Tuesday, August 14, 2007

ทะลุหูขวา (4) : เพชร โอสถานุเคราะห์

คอลัมน์ของเดือนนี้ สำหรับผู้ที่หาอ่านใน HIP ไม่ได้
เขียนจากเพลงพี่เพชร แม้ว่าเพลงนี้จะไม่ใช่เพลงที่เพราะที่สุด
ไม่ฮิตเท่า ไม่ใช่ผู้วิเศษ หรือ ดิ้นกันมั้ยลุง
แต่เราชอบความหมายของ 'การตื่น'
ที่ไม่ใช่แค่ 'ลุกจากที่นอน'แต่คิดไปได้ถึง 'การฟื้นจากหลับ'
ขอเชิญรับชม

ทะลุหูขวา
text and artwork by วชิรา
พิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร HIP ฉบับสิงหาคม 2550

ขอขอบคุณ M MAX ครับ

{artist}
เพชร โอสถานุเคราะห์

เพชร โอสถานุเคราะห์เกิดที่กรุงเทพมหานคร เป็นเด็กซุกซน
ชอบคุยและส่งเสียงดัง นอกจากนั้นยังชอบนั่งในลอยเป็นประจำ

เขาเรียนเปียโนครั้งแรกเมื่อตอนอายุ 12
แต่หลังจากสองอาทิตย์ ก็หันไปหัดเล่นกีตาร์ด้วยตัวเอง
ช่วงอายุเดียวกันนั้น เพชรแต่งเพลงแรกในชีวิตชื่อ Pie Maker
ซึ่งมีอยู่แค่ 2-3 คอร์ด จากนั้นก็ตั้งวงดนตรีของตัวเองชื่อ สี่หมาไน
กับน้องชายและเพื่อนอีกสองคน ในสมัยที่วง สี่เต่าทอง กำลังฮิตมากในบ้านเรา

เขาเป็นเจ้าของเพลง เพียงชายคนนี้ (ไม่ใช่ผู้วิเศษ)
ซึ่งแต่เดิมเขียนขึ้นเป็นภาษาอังกฤษในชื่อ I’m Just a Man
ในช่วงเวลาที่เขาไปศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่สหรัฐอเมริกา
ต่อมาเพลงนี้กลายเป็นเพลงที่ทุกคนรู้จักดี
และยังคงรู้จักกันมาจนถึงทุกวันนี้

ในช่วงเวลาที่อัลบั้มแรก: ธรรมดา มันเป็นเรื่องธรรมดา
ออกสู่สายตาประชาชนเมื่อเดือนกันยายนปีพ.ศ. 2530 นั้น
ได้ส่งกระแสเกรียวกราวไปในวงกว้าง ทั้งในหมู่นักดนตรี นักวิจารณ์
และประชาชนคนฟังเพลงทั่วไป ด้วยความแปลก ใหม่
และล้ำสมัยกว่าอัลบั้มส่วนใหญ่ในยุคสมัยเดียวกัน

หลังจากนั้น เพชร โอสถานุเคราะห์ หายหน้าไปจากวงการดนตรี 20 ปีเต็ม
จนนักเขียนบางท่าน กล่าวว่าเขาเป็นศิลปินประเภท One Shot Wonder
อันหมายถึงศิลปินหรือนักร้องที่ไม่ว่าจะออกมากี่อัลบั้ม
แต่มีเพลงฮิตที่คนรู้จักอยู่เพลงเดียว

ปัจจุบันพ.ศ. 2550 เขากลับมาพร้อมอัลบั้มใหม่ Let’s Talk About Love
ในขณะที่อัลบั้มแรก ได้กลายเป็นหนึ่งในอัลบั้มคลาสิกตลอดกาล
สำหรับวงการดนตรีบ้านเรา
และเป็นแรงบันดาลใจให้คนที่สนใจดนตรีกลุ่มหนึ่งเติบโต
มาเป็นนักร้อง นักดนตรีในปัจจุบัน

เพชรให้สัมภาษณ์ตอนหนึ่งในนิตยสาร OOM (ฉบับที่ 13/เดือนมีนาคม 2550) ว่า
“ตอนที่ออกเทปชุดแรก เราอาจไม่ได้สัมผัสกับแฟนเพลงที่แท้จริง...
แต่สิบปีต่อมา เราเพิ่งได้เจอแฟนเพลงตัวจริงที่เป็นศิลปินด้วยกันเอง...
ซึ่งมันมีค่ามาก เพราะสำหรับผม จำนวนคนที่ชอบไม่ได้สำคัญ
อาจจะสิบคนก็ได้ ไม่ต้องเป็นหมื่นเป็นแสน มันอยู่ที่เค้าเข้าใจแค่ไหน
และคือใครมากกว่า”

ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ www.petcho.com (มีมิวสิกวิดีโอให้ดูด้วยนะ!!)

{lyric}
ตื่นเถอะ

เช้าแล้ว รีบตื่นกันแต่เช้า อย่าสาย วันใหม่ใช่วันเก่า
เอ้ามาพวกเรารีบตื่นกันให้ทันดวงตะวันวันใหม่ที่แสนจะโรแมนติก
เช้าแล้ว รีบตื่นกันแต่เช้า ตื่นสายอายชาวบ้านเปล่าๆ
ถ้าเราตื่นเร็วกันทุกวัน ร่างกายก็จะจำ ตื่นเองออโตเมติก

ตื่นเช้า มาสดใส เคลื่อนไหวให้ทันการ
อาบน้ำ แล้วรีบบริหารกายไขลาน
ทานข้าว แล้วอ่าน-ฟังข่าวคราวโลกเพื่อทันการ
ตื่นเถอะ อย่าตื่นสาย

