าจะเดินทาง!
วชิรา

ข้าพเจ้านั่งรอการมาถึงของใครบางคนจากเมืองหลวง ชะโงกหน้าชมความงดงามยามเย็นของดอยสุเทพเป็นระยะๆ ก่อนท้องฟ้าจะค่อยๆ หรี่แสง สถานที่แห่งนี้คือร้านอาหารเลื่องชื่อ ส้มตำหมูเกลือที่เพิ่งสั่งไปเมื่อราวห้านาทีก่อนยังเดินทางมาไม่ถึงบนโต๊ะ เพื่อนผู้นี้ของข้าพเจ้าก็เช่นกัน

ข้าพเจ้าไม่ได้สั่งเขามาจากกรุงเทพฯ เขาออกจากบ้านมาตามความตั้งใจของตัวเอง โดยไม่มีใครรู้เหตุผล

ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบ ที่การ ‘เดินทาง’ เกี่ยวดองกับการ ‘ท่องเที่ยว’ จนแทบกลายเป็นเนื้อเดียว (และบางเวลาเริ่มดองจนส่งกลิ่นเปรี้ยว!) รู้ตัวอีกครั้งก็เมื่อเราไม่พึงใจเรียกพนักงานขายของที่ต้องตระเวนขายไปตามจังหวัดต่างๆ ว่า ‘นักเดินทาง’ ไม่เรียกคนขับรถทัวร์ รถไฟ เรือ หรือเครื่องบิน ที่ตัวของเขาออกเดินทางจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งบ่อยกว่าใครๆ ในโลกนี้ด้วยคำๆ นั้น-พวกเขาไป ‘ทำงาน’ ไม่ใช่ ‘เดินทาง’ เราคิด
นักเดินทางเป็นอย่างไรกัน-ข้าพเจ้าคิด

ใช่หรือไม่ที่พวกเขาสะพายเป้บนร่างกายภายใต้เสื้อผ้าซอมซ่อ ดื่มด่ำกับสุราหลากรส หลงใหลยาเสพติด (ชนิดดูด) หลับนอนในเกสต์เฮ้าส์ราคาถูก ขี่จักรยานหรือเช่ามอเตอร์ไซค์ออกไปที่โน่นที่นี่พบปะผู้คนถ้องถิ่น ถกเถียงแลกเปลี่ยนกับคนต่างถิ่นพวกเดียวกัน จาริกไปตามถนนหนทางที่ไม่ค่อยมีผู้คน แสวงหาความหมายบางอย่างระหว่างการเตร็ดเตร่อยู่นอกบ้าน บ้างตั้งความหวังว่าจะค้นพบ ‘ตัวเอง’ ที่หล่นหายไปจาก ‘ตัวเอง’ อีกทอดหนึ่ง (หล่นไปได้อย่างไรไม่มีใครทราบ)
เพียงเท่านั้นหรือ-ข้าพเจ้าสงสัย

ฉากหลังคือเทือกเขาเย็นหนาว ละอองไอพวยพุ่งออกจากปาก ตลาดยามเช้า ร้านกาแฟเก๋ๆ สิ่งก่อสร้างดึกดำบรรพ์ พระเดินบิณฑบาต เด็กๆ เล่นกระโดดยางใต้ต้นไม้ คุณยายขายผักผลไม้ ชายชราเข็นรถขายไอติม สายน้ำเอื่อยไหล (‘กลิ่นไออากาศเย็นของดอยสุเทพ’ ในย่อหน้าแรกนั้นก็ด้วย) ข้าพเจ้ายังคงสงสัย ความงดงามเหล่านั้นประกอบกันเป็นความหมายของการเดินทางใช่หรือไม่

