Monday, June 30, 2008

ล้อมวงคุย

ขออภัยที่หายไปนาน ช่วงที่ผ่านมามีโอกาสออกไปเดินทาง
เดี๋ยวคงได้เล่าสู่กันฟัง ^^

กลับมาแล้วก็ยังแขวนอยู่ที่กรุงเทพฯ สักพัก มีโอกาสได้ไปงาน 'ล้อมวงคุย' ที่หน้าร้านประตูสีฟ้า (ร้านหนังสือขนาดเล็กน่ารัก ที่ลานจอดรถเอกมันซอย 10 นี่เอง) ล้อมวงคุยคิดงานของพี่ชาติ กอบจิตติ ในโอกาสที่แกออกหนังสือเล่มใหม่ ชื่อเดียวกับชื่องาน และถือจังหวะจัดงานระลึกถึง 'พันธุ์หมาบ้า' ครบรอบยี่สิบปี! ไปพร้อมๆ กัน

เวลาผ่านไปเร็วจริง หนังสือเล่มหนึ่งเดินทางมาถึงยี่สิบปีแล้ว!
(ทราย เจริญปุระ บอกว่าอ่านครั้งแรกตอนอายุ 8 ขวบ!!!!)

ที่งานบรรยากาศน่ารักมาก คนอุ่นหนาฝาคั่ง ทั้งแฟนหนังสือ นักข่าว พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ นักเขียน เข้าใจว่าทุกคนเป็นแฟนผลงานของพี่ชาติ เวลาคนที่ชอบอะไรเหมือนๆ กันมาอยู่รวมกัน เห็นแล้วก็น่ารักดี เสียดายที่ไม่ได้พกกล้องไปด้วย เลยไม่มีรูปมาลงให้ดู (ปกติไม่เคยไม่พกเลย วันนั้นลืมจริงๆ) เสร็จงานกลางวันแล้วก็ยังไม่จบ ไปต่อกันที่โอลด์เล้งอีก สนุกมาก มีพี่ๆ ตามมากันอีกเพียบ

ได้ข่าวแว่วๆ มาว่า ยี่สิบปีพันธุ์หมาบ้านี้ยังไม่เลิกง่ายๆ จะมีจัดงานอีกครั้งวันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม ที่ Cosmic Cafe RCA คราวนี้เป็นหมวดพูดคุยกับนักร้องร่วมสมัย (ถ้าจำไม่ผิดคิดว่ามี เป้ Slur กบ Big Ass แล้วก็ตุลย์ อพาร์ตเม้นท์) อาจได้ไปโผล่แถวๆ นั้นด้วยเหมือนกัน ยังไงจะแจ้งข่าวอีกทีนะ
; )

โพรง (3): จุดนัดพบ (1)

โพรง
เรื่องและภาพประกอบโดย วชิรา

www.rabbithood.net

จุดนัดพบ (1)

เมื่อไม่นานมานี้ สุภาพบุรุษท่านหนึ่งจากกรุงเทพมหานครเดินทางมาเชียงใหม่ จะประกอบด้วยเหตุผลอะไรอื่นหรือไม่นั้นผมเองก็ไม่ทราบ ทราบแต่ว่าเขาติดต่อขอนัดพูดคุย คล้ายเป็นการเสวนากาแฟ ว่าด้วยเรื่องเชียงใหม่

เขาตั้งข้อสงสัยว่า ‘ทำไมใครๆ ก็มาเชียงใหม่’ อันนำไปสู่ความห่วงไยว่าเมืองหลวงของภาคเหนือแห่งนี้จะ ‘เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร’
ผมได้รับการชักชวนในฐานะพลเมืองหน้าใหม่ที่เพิ่งย่างเท้ามาหมาดๆ (สองปีเต็ม สิ้นเดือนพฤษภา 2551)

วงเสวนาลูกมะเกี๋ยง (มีแต่ลูกมะเกี๋ยงสีม่วงเข้ม รูพรุน ไม่มีน้ำ ไม่มีกาแฟ) ประกอบด้วยพี่ๆ อีกสามท่าน ทั้งที่เกิดที่นี่และโยกย้ายมาแต่เก่าก่อน ทั้งในสายงานวิชาการ สิ่งแวดล้อม และศิลปวัฒนธรรม ผมขออนุญาตไม่เอ่ยนาม เพราะไม่ได้ขออนุญาตไว้ก่อน ทั้งสิ่งที่จะเขียนต่อจากนี้ก็ล้วนเป็นมุมมองส่วนตัวของผมคนเดียวเท่านั้น

ทำไมใครๆ ก็มาเชียงใหม่

การมาของคนต่างถิ่นนั้นไม่น่าจะใช่เรื่องแปลก ทั้งการออกไปของคนท้องที่ก็เช่นกัน ผมคิดว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาเมื่อมองในฐานะมนุษย์ตาดำๆ ที่แรงขับ (ผลัก) ของการดำเนินชีวิตแตกต่างกันไปตามภูมิหลัง การศึกษา สังคม สภาพแวดล้อม และสภาพเศรษฐกิจ

ถ้าถอยหลังออกมามองให้กว้างขึ้นอีกนิด แรงขับของมนุษย์ตาดำเหล่านั้น ไม่น่าจะเกิดขึ้นจากลำพังในระดับส่วนบุคคล แต่น่าจะเคลื่อนไหวอยู่บนทิศทาง นโยบาย และแผนการที่ออกมาจากส่วนปกครองต่างๆ ทั้งในรูปการบริหารส่วนราชการและการท่องเที่ยว ทั้งในระดับประเทศและในระดับหมู่บ้าน

ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้ ถ้าไม่สังเกตหรือให้ความสนใจก็อาจมองเลยไปได้สบายๆ เหมือนลูกจ้างที่ไม่เคยขั้นตอนการทำงานของเจ้านาย