เช้าแล้ว รีบไปทำงานแต่เช้า ขืนสาย นายจะมองหน้าเอา
แล้วหาว่าเรานั้นเป็นส่วนเกินที่ไม่จำเป็นของธุรกิจ
เช้าแล้ว รีบตื่นกันแต่เช้า แม่ค้า ยังตื่นหาบของไม่เบา
มาสิพวกเราต้องขยันตื่นกันเพราะเราเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจ

ตื่นเช้า มาสดใส เคลื่อนไหวให้ทันการ
เตรียมพร้อมไปศึกษา เตรียมพร้อมไปทำงาน
เก็บหมอน ม้วนเสื่อ อย่านอนฝันข้ามคืนวัน

ตื่นเถอะ อย่าตื่นสาย ตื่นเถอะ

{essay}
ตื่นเถอะ

สัตว์ส่วนใหญ่ในโลกนี้ตื่นเช้า เพราะนาฬิกาของมันคือพระอาทิตย์
ต่างจากคน-ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบ
ที่เราต้องใช้ ‘อุปกรณ์’ เพื่อบอกเวลา
ในขณะที่ทุกสิ่งอย่างก็ดำเนินไปตามธรรมชาติของเวลาอยู่แล้ว
เราจะบอกสิ่งที่มีอยู่แล้วไปทำไมกัน
.........

ถ้าให้เลือกระหว่างอาหารเย็นกับอาหารเช้า
ระหว่างดินเนอร์ใต้แสงเทียนที่มีไวโอลินคลอเคลียอยู่เคียงข้าง
กับชุดอาหารเช้าแบบอเมริกันอุ่นๆ กาแฟร้อนๆ น้ำส้มสด
พร้อมขี้ตากรังในบางครั้ง ผมเลือกอย่างหลัง
ไม่ใช่เพราะหลงไข่ไส้กรอกแฮมเบคอนหรือกาแฟหอมกรุ่น
แต่เพราะบรรยากาศ

ผมอาจคิดไปเองว่าตอนเช้าเป็นชีวิตที่ ‘จริง’ กว่า-ในโลกทุกวันนี้
เราแต่งตัวให้กลางคืนจัดเกินไปหน่อยไหม

ตลอดหนึ่งปีกับอีกราวสองเดือนที่อยู่จังหวัดเชียงใหม่
ในฐานะผู้อาศัย, ผมได้ฟังว่าคนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อย
มีช่วงเวลาการนอนที่ผมไม่คุ้นเคย พวกเขาเข้านอนตีสาม ตีสี่
บ้างเลยเถิดไปถึงตีห้าหรือหกโมงเช้า อันมีสาเหตุมาจากการดื่ม เที่ยว
สังสรรค์ คุยโทรศัพท์ แช็ท เล่นเกมส์ อ่านการ์ตูน และ/หรือ อื่นๆ ที่ผมไม่ทราบ

ช่างเถอะ ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะทำอะไรและกำลังทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร
เพราะผมไม่ได้มีความสนใจจะจัดระเบียบอะไรทั้งสิ้น
คนไม่ใช่ปลากระป๋อง-จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องยึด
ประพฤติ และวางตนให้เป็นแถวแนวเข้าระบบระเบียบเรียบร้อยขนาดนั้น

มนุษย์เรามีความแตกต่างหลากหลาย
และที่สำคัญ, เราไม่ใช่ผลิตของโรงงาน และ/หรือรัฐบาล

ตามกลไกตามธรรมชาติของร่างกาย
จำนวนเวลาที่พักผ่อนจำเป็นต้องสมดุลย์กับจำนวนเวลาที่ใช้จ่ายไปในระหว่างวัน
นั่นก็หมายความว่า ถ้าคุณนอนตีห้า ก็เป็นไปได้มาก
ที่คุณจะตื่นบ่ายสองหรือบ่ายสาม และพลาดเวลาเช้า

หลายคนชอบกลางคืน ผมเองก็ชอบกลางคืน
แต่เป็นคนละความหมายของความชอบเวลาเช้า
สำหรับผม, กลางคืนเป็นเวลาทบทวน ตรึกตรอง
และเป็นเวลาที่ใกล้ชิดกับความตายมากกว่าเวลาอื่น
ความสนุกสนานตอนกลางคืนล้วนจบลงที่ความสงบเงียบเชียบของยามดึกเสมอ

ในขณะที่ตอนเช้าเป็นช่วงเวลาเริ่มต้น และใกล้ชิดกับการมีชีวิต
เป็นความสดชื่นแบบเดียวกับที่กระโจนตัวเองลงไปในสระน้ำ
และเป็นความใหม่
ทั้งอุณหภูมิ อากาศ บรรยากาศ และมวลสารของคนรอบข้าง
ที่คล้ายกับว่าเพิ่ง ‘ตื่น’ ขึ้นมาพร้อมๆ กัน
และนี่เองอาจเป็นหัวใจสำคัญในการ ‘ค้นพบ’ สิ่งเหล่านี้

การตื่น

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถานฉบับพ.ศ.2542
ให้ความหมายของคำ ‘ตื่น’ ว่า ฟื้นจากหลับ เช่นตื่นนอน;
แสดงอาการผิดปกติเพราะตกใจ ดีใจ หรือแปลกใจ เช่น ตื่นเวที ตื่นไฟ;
รู้สิ่งทั้งหลายในความเป็นจริง ในคำว่า พระพุทธเจ้าเป็นผู้ตื่นแล้ว;
โดยปริยายหมายความว่า รู้เท่าทัน รู้ตัวขึ้น

ในบรรดาความหมายทั้งหมด นอกเหนือจาก ‘ฟื้นจากหลับ’
ผมชื่นชอบความหมายนี้เป็นพิเศษ-รู้สิ่งทั้งหลายในความเป็นจริง
ซึ่งก็คือ ‘รู้เท่าทัน’ ในบรรดาความหมายทั้งหมดของชีวิต
แน่นอน, ความทุกข์น่าจะครองใจเป็นอันดับหนึ่ง
ส่วนความสุขนั้น ชั่วประเดี๋ยวประด๋าว มาๆ หายๆ คล้ายผดผื่น