จินตนาการไกลเลยไปยังประเทศตะวันออกกลางหรือสามเมืองทางใต้ สงครามยังกรุ่น สถานการณ์ยังไม่คลาย กับระเบิดถูกโปรยฝังลงบนผืนแผ่นดิน ไม่เลือกข้างฝ่ายทหารหรือประชาชน จินตนาการถึงแขนขากระเด็นกระดอนโดยไม่รู้ตัว เสียงกรีดร้องที่คนขับเครื่องบินไม่มีวันได้ยิน โรงเรียนถูกถล่ม ครูอาจารย์ถูกฆ่า ห้างสรรพสินค้าถูกวางระเบิด จุดหมายเหล่านี้ไม่เหมาะกับการเดินทางใช่หรือไม่

การเดินทางช่างลำเอียง เลือกฉายแต่ภาพสวยสดงดงาม

ราวสี่เดือนก่อน ข้าพเจ้าตั้งใจเก็บเสื้อผ้า จากบ้านเกิดย้ายเมืองมาหลับนอนยังจังหวัดเชียงใหม่ ตามแหล่งพำนักอาศัยที่พึงหาพึ่งพาได้ ‘ตัวเอง’ ของข้าพเจ้าไม่ได้หล่นหาย จึงไม่สบโอกาสให้ออกตามหา ข้าพเจ้าเพียงฉวยความเอื้ออำนวยในการใช้ชีวิตและคว้าโอกาสในการโยกย้ายถิ่นที่อยู่ก็เท่านั้น
การขับรถยนต์ส่วนตัวเป็นวิธีและพาหนะที่ข้าพเจ้าเลือกใช้

ราวปลายเดือนพฤษภาคม ข้าพเจ้าจึงได้โลดแล่นอยู่บนถนนหลวง เวลากว่าแปดชั่วโมงกับระยะทางราวเจ็ดร้อยกิโลเมตรทำให้ข้าพเจ้าค้นพบความเพลิดเพลินบนความอ่อนล้าจากการออกเดินทางในวันนั้น
และค้นพบโศกนาฏกรรมในคราวเดียวกัน

นานมาแล้ว ที่หน้าจอโทรทัศน์ ข้าพเจ้าเคยได้ยินเสียงสะอื้นคร่ำครวญจากบางคนถึงการจากไปของแม่กวางในสารคดีชีวิตสัตว์ ภาพการพยายามหลบหนีหัวซุกหัวซุน จบลงที่ร่างไร้ชีวิตขณะถูกกรงเล็บเสือตะปบเข้าที่ซอกคอนั้นยังคงตราตรึง เจ้าของเสียงนั้นคร่ำครวญว่าแม่กวางช่างโชคร้าย ต้องตกเป็นเหยื่อแม่เสือ (ข้าพเจ้าสันนิษฐานเอาเองให้เป็นเพศเดียวกัน) และจบลงด้วยการตีโพยตีพายก่นด่าช่างกล้องผู้บันทึกภาพว่าน่าจะมีเมตตายื่นมือเข้าช่วยเหลือ

ถ้าช่วย แม่กวางอาจรอด-เธอว่า
ฝ่ายข้าพเจ้ารำพึงในใจว่าถ้าแม่กวางรอด แล้วแม่เสือตัวนั้นจะกินอะไร ไม่ช้าไม่นานแม่เสือ (และลูกเสือ) ย่อมต้องอดตาย
ชีวิตประกอบขึ้นด้วยความตาย-ข้าพเจ้าพยายามทำความเข้าใจความหมายนั้น

บนเส้นทางถนนหลวง มักปรากฏซากหมานอนตัวแข็งทื่อที่ฟากใดฟากหนึ่งของถนน บ้างมีฝูงแมลงวันกลุ้มรุมดื่มกิน บ้างศพยังหมาดๆ คราบเลือดยังไม่เหือด

หมาไม่ใช่กวางและคนไม่ใช่เสือ ขณะเดียวกันรถก็ไม่ใช่อาวุธ หมาจึงไม่ใช่อาหารและคนเราไม่มีความจำเป็นอันใดต้องขับรถชนหมาเพื่อล่าเนื้อมากิน ศพหมาตายตามรายทางจึงไม่คล้องจองกับเหตุการณ์แม่กวางแต่อย่างใด