เราจึงเห็นเพียง ‘จุดขาย’ ทางวัฒนธรรมต่างๆ นานาที่ทั่วโลกพร้อมจะ ‘ขาย’ หรือ ‘ให้บริการ’ อันนำมาซึ่งเม็ดเงินจำนวนมหาศาล ถือเป็นการลงทุนที่ประหยัดที่สุดกับทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมท้องถิ่น

นี่ยังไม่รวมการใช้จ่ายทรัพยากรบุคคลซึ่งเป็นกลไกหลักสำคัญในการขับเคลื่อน

ไม่มีอะไรเสียหายหรอกครับ ไม่ว่าจะเล่นน้ำสงกรานต์ ให้ของขวัญในวันคริสต์มาส ปล่อยโคมคืนลอยกระทง เวียนเทียนวันวิสาขะ ให้ดอกกุหลาบวันวาเลนไทน์ กินขนมเทียนวันตรุษจีน แต่งผีคืนฮาโลวีน ฟ้อนโชว์ในร้านอาหาร หรือจะสาธิตวิธีการทำร่ม แกะไม้ ถ้าไม่ได้สนใจแต่ลำพัง ‘เม็ดเงิน’ เพียงอย่างเดียว จนเกิดภาพปลอมๆ ของประเพณีและวัฒนธรรมเพื่อการท่องเที่ยวอย่างที่เห็นกันอยู่ทุกวี่วัน

เมืองไหนที่ดูดวิญญาณนักท่องเที่ยวได้มาก ก็มีแนวโน้มที่คนจะแห่แหนกันมามากขึ้น ทั้งยอมมาให้ดูดและอยากเป็นผู้ดูด

ผมคิดว่าความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่เกิดขึ้นตรงนี้
เป็นเสมือนจุดนัดพบ

เมื่อผสมผสานกับแรงขับภายในส่วนบุคคล จึงเกิดเป็นปรากฏการณ์โยกถิ่นย้ายฐานที่เห็นกันอยู่ (และกลายเป็นข้อสงสัยบนความห่วงไยให้สุภาพบุรุษท่านนั้นดั้นด้นมาจากกรุงเทพมหานครเพื่อพูดคุย) เป็นความคล้องจองของทัศนคติ วิถีชีวิต ลักษณะนิสัย รสนิยม ความทะเยอทะยาน หรืออาจเป็นความเบื่อหน่าย

จำเพาะกันที่หมวดโยกย้าย ผมค่อนข้างตื่นตาตื่นใจที่เห็นความแตกต่างชนิดสุดขั้วมาอยู่รวมกัน ทั้งจากนักธุรกิจ (ใหญ่-เล็ก) จากนักคิด นักเขียน ศิลปินหลากหลายแขนง (เล็ก-ใหญ่) จากนักเรียนนักศึกษา และจากชาวต่างชาติ จะมีกี่เมืองในโลกที่สามารถดึงดูดคนหลากหลายสาขาอาชีพมารวมตัวกันในปริมาณมากมายได้ขนาดนี้
ที่แพ้ภัยตัวเองเก็บกระเป๋าม้วนเสื่อกลับบ้านก็มาก โดยเฉพาะกับภาคธุรกิจ (อันนี้พี่ๆ ที่อยู่มาก่อนเล่าให้ฟัง) ที่ลงหลักปักฐานจริงจังก็ไม่น้อย ที่เตรียมหาลู่ทางอพยพย้ายต่อไปที่อื่นๆ ก็ดูเหมือนจะมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ

โดยส่วนตัว ผมได้ข้อสรุปหลังวงสนทนาลูกมะเกี๋ยงว่าเหตุผลที่ชอบเชียงใหม่เป็นเพราะบรรยากาศ ขนาดของเมือง และพลังงานจากคนรอบข้าง การได้เห็นภูเขาทุกวัน การเดินทางไปไหนมาไหนด้วยระยะเวลาสั้นๆ ทั้งกิจธุระในเมืองหรือออกไปเที่ยวเล่นรอบนอก ทำให้สามารถจัดการ ‘เวลาจริง’ ของการใช้ชีวิตได้มากกว่า องค์ประกอบที่พอเหมาะของความเป็นเมืองและธรรมชาติ อัธยาศัยของผู้คนที่ไม่ขึงขังจนอึดอัด ขนาดสังคมของคนที่มีความสนใจใกล้เคียงกัน กลุ่มเพื่อนหลากชาติหลายเผ่าพันธุ์ที่แวะเวียนกันมาและผ่านไป องค์ความรู้หลากหลายที่ปราชญ์หลายๆ ท่านเผยแพร่เอาไว้

อาจฟังดูสายลมแสงแดด แต่ผมคิดว่าเชียงใหม่เข้มข้นกว่านั้น
มันเป็นเรื่องของจริตคุณภาพชีวิต


(โปรดติดตามเรื่องความเปลี่ยนแปลง ฉบับหน้า!)

ทะลุหูขวา (14): PORTISHEAD


ทะลุหูขวา [Fall On Deaf Ears]
text and artwork by RabbitHood

www.rabbithood.net

{artist}
PORTISHEAD

PORTISHEAD อาจไม่ใช่วงที่คิดค้นดนตรี Trip-Hop แต่ก็ถือว่าอยู่ในหมวดหมู่ของวงดนตรีที่ทำให้ Trip-Hop ได้รับความนิยมในยุคแรกๆ โดยเฉพาะในอเมริกา เกาะหลัง Massive Attack และ Tricky มาติดๆ แม้จะไม่ฉึกฉักอย่าง Massive Attack หรืออวองการ์ดเท่า Tricky แต่ดนตรีของ PORTISHEAD ก็มีเสน่ห์ของบรรยากาศหม่นเศร้าชวนหลงไหล มีความ ‘เหมือนจะป็อป’ ที่ล้มล้างโครงสร้างเดิมๆ ของเพลงแบบ ‘มหาชนนิยม’ ด้วยการ‘ทดลอง’ต่างๆ นานา สิ่งนี้เองทำให้เพลงของพวกเขาแพร่หลายกว้างขวางโดยเฉพาะในหมู่คนช่วงวัย 30