อย่าถามเลยว่าจะมีความสุขตลอดไปได้อย่างไร-เพราะผมไม่ทราบคำตอบหรอก

ในหนังสือ ‘ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ’ (The Miracle of Being Awake)*
ที่เขียนโดยพระชาวเวียดนาม ชื่อ ติช นัท ฮันห์
(ท่านเพิ่งมาแสดงปาฐกถาที่เชียงใหม่นานนี้เอง) บอกว่า
“จงจำไว้ว่ามีเวลาที่สำคัญที่สุดเวลาเดียว คือ ‘ปัจจุบัน’
ช่วงขณะปัจจุบันเท่านั้น ที่เป็นเวลาที่เราเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง
บุคคลที่สำคัญที่สุดก็คือคนที่เรากำลังติดต่ออยู่ คนที่อยู่ต่อหน้าเรา
เพราะเราไม่รู้ว่าอนาคตเราจะมีโอกาสได้ติดต่อกับใครอีกหรือไม่
และภาระกิจที่สำคัญที่สุดก็คือการทำให้คนที่อยู่กับเราขณะนั้นๆ มีความสุข
เพราะนั่นเป็นภารกิจอย่างเดียวของชีวิต”

เข้าใจง่าย ตรงไปตรงมา และหนังสือยังกำกับไว้ด้วยว่า
เครื่องมือที่จะทำให้เราสามารถอยู่กับปัจจุบันได้นั้น
คือต้องมีสติ-วิธีง่ายๆ ที่ทำยากที่สุดในโลก

ในบท ‘ล้างจานเพื่อล้างจาน’ ของหนังสือเล่มเดิม
ผู้เขียนเล่าถึงเพื่อนคนหนึ่ง ที่ทำงานอยู่กับกลุ่มคาทอลิกสัมพันธ์
(Chatholic Peace Fellowship) เขาเผาหมายเกณฑ์ทหาร
เพื่อเป็นการต่อต้านสงครามเวียดนาม ผลคือต้องติดคุกปีกว่า
เนื่องจากชายผู้นี้เป็นคนกระตือรือร้นและอุทิศตนต่องาน
ผู้เขียนเกรงว่าเขาจะเผชิญกับกำแพงสี่ด้านของคุกไม่ไหว
จึงเขียนจดหมายสั้นๆ ถึงเขา
ให้ระลึกถึงกลีบส้มที่เคยแบ่งกันกินว่า
“การอยู่ในคุกของเธอก็เหมือนกลีบส้มนั้น กินมัน
และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับมัน
วันพรุ่งนี้ มันก็จะไม่มีอีกแล้ว”

สามปีถัดมา ผู้เขียนผู้เขียนได้รับข้อความขอบคุณ
สำหรับจดหมายสั้นๆ ฉบับนั้น
เพราะมันทำให้เขาได้พบความสงบและวิธีที่จะอยู่อย่างแจ่มใสในคุก
และใช้ช่วงเวลาในคุกให้มีประโยชน์กับตัวเขา

แม้ผมจะไม่สันทัดเรื่องการทำให้คนด้วยมีความสุข
หรือการที่จำต้องกระเด็นเข้าไปนอนซุกอยู่ในคุก
แต่ผมก็คล้อยตามว่า จดหมายฉบับนั้นเป็นกุญแจสำคัญในการค้นพบของเขา

เพราะมันช่วยปลุกให้เขามองปัจจุบันที่เป็นอยู่ด้วยสายตาใหม่
อย่างถึงที่สุด, ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาไหน
การตื่นจึงเป็น ‘กุญแจ’ สำคัญสู่การ ‘ค้นพบ’ สิ่งที่มีและเป็นอยู่
และนั่นอาจหมายถึง ความสุข

ตื่นเถอะ!

*จัดพิมพ์โดยมูลนิธิโกมลคีมทอง แปลโดย พระประชา ปสนนธมโม

Thursday, August 9, 2007

FALL ON DEAF EARS: AUGUST 2007


จดหมายเดือนนี้ เชิญอ่าน
เพิ่มเติมอีกเล็กน้อยว่าสนุกสนานกับการ 'หาเพลง' อย่างมาก
เหลือเชื่อว่านอกเหนือจากเพลงฮิตๆ สมัยยังเล็ก
ยุค 80s ยังมีเพลงดีๆ ซ่อนอยู่จำนวนมาก
ว่างๆ มาฟังกันนะ
(ตื่นเต้นแล้วล่ะ!)



เชียงใหม่ช่วงนี้ฝนตกเกือบทุกวัน
จะจัดงานกันทีต้องลุ้นตัวโก่งก็หวังว่าจะราบรื่น
(นี่คอมฯ ก็เพิ่งโดนไวรัสมาทางเอ็มฯ จึงขอเตือนทุกท่านให้โปรดระวัง!)

เดือนนี้พิเศษหน่อย เพราะจัดเป็นงาน tribute
ให้กับอัลบั้มแรกของพี่เพชร 'ธรรมดา มันเป็นเรื่องธรรมดา'
อันออกสู่สายตาประชาชีเมื่อเดือนกันยายน ปีพ.ศ.2530
ก็เป็นอันว่าถ้านับถึงเดือนสิงหานี้ จะครบยี่สิบปีพอดิบพอดี

ใครที่เกิดทัน คงไม่ต้องอธิบายความ 'คลาสสิค' ของอัลบั้มนี้ให้มากความ
เพราะว่าที่ประเทศเรา ก็คงมีไม่กี่อัลบั้มเท่านั้น
ที่สามารถเดินทางผ่านกาลเวลามาอย่างมั่นคง
เปิดฟังเมื่อไหร่ ก็ยังไพเราะตลอด