แม้ข้าพเจ้าจะไม่รักหมาขนาดชักชวนกันนอนร่วมเตียง แต่ก็ไม่ค้นพบเหตุผลของการมีสิทธิ์ขับรถชนหมาตายบนโลกใบนี้

อุบัติเหตุ-คำวิเศษที่ช่วยให้ทุกอย่างมีทางออก
ป้องกันได้ ถ้าไม่ประมาท-ข้าพเจ้าโน้มเอียงไปทางวิธีนี้มากกว่า

ข้าพเจ้าไม่เห็นความจำเป็นต้องคร่าชีวิตผู้อื่น จึงพยายามเลี่ยงการฆาตกรรมหมู่หมาด้วยการเพิ่มความระมัดระวัง แต่ข้าพเจ้าอาจลืมไปว่าสิ่งสามารถ ‘เสีย’ ชีวิตบนถนนด้วยน้ำมือของมนุษย์หน้าโง่อย่างข้าพเจ้าใช่จะมีแต่หมา ยังมีแมลงต่างๆ นานาอีกนับชนิดไม่ถ้วน

และมีผีเสื้อ!

ช่วงรอยต่อจังหวัดกำแพงเพชรกับจังหวัดตาก และจากจังหวัดตากถึงจังหวัดลำปาง เป็นสถานที่เกิดเหตุ ข้าพเจ้าเดินทางมาอย่างเพลิดเพลินแต่อ่อนล้าและคร่ำเคร่งกับการพยายามไม่ชนหมา โดยไม่ทันสังเกตฝูงผีเสื้อโบกปีกโบยสะบัดผ่านหน้า เชื่องช้า แช่มช้อย ลวดลายสีเหลืองละลานตา

สัตว์น้อยแสนสวย สัญลักษณ์แห่งความฝันและจินตนาการหวามไหวถูกข้าพเจ้าปลิดชีพลงคาที่ ซากชีวิตติดกระจังหน้ารถไม่หลงเหลือความแช่มช้อย

ข้าพเจ้าเสียใจ-และรู้สึกราวกับเป็นนักดาบเลินเล่อที่ไม่ระวังคมดาบของตัวเอง
ในช่วงเวลาต่อจากนั้น ข้าพเจ้าคิดถึงการมีชีวิตโดยไม่เบียดเบียน คิดถึงการเดินทางที่จะไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อชีวิตอื่น
แต่ไม่พบคำตอบ

ฟ้ามืดแล้ว ข้าพเจ้าจึงไม่สามารถดื่มด่ำความงดงามของดอยสุเทพได้อีก แต่ก็เป็นเวลาที่ส้มตำหมูเกลือเดินทางมาถึงพอดี ทันทีที่ลิ้นลิ้มรสอร่อย ข้าพเจ้าอดคิดถึงหมูตัวที่ต้องเสียชีวิตและเสียงขูดข่วนบนผิวเนื้อมะละกอจนสลายกลายเป็นชิ้นฝอยไม่ได้

แม้ข้าพเจ้าจะไม่นิยมการคร่าชีวิต แต่การอยู่ต่อของข้าพเจ้าบนโลกใบนี้ก็จำต้องยืมมือผู้อื่น
ข้าพเจ้าไม่อาจไม่มีชีวิต ขณะเดียวกันก็ไม่อาจหยุดเดินทาง
ข้าพเจ้าจึงทำได้เพียงใคร่ครวญถึงความตายของฝูงผีเสื้อผ่านชิ้นเนื้อของชีวิตหมูและฝอยมะละกอที่จะช่วยยืดชีวิตของข้าพเจ้าออกไปได้อีกค่ำคืน

ขณะรอคอยการมาถึงของ ‘นักเดินทาง’ อีกผู้หนึ่ง