อัลบั้มแรก Dummy ออกมาในปี 1994 ได้รับการตอบรับอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ทั้งจากนักวิจารณ์ โพลสำนักต่างๆ และผู้ฟังในอังกฤษ ก่อนจะขยับขยายไปโด่งดังในอเมริกา ด้วยยอดจำหน่าย 150,000 แผ่น ทั้งที่วงยังไม่ได้ไปทัวร์อเมริกา Dummy ได้รับรางวัล Mercury Music Prize ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้กับอัลบั้มยอดเยี่ยมแห่งปีของอังกฤษและไอร์แลนด์ เฉือนเอาชนะวงอื่นๆ ในปีเดียวกันอย่าง Oasis (Definitely Maybe), Supergrass (I Should Coco), Tricky (Maxinquaye), PJ Harvey (To Bring You My Love), Van Morrison (Days Like This) ฯลฯ (วงอื่นๆ ที่ได้รับรางวัลเดียวกันนี้ในปีอื่นๆ ก็เช่น Primal Scream–Screamadelica (1992), Suede–Suede (1993), Pulp–Different Class (1996), Badly Drawn Boy–The Hour of Bewilderbeast (2000), Franz Ferdinand–Franz Ferdinand (2004), Arctic Monkeys–Whatever People Say I Am, That's What I'm Not (2006), Klaxons–Myths of the Near Future (2007) และในสองปีถัดมาก็ปรากฏวงดนตรีที่ละม้ายคล้ายคลึงกันออกมาให้เห็นเกลื่อนกลาด ขณะที่ PORTISHEAD เก็บตัวเงียบจากชื่อเสียงรางวัลเพื่อทำอัลบั้มที่สองต่อไป

ชื่อ PORTISHEAD มาจากชื่อเมืองท่าทางตะวันตกของ Bristol ประเทศอังกฤษ (ห่างออกไป 13 ก.ม.) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1991 ประกอบด้วย Geoff Barrow ซึ่งทำงานอยู่ที่ Coach House Studio และเป็นที่ที่ Barrow ได้พบกับ Massive Attack และ Tricky ต่อมาหน้าที่การงานทำให้ Barrow ได้พบกับ Beth Gibbons ซึ่งขณะนั้นร้องเพลงอยู่ในผับต่างๆ หลังจากนั้นทั้งสองก็เริ่มทำงานเพลงด้วยกัน โดยมีกำลังสำคัญอีกคนคือ Adrian Utley นักกีตาร์แจ๊ซที่เคยเล่นให้กับ Big John Patton และ The Jazz Messengers มาก่อน

ก่อนที่จะออกอัลบั้มแรก สมาชิกทั้งสามของ PORTISHEAD เขียนบทหนังสั้น To Kill a Dead Man เพื่อการระลึกถึงหนังสายลับในยุค 60 Barrow, Gibbons และ Utley ทั้งแสดงและทำเพลงประกอบกันเองจนเตะตาค่าย Go! Records และเซ็นสัญญากันในเวลาต่อมา

ทั้ง Barrow และ Gibbons เป็นมนุษย์จำพวก ‘อายสื่อ’ ช่วงแรกๆ Gibbons จึงปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ใดๆ ทั้งสิ้น ส่งผลให้คนฟังทั่วไปไม่รู้จัก PORTISHEAD ผ่านสื่อต่างๆ เลย ทั้งที่สื่อเหล่านั้นต่างชื่นชอบผลงานของพวกเขามาก แต่ไม่นาน ค่ายและวงก็พัฒนากลยุทธ์การตลาดของตัวเองอย่างชาญฉลาด พวกเขาเลือกใช้วิธีการบันทึกจุดเด่นของวงซึ่งก็คือ ‘บรรยากาศ’ แล้วค่อยนำออกสู่สื่อ หลังจากนั้นความนิยมก็ล้นหลามตามมา

อัลบั้มที่สองชื่อเดียวกับวง Portishead ออกมาในปี 1997 ใช้วิธีอัดสดและนำไปบันทึกลงแผ่นไวนิลอีกที ซึ่งทำให้เกิดลักษณะเสียงเสียงแตกๆ สากๆ (อัลบั้มนี้ติด Top Ten ชาร์ตใน UK) และ Roseland NYC Live อัลบั้มบันทึกการแสดงสดกับวงเครื่องสาย New York Philharmonic Orchestra ก็คลอดในปีถัดมา (พร้อม DVD) จากนั้นในปี 1999 สมาชิกในวงก็ต่างแยกย้ายไปทำงานของตัวเอง พวกเขากลับมารวมกันอีกครั้งในปี 2005 ด้วยการแสดงสดครั้งแรกในรอบ 7 ปี เพื่องาน Tsunami Benefit Concert ใน Bristol และทำอัลบั้มที่สาม Third ซึ่งห่างจากอัลบั้มที่สองถึง 10 ปีเต็ม ทั้ง 11 เพลงในอัลบั้ม Third เคยถูกนำไปเปิดในวิทยุอินเทอร์เน็ต Last.fm (ก่อนที่อัลบั้มจะออกวางขาย) ปรากฏว่ามีผู้ฟังทั้งสิ้น 327,000 คนภายในระยะเวลา 24 ชั่วโมง

เพลงของ PHEAD (ชื่อเล่น) เหมาะอย่างยิ่งที่จะฟังคนเดียวหรือในหมู่คณะที่รู้สึกว่าต่างคนต่างอยู่คนเดียว

ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ http://www.portishead.co.uk/

*ภาพประกอบจากในปกอัลบั้ม Third

Tempted in our minds.Tormented inside lie.Wounded and afraid.Inside my head.Falling through changes.

SONG: SILENCE

Thursday, June 12, 2008

why?