ใครที่เกิดไม่ทัน คิดว่าคงต้องเคยได้ยินเพลง...ไม่ใช่ผู้วิเศษ
ซึ่งอันที่จริงชื่อเต็มๆ คือ-เพียงชายคนนี้(ไม่ใช่ผู้วิเศษ)
วันหนึ่งเรานั่งคุยกับเพื่อนฝรั่ง เล่าให้ฟังถึงปาร์ตี้คราวที่กำลังจะถึงนี้
เพื่อนถามว่า พี่เพชรเป็นใคร แล้วอัลบั้มนี้เป็นยังไง ทำไมต้อง tribute
ก็เลยอธิบายให้ฟัง แถมท้ากันเล่นๆ ว่า ถ้าเดินออกไปที่ถนน
แล้วเจอวัยรุ่นสักคน ให้ฮัมเพลง ไม่ใช่ผู้วิเศษ
ถ้าวัยรุ่นคนนั้นไม่เคยได้ยินเพลงนี้มาก่อนเลยในชีวิต
เราให้เตะก้นหนึ่งที

น่าเสียดายที่ไม่ได้ลองทำ แต่ยังไงเราก็มั่นใจ
(ว่าแต่ เราโปรดอีกเพลงนึง...)

ที่จริงงาน tribute ก็เป็นกิจวัตรทั่วๆ ไปในโลกศิลปะบันเทิง
อันหมายถึงการแสดงความระลึกถึง
แน่นอน, ด้วยความยกย่องและนับถือในความสามารถ
และอุตสาหะของศิลปินคนนั้นๆ
ที่ได้ทำผลงาน 'ดีมาก' ออกมาให้เราชื่นชม
(ล่าสุดก็เพิ่งเห็นว่ามี อัลบั้ม OKX
ซึ่งก็คืออัลบั้มที่ทำขึ้นเพื่อ tribute ให้กับอัลบั้ม OK Computer
ของ Radiohead)

และไหนๆ ก็จะร่วมกันย้อนยุคแล้ว
ก็เลยคิดให้ให้งานเดือนนี้กลายเป็นงานสำหรับเพลง 80s ซะเลย
เพราะเป็นช่วงปีที่อัลบั้มนี้ออกมาพอดี
และช่วงนั้น ก็เป็นช่วงที่ดนตรีของโลกกำลังเบ่งบาน
แถมโดยส่วนตัว ก็คิดถึงเพลงในช่วงวัยขณะนั้นเหมือนกัน

คิดถึง Kool&The Gang, Duran Duran, Culture Club,
Spandau Ballet, New Order, Wham!, Billy Joel, Genesis,
Tears for Fears, The Cure, Beastie Boys, Pet Shop Boys,
Nik Kershaw, Queen, The Buggles, Madonna, Cyndi Lauper,
Bananarama, Robert Palmer, Rick Astley
และ พี่ไมค์ Michael Jackson สมัยรุ่งๆ
แล้วไหนจะ ปานศักดิ์, นุภาพ, มัม ฯลฯ

สนุกดี ช่วงนี้เลยต้องรื้อฟื้นความทรงจำกันยกใหญ่
มีหลายคนหลายวงหลงลืมไปก็ต้องขอขอบคุณพี่ๆ เพื่อน
และน้องๆ ทุกท่าน ที่ช่วยกันรื้อฟื้นความจำคนละไม้คนละมือ
กว่าจะถึงวันงาน ก็คงเตรียมเพลงได้จนหนำใจ
ฟังไปก็อดนึกโน่นนึกนี่ไปด้วยไม่ได้

การได้กลับมาฟังเพลงเก่าๆ มันดีอย่างนี้เอง

อีกเรื่อง พอคนรู้ว่าจะจัดงาน tribute ที่เป็น 80s
ก็ดูจะสนุกสนานกับการแต่งตัวกันเป็นพิเศษ
เห็นร่ำๆ ว่าจะไปขอยืมชุดแม่มาใส่ พี่คนหนึ่งออกความคิดว่า
ทำไมไม่ชวนแม่มาเที่ยวด้วยกันเสียเลย

เราก็ว่าดีนะ ชวนพ่อๆ แม่ๆ มาเที่ยวด้วยกันสักครั้งพ่อแม่โต๊ะนึง
ลูกอีกโต๊ะนึง น่ารักดี
คราวนี้ไม่ต้อง 'ลาย' ก็ได้นะ...อนุโลม
หรือถ้าจะ 80s แบบลาย ก็จะน่ารักมาก ^^

เอาล่ะ สรุปว่า งานเดือนนี้จะจัดวันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม 2550
ที่ร้านขันอาษา เชียงใหม่
19.00 ฉายหนังเหมือนเดิม
คราวนี้เป็นดีวีดีที่รวบรวมเอามิวสิควิดีโอสมัยนั้นมาอยู่รวมกัน น่ารักดี
20.00 จะเริ่มเปิดเพลงจากอัลบั้มธรรมดาฯ บางส่วน
21.00 เริ่มบรรเลงเพลงจากอัลบั้ม ธรรมดาฯ จนครบทุกเพลง
ร่วมไปกับเพลงอื่นๆ จากยุค 80s ล้วนๆ ไม่มีปน

ข่าวดี
1 ได้ติดต่อเรื่องลิขสิทธิ์จากฝ่ายลิขสิทธิ์ของทางบริษัทแกรมมี่
เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
2 ภายในงานจะได้ชม มิวสิควิดีโอ จากอัลบั้มธรรมดาฯ ถึง 4 เพลงด้วยกัน
(ติดต่อกับทางทีมงานพี่เพชรไว้แล้ว)
3 ช่วงวันที่ 11 เป็นวันหยุดยาว ใครว่างๆ และไม่รู้จะไปไหน
ก็ขอเชิญจัดตารางทัวร์เชียงใหม่กันเน้อ
และ
4 งานเดือนนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์ที่พี่เพชรจะมาเชียงใหม่
ในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้
ฉะนั้น ขอเชิญชาวเชียงใหม่โปรดติดตามอย่างใกล้ชิด