วันหนึ่งไปบ่อน้ำ พบช่างไม้
ได้ยินเขาฮัมเพลงนี้

Why do birds suddenly appear
Every time you are near?
Just like me, they long to be
Close to you ...

Sunday, June 8, 2008

กระต่ายออมสิน


ได้รับกระต่ายออมสิน (สวยงามมากกก) มาจากเจ้าของร้าน 'ดื่ม' JJ เชียงใหม่
ที่จริงก็ไม่ค่อยได้ไปดื่มร้านเขาบ่อยนัก วันนั้นบังเอิญไปซื้อต้นไม้แถวๆ นั้น
และบังเอิญไปนั่งดื่มน้ำที่ร้านเขา ตอนเย็นๆ เดินเล่นไปมาในร้านเห็นกระต่ายตัวนี้เข้า
เลียบๆ เคียงๆ ว่าซื้อที่ไหน เพราะอยากได้กระปุกออมสินมานานแล้ว
ถามไปถามมา เขาเลยใจดียกให้ ทั้งที่ไม่ได้สนิทกัน
พร้อมเหตุผลว่า 'คงดูแลมันดี เพราะเห็นว่าชอบ'
รับของเขามาแล้ว (หยอดกระปุกเต็มแล้วด้วย ตอนนี้กระต่ายตัวหนักอึ้ง) ก็จะรักษาสัญญา ก็ว่าจะดูแลอย่างดี

ขอบคุณอีกครั้งนะครับ ^^

Friday, June 6, 2008

NYMPH / NO MORE BELTS' HAPPENING


มีสองงานของเพื่อน ขออนุญาตเอามาแปะไว้
งานแรกเป็นนิทรรศการภาพวาดของนวล-นวลตอง ประสานทอง ชื่อ NYMPH
จัดที่ J Gallery @ 4fl. J-Avenue ทองหล่อ
ตั้งแต่ 12-25 มิถุนายนนี้ (สั้นมาก ขอบอก)
มีงานเปิดวันที่ 12 ตอนหกโมงเย็น ใครว่างๆ ขอเชิญไปชมกัน
ลองเข้าไปดูรายละเอียดอื่นๆ ได้ที่นี่
www.jgallerybangkok.com

นวลเคยวาดรูปให้ 'งานหู' ด้วย ถ้านึกไม่ออกลองกลับไปดูที่นี่นะ (สวยมาก)
http://iamvajira.blogspot.com/2007/09/fall-on-deaf-ears-september-2007.html

............

อีกงานเป็นของพี่วิภว์ แห่ง Happening
เป็นคอนเสิร์ตใหญ่ (เข้าใจว่าครั้งแรกของ happening) ที่จัดร่วมกับ No More Belts (ของคุณ หนึ่ง Sleeper One) มีศิลปินทุกคนในค่าย No More Belts และร่วมด้วย friday, scrubb และ Crescendo

งานมีวันที่ 14 มิถุนายนนี้แล้ว!

ได้อีเมลมาจากพี่วิภว์สองฉบับ ตัดทอนแล้วได้ความว่า...งานนี้ไร้สปอนต์เซอร์ จึงหวังให้คนรักดนตรีช่วยสนับสนุนกันหน่อย ขอกระซิบดังๆ ว่าบัตรคอนเสิร์ตนี้จะแถมเพลงพิเศษถึง 8 เพลงด้วยนะ พร้อมทั้งมีมีลิงค์ you tube มาให้ดู เป็นลิงค์โปรโมตคอนเสิร์ต No More belts happening นั่นเอง ไม่อยากจะคุยมาก ...แต่ขอกระซิบก่อนให้ชมว่าในคลิปนี้มีคนดังๆ อย่าง ติ๊ก เจษฎาพร, ตูน บอดี้สแลม, ดีเจก้อย รัชวิน, วีเจ วุ้นเส้น อยู่ในนั้นด้วย!!!
ลองเข้าไปดูนะครับว่าพวกเขาจะมาทำอะไรกัน

http://www.youtube.com/watch?v=j8Bw-yknIek

ถ้าสนใจรายละเอียดของงานนี้ คลิกเข้าไปอ่านได้ที่นี่ครับ
http://www.happeningnow.net/index.phpoption=com_content&task=view&id=128&Itemid=55

งานนี้ทำเพื่อเพื่อนครับผม ;-)
วิภว์

ใครว่างๆ และสนใจก็ขอฝากชวนด้วยอีกคนนะครับ ทั้งสองงานเลย
เราจัดงานเองก็รู้อยู่ ว่าเวลาที่ไม่มีสปอนเซอร์นั้น หนักหนาสาหัสขนาดไหน
คงได้พบกันนะ ^^

Tuesday, June 3, 2008

The Invention of Hugu Cabret by Brian Selznick


อ่านจบไปพักนึงแล้วน่ะ แต่เพิ่งเอามาลง อยากชวนให้ลองอ่านดู สนุกดี ทั้งเรื่องและวิธีการ ภาคภาษาไทยชื่อ 'ปริศนามนุษย์กล ของ อูโก้ กาเบรต์' แปลโดยคุณ ปิยณัฐ รัตนเดช เป็นเรื่องของเด็กคนหนึ่งอาศัยอยู่ในสถานีรถไฟ แล้วต้องตามไขปริศนาที่โยงไปถึงพ่อของตัวเอง

เนื่องจากคุณ ไบรอัน เซลนิค (ชาวอเมริกัน) เป็นทั้งนักเขียนและนักวาดภาพประกอบสำหรับเด็ก หนังสือเล่มนี้จึงผสมปนเปกันทั้งเรื่อง ภาพ และสตอรี่บอร์ดแบบภาพยนตร์! (ถ้าเป็นภาษาปัจจุบันก็ว่า...ปนกันได้อีกกกกกก...)