สโกแกนวันนี้ฟังเพลงดีแต่เด็ก ชีวิตจะดี(555)
ขอบคุณ M MAX ที่สนับสนุนครับ

Tuesday, August 7, 2007

สิงห์สนามหลวง


วันก่อนนั่งรื้อไฟล์ในเครื่อง
เพราะต้องหารูปถ่ายที่เคยไปเที่ยวให้ GM
แต่หาไม่เจอ กลายว่าเจอไฟล์งานเก่าๆ ที่เคยทำไว้
เลยกะว่าจะเอามาแปะที่นี่ แทนที่จะเก็บทิ้งคาไว้ในเครื่อง

ชิ้นนี้เขียนให้ GM ขออภัยที่จำฉบับไม่ได้
(เดี๋ยวจะหามาให้) แต่จำได้ว่า เป็นฉบับครบรอบ 20 ปีของ GM
ที่รวบรวมสัมภาษณ์คนที่เป็น KEY MAN ในสาขาต่างๆ

เราได้รับมอบหมายให้สัมภาษณ์พี่สุชาติ เรื่องวัฒนธรรมการอ่าน
ในช่วงที่งาน 'สัปดาห์หนังสือ' ประเภทลดแลกแจกแถม
กำลังฟูฟ่องในบ้านเรา

ลองอ่านดูละกันนะ

ขอบคุณ พี่หนุ่ม-โตมร และ GM ครับ



‘สิงห์สนามหลวง’ สนทนา:
วัฒนธรรมหนังสือและวัฒนธรรมการอ่าน

วชิรา

“ภาพรวมของบ้านเราตอนนี้เห็นชัดเจนว่ามันเป็นทุนนิยมเต็มขั้น
และอยู่ในกระแสที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับสิบปีที่แล้ว
มันก็มาพร้อมกับกระแสโลกาภิวัตน์นั่นแหละ”
สุชาติ สวัสดิ์ศรี แสดงทรรศนะต่อบ้านเมืองของเรา
ในรอบสิบปีที่ผ่านมา

“แต่ถ้าเทียบกับเมื่อยี่สิบปีก่อน มันยังเห็นไม่ชัดนัก”
อดีตบรรณาธิการเครางามแห่งสังคมศาสตร์ปริทัศน์
และ ช่อการะเกด เสริมท้ายให้เข้าประเด็น ’20 ปี GM’

“อย่างน้อยที่สุดเรื่องโลกาภิวัตน์ยังไม่เข้ามามีบทบาท
ส่วนใหญ่ยังอยู่ในการต่อสู้ของสงครามอุดมการณ์
เป็นซ้าย เป็นขวา เป็นสังคมนิยม เป็นเสรีประชาธิปไตย
ในบรรยากาศของยุคสงครามเย็น
ต่างฝ่ายต่างก็มีอุดมการณ์ของตัวเอง
แต่หลังจากกำแพงเบอร์ลินล่มสลาย สงครามเย็นจบสิ้น
แมวทุกสีก็เซ็งลี้ได้เหมือนกันหมด”

โลกาภิวัตน์-คำใหม่เมื่อสิบปีก่อน
ซึ่งถ้าความทรงจำไม่เลอะเลือนเกินไป
คำนี้น่าจะร่วมยุคสมัยเดียวกับ ‘อัศวินแห่งคลื่นลูกที่สาม’
ล่าสุด ‘สิงห์สนามหลวง’ ของพี่ๆ น้องๆ
และผู้อ่านในแวดวงวรรณกรรมเพิ่งเสนอแนวคิดเรื่อง
‘ทฤษฎีสมคบคิด’ ในวันที่แมวทุกสีล้วนเซ็งลี้กันถ้วนทั่ว!
ผ่านหน้ากระดาษของ เนชั่นสุดสัปดาห์

“แต่วันนี้เราไม่คุยเรื่องการเมืองใช่ไหม?”
เจ้าของบ้านต้นไม้ร่มครึ้มแห่งทุ่งสีกันดักคอขณะทักทาย
.........

ถ้าภาพรวมของบ้านเราตอนนี้เป็นจริงอย่างที่
เอนไซโคปีเดียเคลื่อนที่วัย 61 ของวงการวรรณกรรมว่าไว้
สภาวะ ‘ทุนนิยมเต็มขั้น’ ก็น่าจะลุกลามไปทั่วหัวระแหง
ไม่จำกัดเฉพาะแวดวงใดแวดวงหนึ่ง
ไม่เว้นแม้แต่แวดวงหนังสือ

“ทุนนิยมทำให้วงการหนังสือปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมาก
ก็เห็นชัดว่าอย่างน้อยที่สุด พอคุณลงทุนคุณก็ต้องการได้กำไร
ผิดจากเมื่อ 30 หรือ 50 ปีก่อน หรือแม้แต่ในช่วงสมัย
ของ ‘กลุ่มสุภาพบุรุษ’ (โดย กุหลาบ สายประดิษฐ์)
ในยุคนั้น การเกิดขึ้นของหนังสือ
มันเกิดขึ้นเพราะคนมีอุดมคติเข้ามาทำงาน
พูดง่ายๆ ก็คือว่าผู้ลงทุนที่เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต
หรือผู้ที่เป็นเจ้าของหนังสือ
ส่วนใหญ่แล้วมากกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์จะเป็นนักเขียน
นักหนังสือพิมพ์” สุชาติเท้าความ