เอาล่ะลองอ่านดูนะ น่ารักดี
อ้อ เข้าไปชมที่นี่ก่อนก็ได้ หรูหราอลังการเชียว

http://www.theinventionofhugocabret.com/index.htm

Tuesday, May 13, 2008

FALL ON DEAF EARS: MAY 2008


สวัสดี
หายกันไปหนึ่งเดือน หลังจากงาน THANKSGIVING ใน ACTION PARTIES#2 เมื่อต้นเดือนเมษา หวังว่าคงสบายดี

เขียนมาแจ้งข่าวว่าขอ 'งด' งานหู อีกหนึ่งเดือน (พฤษภาคม) เนื่องจากติดภารกิจคั่งค้าง ยังไม่หนีหายไปไหน เสร็จอีกงานเมื่อไหร่ จะรีบกลับมาจัดอีกครั้ง ; )

ช่วงนี้อากาศแปรปรวน เพื่อนๆ เชียงใหม่บ่นว่าฝนมาเร็วไป ยังไม่ถึงเวลาประกอบกับภัยพิบัติในพม่าและจีน ผู้คนล้มตายมากมาย ฟังแล้วก็น่าสะเทือนใจ อยู่กันทางนี้ก็รักษาเนื้อรักษาตัว ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นอีกบ้างยิ่งเห็นสภาพการเมืองยิ่งขนลุก เกรงว่าอนาคตของบ้านเมืองจะไม่สีทองผ่องอำไพเสียแล้ว

เดือนนี้ไม่มีโปสเตอร์ เลยส่งรูปถ่ายจากวิวหลังบ้านมาให้ถ่ายไว้ช่วงวันที่อากาศแปรปรวน พายุเริ่มมา บริเวณที่เห็นหมู่เมฆปกคลุมอยู่นั้น แต่เดิมเห็นเป็นภูเขาขนาดมหึมา

ขอให้สุขภาพแข็งแรง
แล้วพบกัน; )
วชิรา
เชียงใหม่
There will be NO Fall On Deaf Ears in May
sorry ; (
take care and see you guys soon
vajira
CM

Monday, May 12, 2008

Thursday, May 8, 2008

โพรง (2): โปรดติดตามเทศกาลต่อไป


สำหรับท่านที่เข้ามาช่วงสงกรานต์แล้วพบสี่สาวในชุดสไบ
นี้คือที่มา...
^^

โพรง
เรื่องและภาพประกอบ โดย วชิรา

โปรดติดตามเทศกาลต่อไป

เทศกาลสงกรานต์ที่เชียงใหม่นั้น เล่าลือกันว่าสนุกสนานนักหนา ถือเป็นสถานที่อันดับต้นๆ ของประเทศที่ผู้คนจากทั่วทิศหลั่งไหลมาเที่ยวเล่น

สิ่งที่ผมชอบที่สุดเกี่ยวกับเทศกาลไม่ว่าที่ไหน คือการได้เห็นพลังงานของคนจำนวนมากเหนี่ยวแน่นอยู่กับ ‘พื้นที่’ พวกเขาอยู่ ทั้งคนที่พำนักอาศัยเป็นพื้นเพ ทั้งคนที่แวะเวียนมาทักทายชั่วคราว ยิ่งถ้าเป็นเทศกาลจำพวกแห่งชาติหรือแห่งเมือง ก้อนความรู้สึกร่วมของผู้คนยิ่งมีขนาดใหญ่ตามเป็นเงา

หลายครั้งไม่เคยรู้ที่มาของเทศกาลต่างๆ เหล่านั้นด้วยซ้ำ

ความประทับใจบรรยากาศรอบคูเมืองเมื่อครั้งสงกรานต์ปีที่แล้ว (พ.ศ.2550) อันเป็นสงกรานต์แรกอย่างเป็นทางการของผมที่เชียงใหม่ ยังอิ่มเอมไม่รู้ลืม จนทำให้ปีนี้ (พ.ศ.2551) ตั้งใจหนักแน่นว่าจะลองไม่ออกไปเล่นน้ำบ้าง นึกอยากฉวยเวลาให้เป็นช่วงพักผ่อนและเตรียมงานใหม่ในขณะที่ยังอิ่มเอมดีอยู่

จนในคืนวันที่ 11 เมษายน ก่อนวันสงกรานต์จริงสองวัน ผมบังเอิญเห็นภาพแปลกตาตีพิมพ์อยู่ในหน้า SPOTLIGHT (เขียนโดยคุณ Anchalee Kongrut) ของหนังสือพิมพ์ Bangkok Post ฉบับวันที่ 2 เมษายน ซึ่งสันนิษฐานว่ามีคนอ่านแล้ววางทิ้งไว้ในสตูดิโอเล็กๆ ด้านหน้าร้าน See Scape

ภาพนั้นเป็นภาพของนักร้องสาวคณะ Girly Berry ใส่ชุดไทยสไบเฉียง มือคล้องมาลัย
ถือเครื่องหอมและผ้าพับ ขณะที่มุมบนด้านซ้ายมีภาพของนักร้องคณะเดียวกันนี้ใส่กระโปรงสั้นเสื้อรัดโชว์สะดือตามแบบฉบับดั้งเดิมของพวกเธอ พร้อมคำโปรยตัวเบ้อเริ่มว่า ‘Culture clash?’ เนื้อความโดยสังเขปว่าเป็นแคมเปญจากกระทรวงวัฒนธรรมเพื่อรณรงค์และเรียกร้องให้วัยรุ่นไทยแต่งตัว ‘เหมาะสม’ กับการออกไปเล่นน้ำ ขณะเดียวกันก็มีเจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญทางวัฒนธรรมออกมาแสดงความเห็นว่าการใช้ภาพลักษณ์ของ Girly Berry เพื่อโปรโมทการแต่งตัวให้เหมาะสมนั้น ‘เหมาะสม’ จริงหรือ แถมพ่วงด้วยการตั้งคำถามว่าการที่กระทรวงวัฒนธรรมใช้จ่ายเงินทองไปกับแคมเปญ ‘ผิวเผิน’ แบบนี้นั้นเหมาะสมหรือไม่ หรือแท้จริงแล้วควรนำเงินไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างอื่นในทางวัฒนธรรมมากกว่า

ผมนั้นไม่ติดขัดใดๆ กับข้อถกเถียง ไม่ขัดตากับ Girly Berry ในเครื่องทรงแบบไทยโบราณ เพราะเห็นว่าแปลกตาและน่า
รักดี ทั้งยังไม่ขัดแย้งกับผู้เชี่ยวชาญทางวัฒนธรรมทุกท่าน เพราะไม่มีความรู้ทางวัฒนธรรมใดๆ ไปถกเถียงด้วย เพียงประทับใจสุดซึ้งกับวิธีคิดที่ออกจากกระบอกเสียงของกระทรวงฯ ว่า “นี่เป็นวิธีประชาสัมพันธ์แบบใหม่ที่ไม่ ‘สั่งสอน’ แต่ใช้วิธี ‘แสดงตัวอย่าง’ ให้เห็น” ตอกย้ำตามมาอีกระลอกว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องของการแต่งตัวเท่านั้น แต่เป็นเรื่องการ ‘เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม’ ถ้า Girly Berry สามารถเปลี่ยนแปลงได้ วัยรุ่นทั้งหลายก็จะเปลี่ยนตาม”

ช่างเป็นกลยุทธ์ที่แยบคายอะไรเช่นนี้! ผมเปลี่ยนใจในนาทีนั้น เตรียมออกไปสังเกตุการณ์ในวันรุ่งขึ้นด้วยใจระทึก

ผู้คนและนักท่องเที่ยวทั้งหลายคงแต่งตัวสุภาพเรียบร้อย ไม่แน่ วัยรุ่นส่วนใหญ่อาจใส่ชุดไทยออกจากบ้านตามภาพนักร้องในดวงใจของพวกเขา ถนนหนทางคงปราศจากเครื่องดื่มมอมเมา การเล่นน้ำคงละมุนละม่อมอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยใน ‘กรอบประเพณี’ อันดีงาม เสียงดนตรีไทยเดิมคงลอยละล่องผ่านช่องอากาศเข้ากระทบรูหูอย่างพินอบพิเทา

วันรุ่งขึ้น ผมและชาวคณะออกจากละแวกนิมมานเหมินทร์ที่พักอาศัย เดินลัดเลาะผ่านซอยกรรไกรทองไปยังบริเวณด้านหน้ากาดสวนแก้ว อันได้ข่าวเลื่องลือมาจากปีที่แล้วว่าสนุกสนานดีไม่แพ้คูเมือง เราเดินดุ่มกันไปแบบไม่มีอุปกรณ์ ซึ่งอันที่จริงผมก็นึกอยากเล่นน้ำกับคนอื่นเขาบ้าง ถ้าไม่บังเอิญไปเห็นข่าวที่ชาวบ้านทะเลาะกันเรื่องไม่มีน้ำใช้เมื่อหลายวันก่อนในหน้าหนังสือพิมพ์ (จำฉบับไม่ได้แล้ว ขออภัย)

เอาน่า เทศกาลสนุกสนานแห่งชาติ แก้เขินด้วยการเดินเฉยๆ ไม่พกน้ำไปราดคนอื่นก็คงพอได้

เมื่อไปถึงที่หน้า
กาดสวนแก้วผมตกใจแทบสิ้นสติ ที่นั่นผู้คนหนาแน่น (แต่ก็ยังปล่อยให้รถวิ่งอยู่บนถนนทั้งที่แทบจะไม่ขยับเขยื้อนไปไหน!) แต่งตัวเสื้อยืดบ้าง เสื้อกล้ามบ้าง แต่ดูรัดกุมเป็นส่วนใหญ่ (มีบ้างที่ฉวยโอกาสของเทศกาล ‘แสดงออก’ มากกว่าชีวิตประจำวันปกติ) สองฝั่งถนนมีเวทีนับคร่าวๆ ได้สี่เวที ทั้งแบบเล่นดนตรีกันสดๆ และเปิดแผ่น ทั้งแบบมีคนเต้นโชว์และไม่มี บางเวทีมีฟองสบู่ให้เล่น! เพลงที่พวกเขาเล่นและเปิดนั้นล้วนเป็นเพลงฝรั่งคึกคักชวนให้ขยับตัวตาม ทั้งร็อค ป็อป เร็กเก้ แดนซ์ อิเลคโทรฯ หลายเวทีคนเต้นกันมันสุดเหวี่ยงชนิดไม่กลัวน้ำเข้าตา บางเวทีก็คนหรอมแหรม นัยว่ายังไม่ชินกับเพลงล้ำๆ นำสมัย

วัฒนธรรม
ไทยอันงดงามตามแบบที่ทางราชการได้กรอกหูผมไว้นั้น ละลายไปกับสายน้ำแล้วหรือใจนึกอยากกระโดดขึ้นไปบนเวที แย่งไมค์จากนักร้อง ป่าวประกาศถึงวัยรุ่นทั้งหลายที่เปียกปอนอยู่แถวนั้นให้ประพฤติปฏิบัติตัวให้ ‘เหมาะสม’ ตามภาพของ Girly Berry ที่กระทรวงฯ ใช้บอกกล่าว แต่ด้วยความเป็นคนไทยใจขี้อาย ผมจึงได้แต่เดินกลับบ้านด้วยหัวใจที่แหลกสลาย

พลัน
ฉุกคิดถึงเป้าหมายแท้จริงของการออกมาตักเตือนว่าอาจเป็นเรื่อง ความเป็นห่วงเป็นไยในชีวิตและทรัพย์สินของคนที่มาร่วมเล่นน้ำสงกรานต์นอกบ้าน อันเป็นเวลาที่อยู่นอกเหนือการทำบุญ สรงน้ำพระและกราบไหว้ผู้หลักผู้ใหญ่