“มันมาเปลี่ยนแปลงช่วงแรกๆ
ตั้งแต่เริ่มยุค ‘งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข’
ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ (ธนะรัชต์)
ที่ทุนนิยมเริ่มเข้ามาอย่างเป็นระบบมากขึ้น
เริ่มมีการกวาดล้างนักหนังสือพิมพ์
นักเขียนที่มีอุดมคติเข้าคุกไปบางส่วน
ทำให้เกิดหนังสือพิมพ์หรือแม้แต่งานเขียนอีกรูปแบบหนึ่ง
เป็นงานเขียนประเภทชีวิตครอบครัว ชีวิตพาฝัน
เกิดสิ่งที่เราเรียกว่า ‘นิยายน้ำเน่า’
ในลักษณะของการที่ไม่ต้องสนใจเรื่องราวทางอุดมคติ
ทางสังคม ทางการเมือง แต่สนใจรสนิยมมวลชนมากกว่า
เจ้าของปัจจัยการผลิตก็คือคนที่เข้ามาลงทุน
ใช้วิธีจ้างคนมาเป็นบรรณาธิการ
จ้างคนมาเป็นนักเขียนประจำ สิ่งที่เริ่มเห็นชัดเจน
ว่ามีการแบ่งงานกันทำก็ในช่วงตั้งแต่หลังพ.ศ. 2500 เป็นต้นมา
เจ้าของปัจจัยการผลิตกับคนที่เป็นนักเขียน นักหนังสือพิมพ์
เริ่มเป็นคนละพวกกัน

“เพราะฉะนั้น เขาก็จะดูแค่ว่าทำยังไงให้ขายได้”
สิงห์ฯ เรียกปรากฏการณ์เหล่านี้ในภาพรวมว่า
‘มันเกิดอาการพันธุ์ใหม่’-สำนักพิมพ์พันธุ์ใหม่
หนังสือพิมพ์พันธุ์ใหม่ บรรณาธิการพันธุ์ใหม่
และนักเขียนพันธุ์ใหม่
คือมีลักษณะที่มองเห็นว่าการทำธุรกิจหนังสือเหมือนเป็นการทำสินค้า
และเป็นที่มาของบรรณาธิการประเภท CEO
คือคนไหนดังก็ไปหาคนนั้น

ฟังดูโหดร้าย หดหู่ และสิ้นหวังชะมัด

“ที่จริงก็ไม่เสียหายอะไรหรอก ในต่างประเทศมันก็มี
แต่บังเอิญโชคไม่ดีที่ ‘พื้นที่ทางปัญญา’ ของบ้านเรา
ในลักษณะที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับ ‘วัฒนธรรมทางด้านการอ่าน’
ความหลากหลายของงานเขียนเชิงคุณภาพ มันไม่ค่อยมี”

ความหลากหลาย ดูราวจะเป็นกุญแจสำหรับทุกสิ่งในตอนนี้
“วัฒนธรรมการอ่าน กับ วัฒนธรรมหนังสือ มันคนละเรื่องกันนะ
เรามีแท่นพิมพ์มาตั้งแต่สมัยหมอบรัดเลย์ เมื่อ 130 ปีที่แล้ว
จนเดี๋ยวนี้ก็ต้องถือว่าวงการหนังสือเบิกบานไม่ใช่น้อย
มีปริมาณหนังสือมากขึ้น ส่วนวัฒนธรรมการอ่าน
มันจะเกิดขึ้นหลังจากที่คุณมีค่านิยม
มีการเรียนรู้ในระบบโรงเรียน ระบบมหาวิทยาลัย
เป็นขั้นเป็นตอน อะไรก็ตามที่จะสร้างความเข้มแข็ง
ในการอ่านตามวุฒิภาวะของคุณ

“ผมยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า ถ้าหากวัฒนธรรมการอ่านของเราเข้มแข็งนะ
เด็กชั้นเตรียมอุดมฯ นี่ต้องได้อ่านหนังสือของนักเขียนอย่าง
หม่อมเจ้าอากาศดำเกิง หรือ มาลัย ชูพินิจ กันแล้ว
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือการอ่านของเรามันไม่เข้มแข็ง ไม่หลากหลาย
วัฒนธรรมการอ่านของเรามันดูเหมือนมีข้อจำกัด”
ท้ายเสียงของสิงห์ฯ ดูอ่อนเบา เพราะสำหรับเขา,
ข้อจำกัดที่ว่าคือ-ปรัชญาทางการศึกษา

“ระบบการเรียนการสอนและปรัชญาการศึกษาของเราที่ผ่านมา
ในช่วงรัฐบาลแต่ละยุคแต่ละสมัยมันล้มเหลว เอาง่ายๆ เช่น
ค่านิยมเรื่องภาษาไทย ผมอ่านในบันทึกของ อบ ไชยวสุ (ฮิวเมอร์ริสต์)
แกบันทึกไว้ว่า ‘ใครก็ตามที่ตกวิชาภาษาไทยจะถูกปรับตกหมดทุกวิชา’
ในยุคของผมก็ยังเห็นอยู่เลยว่าภาษาไทยมีบทบาทมาก
ตอนนั้นผมเติบโตและอ่านหนังสือออกโดยหนังสืออ่านเล่น
แล้วค่อยๆ เขยิบขึ้นไปเรื่อยๆ ตามการเลื่อนลำดับของชั้นเรียน
ผมไม่ดูถูกรสนิยมตลาดนะครับ มันเป็นรสนิยมที่สร้างตัวตน
สร้างค่านิยม ทำให้ตัวผมมีวัฒนธรรมการอ่าน
แต่ผมคิดว่ามันจะต้องเติบโตไปตามวุฒิการศึกษา
และทำให้เรามีรสนิยมการอ่านที่หลากหลายขึ้น

“คิดดูแล้วกัน หนังสือแนวสร้างสรรค์เมื่อพ.ศ. 2471-2472
หม่อมเจ้าอากาศดำเกิงพิมพ์ครั้งแรก 2,000 เล่ม
ถ้าผมจำไม่ผิดนะ ขายหมดภายใน 6 เดือน
ตอนนั้นคนไทยมีประชากรก็คงประมาณ 8 ล้านคน
ต้องพิมพ์ซ้ำ คนสมัยก่อนมีการศึกษาขนาดไหน
ที่จะมาซื้อหนังสือประเภทนี้
แต่ปัจจุบัน หนังสือในลักษณะเชิงคุณภาพ
2,000-3,000 เล่มกลับยังมีปัญหา”