แต่
ความห่วงไยนั้นเป็นความงดงามน่ารักที่มนุษย์โลกพึงกระทำต่อกันโดยธรรมชาติไม่ใช่หรือ มันไปเกี่ยวข้องเฉพาะเจาะจงกับ ‘ความเป็นไทย’ ได้อย่างไรกัน

ภาพ
สี่สาวสไบเฉียงที่ผมบังเอิญเห็นจึงอาจไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการฉวยเอา ‘เปลือก’ ปลอมๆ ของ ‘ความเป็นไทย’ ชนิดพร้อมขายให้นักท่องเที่ยว ใส่ห่อเดิมๆ เวลามีเทศกาลสำคัญๆ และนำมาใช้กับวัยรุ่นไทยๆ อย่างเราๆ ที่เห็น Girly Berry ในชุดนุ่งสั้น โชว์สะดือ และเต้นกระดกๆ อยู่ในจอทีวีอยู่ทุกวี่วัน ซึ่งเป็นวิถีชีวิตปกติของพวกเธอ ซึ่งเป็นวิถีชีวิตเดียวกับที่เราพบเห็นเวทีประกวดเทพีต่างๆ นานาที่เด็กตัวเล็กตัวน้อยแต่งหน้าจัดปากแดงสดเต้นบ้าง รำบ้าง โดยมีผู้ปกครองคอยผลักดันอยู่ด้านล่าง

เอา
ล่ะ สำหรับท่านที่พลาดช่วงเวลาสำคัญนี้ไป ไม่ต้องเสียอกเสียใจ เดี๋ยวเปลือกปลอมๆ แบบนี้ก็จะกลับมาอีก

โปรด
ติดตามในเทศกาลต่อไป

ความตาม
หนังสือพิมพ์วันที่ 19 เมษายนหลายฉบับลงข่าว Girly Berry (แต่งตัวรัดกุม) ออกมาแถลงข่าวขอโทษกระทรวงวัฒนธรรมที่แต่งตัว ‘ไม่เหมาะสม’ ในการแสดงที่ถนนข้าวสารช่วงสงกรานต์ (เพราะพวกเธอใส่ชุดเดิมๆ ที่เคยใส่นั่นเอง!) โดยขอให้ประชาชนแยกแยะบทบาทของ ‘อาชีพ’ และ ‘การรณรงค์’ ว่าสามารถทำร่วมกันได้ ขณะที่กระทรวงวัฒนธรรมขานรับกระแสทันทีว่าไม่มี ‘สำนึก’ และไม่รักษา ‘สัญญา’ ที่ให้ไว้กับประชาชน (ในการรณรงค์แต่งกายให้เหมาะสม) พร้อมทั้งขู่จะขึ้น ‘บัญชีดำ’ นักร้องสาวกลุ่มนี้ไม่ให้เข้าร่วมการรณรงค์ใดๆ ของรัฐบาลอีกในอนาคต...เอวัง

ทะลุหูขวา (13): artist: Swan Dive


ทะลุหูขวา [Fall On Deaf Ears]
text and artwork by RabbitHood


ประกาศงดกิจกรรมฟังเพลง ‘ทะลุหูขวา’ เดือนพฤษภาคมนะครับ!
(There will be NO music-listening party ‘Fall On Deaf Ears’ in May!)


{artist}
Swan Dive

Swan Dive เป็นวงดนตรีดูโอ้ชายหนึ่งหญิงหนึ่งจากแนชวิลล์ (Nashville-ซึ่งมีชื่อเล่นว่า Music City) เทนเนสซี่ สหรัฐอเมริกา ประกอบด้วยนักร้อง นักแต่งเพลงและนักกีตาร์ Bill DeMain กับนักร้องสาวเสียงสวย Molly Felder ทั้งสองรวมตัวกันครั้งแรกเมื่อปี 1995 แต่เดิมนั้นใช้ชื่อ Wild About Harry และเปลี่ยนเป็น Swan Dive ในเวลาต่อมา (เขาไม่ได้บอกว่าเปลี่ยนทำไม แต่รู้สึกว่าชื่อ Swan Dive นั้นนุ่มนวล เหมาะกับเพลงของพวกเขามากกว่า) ในยุคแรก Swan Dive มีผลงานติดท็อปเท็นในญี่ปุ่นถึงสามเพลง ออกรายการโทรทัศน์และวิทยุนับครั้งไม่ถ้วน แต่ในบ้านเกิดตัวเองกลับไม่ได้รับความนิยมมากนัก

Swan Dive ชื่นชอบและให้ความคารวะในผลงานของ Burt Bacharach, Simon & Garfunkel และ The Beatles ซึ่งส่งอิทธิพลมายังผลงานของพวกเขาไม่น้อย

Bill นั้นเคยเป็นบรรณาธิการให้กับนิตยสาร Performing Songwriter นิตยสารสำหรับนักเขียนเพลงที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1993 ในแนชวิลล์ ก่อนที่จะออกมาทำเพลงอย่างเต็มตัว เขาทำงานกับศิลปินต่างๆ หลายคน เช่น Jill Sobule, Marshall Crenshaw และ Yoko Yamakuchi ส่วน Molly นั้นก็เคยทำงานร่วมกับศิลปินมาแล้วหลายท่าน เช่น Sixpence None the Richer และ Amy Grant ทั้งยังเคยร้องเพลงโฆษณาให้กับ Pepsi, Michelob (เบียร์ชนิดเบา) และ Chevrolet

สาเหตุที่ Swan Dive ได้ออกอัลบั้มที่ญี่ปุ่นนั้นก็เนื่องมาจากในช่วงปลายปี 1996 Brad Jones (เพื่อนและโปรดิวเซอร์ในเวลาต่อมา) ได้นำเพลงแรกๆ ที่พวกเขาทำเสร็จแล้วติดกระเป๋าไปในขณะที่ออกทัวร์กับ Marshall Crenshaw เผื่อว่าจะมีคนที่สนใจมัน แล้วซีดีนั้นก็ตกไปถึงมือนักหนังสือพิมพ์ชื่อ Izumi Ito ซึ่งค่อนข้างมีชื่อเสียง Izumi เขียนรีวิวเพลงนั้นอย่างดี แล้วค่ายเพลงก็อ่านพบเข้าและโทรมาหา Swan Dive ในเดือนถัดมา