“พวกเขาจะอยู่รอดได้อย่างไรในระยะยาว
กับสังคมซึ่งไม่มีการส่งเสริมสนับสนุนค่านิยม
ที่จะให้เห็นความสำคัญในเรื่องปัญญาสร้างสรรค์เชิงคุณภาพ”
สิงห์ฯ ทิ้งคำถามที่ไม่คลายความสงสัย

มองกลับไปอีกฟาก เราอาจเห็นการสนับสนุน
การส่งเสริมการอ่านผ่านสัปดาห์หนังสือปีละสองครั้ง
หรือกระทั่งการพยายามทำให้กรุงเทพฯ เป็น ‘เมืองหนังสือ’

“เป็นเรื่องของการสร้างภาพประเภทหนึ่ง ฐานมันยังไม่แข็งแรงเลย”
ชายวัย 61 วิเคราะห์ “ที่จริงผมก็เห็นด้วยนะ มีเป้าหมายไว้
ไม่เสียหลายอะไร อย่างน้อยคงดีกว่าให้เป็นเมืองโสเภณี
ซึ่งถ้าสามารถสร้างความเข้มแข็งในระดับรากฐานการอ่านของคนได้จริง มันก็ดี
แต่ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้มันต้องเป็น ‘วาระแห่งชาติ’
ในลักษณะที่ว่าต้องให้ความสำคัญกับการศึกษา
ไม่ใช่แค่การดำเนินการในระดับเอกชน

“ภาษาไทยเป็นรูปแบบทางวัฒนธรรมของเรา
ดังนั้นถ้าหากคุณให้ความสำคัญกับภาษาไทยอย่างเข้มแข็งแล้ว
มันจะก่อให้เกิดการอ่าน การเขียน
หรือการพิมพ์หนังสือในเชิงคุณภาพ
อย่างน้อยแม้ว่าจะไม่ทั้งหมด
แต่ผมเข้าใจว่ามันจะทำให้คนมีทางเลือกมากขึ้น”

ทางเลือก-ที่ฟังดูอาจจะมีช่องที่เหลือว่างเพียงน้อยนิด แต่ก็มี
และยังรอคอยการเลือกจากใครหลายคน

ภาพจาก http://www.sarakadee.com/feature/2002/07/images/art_01.jpg

Monday, July 30, 2007

นกเงือก


นกเงือก (HORNBILL) ในโลกนี้มี 55 ชนิด
แพร่กระจายอยู่ในแถบเขตร้อน ของทวีปอาฟริกาและเอเชีย

นกเงือกเป็นนกขนาดใหญ่ อาจมีความยาวถึง 1.5 เมตร
เมื่อวัดจากปากถึงปลายหาง ส่วนมากมักมีขนสีดำสลับขาว
นกเงือกมีนิสัยในการทำรังผิดแปลกไปจากนกอื่นๆ ในโลก
คือเมื่อถึงฤดูทำรัง นกคู่ผัวเมียจะพากันหารัง
ซึ่งก็คือโพรงไม้ตามต้นไม้ใหญ่ (เช่น ต้นยาง) ที่อยู่ในที่ลับตา

เมื่อตัวเมียเข้าไปอยู่ในโพรง มันจะทำความสะอาด
แล้วเริ่มปิดปากโพรงด้วยวัสดุต่าง ๆ เช่น ดิน เปลือกไม้
ตัวเมียจะผสมวัสดุเหล่านี้กับมูลของมันเอง
เมื่อปิดปากโพรงจึงเหลือเพียงช่องแคบๆ
ตัวเมียจะขังตัวอยู่ภายในเพื่อออกไข่เลี้ยงลูก
ส่วนตัวผู้จะทำหน้าที่ดูแลตัวเมียและลูกโดยส่งอาหารผ่านทางปากโพรง

นกเงือกจะมีส่วนหนังเปลือยเป็นสีฉูดฉาดอยู่บ้าง
เช่น บริเวณแถวๆ คอ ขอบตานกเงือกขนตายาว ขาสั้น
ชอบกระโดด ลิ้นสั้น จึงกินอาหารโดยจัดอาหารให้อยู่ที่ปลายปาก
แล้วโยนกลับลงคอ
อาหารของนกเงือกมีทั้งพืชและสัตว์ เช่น ผลไทร สุรามะริด ผลตาเสือ
ถ้าเป็นพวกสัตว์ก็ได้แก่ สัตว์เลื้อยคลานและแมลง

เราเคยเห็นกับตาตัวเองหนึ่งครั้ง ถ้าไม่ได้เข้าใจผิดและจำไม่ผิด
คาดว่าน่าจะเห็นแถวๆ เขาใหญ่ เมื่อนานมากแล้ว
มันเกาะอยู่ตัวเดียว บนต้นไม้สูง
เราอยู่บนรถ ที่กำลังขับไปตามทางถนน

บอกกันต่อๆ มาว่า นกเงือกจับคู่ครั้งเดียว
และจะซื่อสัตย์กับคู่ของตัวเองไปจนตาย
นั้นเป็นธรรมชาติของมัน

เรียบเรียงจาก http://kanchanapisek.or.th/kp8/nrs/nrs702.html
ภาพนกเงือกจาก http://images.world66.com/ho/rn/bi/hornbill_galleryfull

Friday, July 27, 2007

ทะลุหูขวา (3): Rufus Wainwright


ชิ้นนี้ของเดือนกรกฎาคม เอามาแปะช้าหน่อย ขออภัย
เขียนตอนที่เชียงใหม่กำลังจะเลือกตั้งนายกเทศมนตรี
ทั้งเมืองอุดมไปด้วย ปรัชญา หลักการ และคำโฆษณา
อันนำไปสู่เป้าหมายทางการเมือง
แล้วจู่ๆ เพลงนี้ของรูฟัสก็โผล่เข้ามา พอเหมาะพอดี
ขอเชิญติดตาม และถ้ามีโอกาสขอชวนให้ลองฟัง