หลังจากที่ออกอัลบั้ม ‘ที่อื่น’ มาสามอัลบั้มแล้ว Swan Dive ก็ออกอัลบั้มชื่อเดียวกับวง เป็นอัลบั้มที่รวมเพลงจากสามอัลบั้มแรกเพื่อออกจำหน่ายในบ้านเมืองตัวเอง และเริ่มเป็นที่ยอมรับมากขึ้นในเวลาต่อมา พวกเขาได้ปรากฏตัวในรายการ Late Night with Conan O Brien ได้เล่นเป็นวงเปิดให้ Norah Jones, Over The Rhine และ Sixpence None the Richer และมีบางเพลงไปโผล่ในซีรี่ส์ Felicity, The L Word (รายการเกี่ยวกับเลสเบี้ยนและไบเซ็กช่วล) และ Unfabulous (รายการวัยรุ่นมัธยม) หนำซ้ำแฟนเพลงในเอเชียของพวกเขาก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ทั้งในญี่ปุ่น เกาหลี และประเทศไทย (?)

เพลงของ Swan Dive ค่อนข้างหอมหวาน รับประทานง่าย (ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าเป็น Bossa Nova/ Pop) ละม้ายคล้ายความหมายของ ‘ท่ากระโดดน้ำ’ ในชื่อเดียวกันที่ต้องเหยียดแขนแอ่นตัว เหมาะแก่ผู้ที่ตกอยู่ในห้วงรักท่ามกลางบรรยากาศสายลมอบอ้าวและแสงแดดระอุ แม้ว่า Molly นักร้องเสียงสวยจะเคยให้สัมภาษณ์ว่า “ฉันชอบร้องเพลงเศร้า” ก็ตาม

ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ http://www.swandive.org/


Why don't I meet you in the middle,
Why don't you meet me in the middle,
Oh, it's gonna take a little time
but we'll be fine.

song: Circle

*ภาพประกอบจากปกอัลบั้ม June (Haven Records, 2001)


พิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร HIP ฉบับพฤษภาคม 2551

Wednesday, May 7, 2008

PAPER EXHIBITION




นิทรรศการ 'กระดาษ' ของตั้ม ที่กรุงเทพ
เปิดงานไปตั้งแต่เมื่อปลายเดือนมีนา แต่บังเอิญเห็นว่ายังไม่จบงาน
และในวันที่ 10 พฤษภานี้มีตั้งไปแสดงปิดงาน
รายละเอียดนี้ได้มาจากเว็บไซต์ของไต้ฝุ่น
ยังไปลองเข้าไปติดตามดู
http://www.typhoonbooks.com/web/typhoon_thai.html

"กระดาษ"
นิทรรศการแสดงต้นฉบับของ ตั้ม-วิศุทธิ์ พรนิมิตร
29 มีนาคม – 10 พฤษภาคม 2551
สถานที่: People Space116
ถนนแพร่งภูธร แขวงศาลเจ้าพ่อเสือ เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200
Tel: 081-5491002
Email: people.space@yahoo.com
http://www.people-space.blogspot.com/

กิจกรรม
เสาร์ 10 พฤษภาคม 2551 ปิดงานด้วยเดี่ยวเปียโนสดพร้อมฉายอนิเมชั่น รอบสุดท้าย เวลา 20.00 น
.

ใครอยู่ใกล้ชักชวนกันไป
ส่วนชาวเชียงใหม่นั้น โปรดอดใจรอ ราวๆ เดือนกันยายนโน่น
^^

Sunday, May 4, 2008

CATS


ได้ภาพนี้มาจากอีเมล รายละเอียดคงเป็นดังที่เห็น
ไม่รู้เหมือนกันว่าจริงไหม ถ้าจริง ก็เห็นว่าน่ารักดี
นอกจากเป็นโฆษณาแจกแมวที่ดูดีสวยงามสะอาดตาแล้ว
ก็ยังช่วยลดภาวะการซื้อสัตว์เพิ่มลงได้อีกด้วย
เห็นแล้วเกิดความคิดว่า ต่อไปในงาน THANKSGIVING 2
อาจจัดหมวดหมู่ 'แลกสัตว์' เพิ่มเข้าไปด้วย
ท่าทางจะวุ่นวายพิลึก ^^

แต่ถ้าสิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจริง แล้วดันมีคนโทรไปเยอะแยะ
ก็สงสัยว่าเจ้าของเบอร์คงจะรำคาญไม่น้อย
หรือคนที่กำลังอยากได้แมวจริงๆ ก็คงฝันสลาย

ไม่ได้ตรวจสอบให้นะ ขอให้ทุกท่านโชคดี

ปล ชอบประโยคนี้ว่า
NEED TO BE RE-HOMED TOGETHER AS THEY ARE SISTERS AND HAVE NEVER BEEN APART
^^

Thursday, May 1, 2008

Beijing 2008

อันนี้ก็ได้มาจากอีเมล เห็นว่าตลกขื่นๆ ดี
คนคิดก็ช่างคิดได้ บางที เขาอาจไม่รู้ว่าจะระบายออกอย่างไร
การ์ตูนล้อเลียนก็เป็นทางออกที่ดี
ความรู้สึกกับเรื่องใหญ่โตอย่าง 'FREE TIBET' ก็อธิบายออกมาได้
จากภาพเพียงไม่กี่ภาพ


Wednesday, April 30, 2008

TELEGRAM


ได้ข่าวว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของการให้บริการโทรเลข
สนใจอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่นะ^^

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9480000154713