ทะลุหูขวา
text and artwork by วชิรา
Fall On Deaf Ears by vajira


ขอขอบคุณ NOKIA 5700 XpressMusic

{artist}
Rufus Wainwright

รูฟัส เกิดเมื่อปีค.ศ.1973 ในมหานครนิวยอร์ก
แต่เนื่องจากพ่อกับแม่แยกทางกันตั้งแต่เล็ก
เขาจึงอาศัยอยู่กับแม่ที่ มอนทรีอัล ประเทศแคนาดา
เริ่มเล่นเปียโนเมื่ออายุ 6 ขวบ และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล
Genie Award จากเพลง I’m A-Runnin เมื่ออายุเพียง 14 ปี

รูฟัสแสดงตัวว่าเป็นเกย์ตั้งแต่ตอนเป็นวัยรุ่น ในช่วงอายุ 14 นี้เอง
เขาถูกล่วงเกินทางเพศในสวนสาธารณะ Hyde Park ในกรุงลอนดอน
รูฟัสเล่าภายหลังว่า “ผมบอกเขา (ผู้ชายที่หิ้วมาจากบาร์) ว่า
อยากไปดูคอนเสิร์ตที่สวน ผมแค่คิดว่ามันคงโรแมนติกดี
ที่จะเดินเล่นตอนกลางคืนในสวนสาธารณะด้วยกัน แต่เขากลับข่มขืนผม
ปล้นผม แล้วก็พยายามจะบีบคอผม”


รูฟัสออกอัลบั้มแรกในชื่อเดียวกับตัวเขาเมื่อปี 1998 และได้รับการบันทึก
จากนิตยสาร Rollingstone ว่าเป็นหนึ่งในอัลบั้มยอดเยี่ยมแห่งปี
เขาเคยออกทัวร์กับ Sean Lennon ในช่วงปีเดียวกันนั้น
แล้วจึงออกทัวร์เดี่ยวของตัวเองในเวลาต่อมา
รูฟัสทำงานกับศิลปินต่างๆ มากมาย ระหว่างปี 2001-2004
เขาออกทัวร์กับ Tori Amos, Sting, Ben Folds และ Guster


ช่วงต้นค.ศ.2000 รูฟัสเริ่มติดยา (crystal meth) จนถึงขั้นตาเกือบบอด
อาการติดยาของเขาหนักหน่วงขึ้นถึงขีดสุดในช่วงปี 2002
รูฟัสพูดถึงช่วงเวลานั้นว่าเป็น ‘the most surreal week of his life’
ในช่วงเวลานั้น เขาต้องการใครสักคนช่วยชี้ทางชีวิตให้
แล้วทันทีที่โทรศัพท์ไปหา Elton John เพื่อนรัก
ผู้ที่ภายหลังเป็นคนโน้มน้าว นำส่ง และจัดการดูแลเขาให้ไปเข้ารับการบำบัด
ปัจจุบัน รูฟัสไม่ได้ยืนยันหรือปฏิเสธว่าเขายังคงเลิกใช้ยาหรือไม่

เพลงส่วนใหญ่ของรูฟัส มีน้ำเสียงไปทางอุปรากร วรรณคดี
และวัฒนธรรมป็อป
เนื้อเพลงกว่าครึ่งเป็นมุมมองความรักของเขาที่มีต่อชายหนุ่ม
จนกระทั่งในยุคหลังนี่เอง
ที่รูฟัสเริ่มบรรจุเนื้อหาเรื่องการเมืองลงในเพลงอย่าง
Waiting for a dream, Gay Messiah และ Going to a town.

Release the star เป็นอัลบั้มที่ 5 ในรอบสิบปี
รูฟัสบินไปทำงานชุดนี้ที่ Berlin
โดยใช้บรรยากาศ ‘โรแมนติกแบบเยอรมันโบราณ’ เป็นแรงบันดาลใจ
และนี่เป็นอัลบั้มแรกที่เขาโปรดิวซ์ให้ตัวเอง
(โดยมี Neil Tennant แห่ง Pet Shop Boys
เป็น Executive Producer ให้)
ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ http://www.rufuswainwright.com/



{lyric}
Going To A Town

I'm going to a town that has already been burned down
I'm going to a place that is already been disgraced
I'm gonna see some folks who have already been let down.
I'm so tired of America


I'm gonna make it up for all of the Sunday Times
I'm gonna make it up for all of the nursery rhymes
They never really seem to want to tell the truth
I'm so tired of you America


Making my own way home
Ain't gonna be alone
I got a life to lead America
I got a life to lead

Tell me do you really think you go to hell for having loved?
Tell me and not for thinking every thing that you've done is good
(I really need to know)
After soaking the body of Jesus Christ in blood
I'm so tired of America
(I really need to know)


I may just never see you again or might as well
You took advantage of a world that loved you well
I'm going to a town that has already been burned down
I'm so tired of you America

Making my own way home
Ain't gonna be alone
I got a life to lead America
I got a life to lead
I got a soul to feed
I got a dream to heed
And that's all I need


{essay}
บ้านของฉัน

ต่อไปนี้คือเรียงความเรื่อง ‘บ้านของฉัน’
บ้านของฉันประกอบไปด้วยพ่อ แม่ แล้วก็ ฉัน
แน่นอน, เวลาพูดถึงบ้าน เรามักไม่กล่าวถึงสิ่งก่อสร้าง

บางคนพยายามเรียกองค์ประกอบทั้งสามนี้ว่า ครอบครัว
แต่ฉันก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่า
การกำหนดความสมบูรณ์พร้อมไว้ล่วงหน้า
ว่าความหมายของครอบครัว ‘ต้อง’ ประกอบด้วย พ่อ แม่ ลูกนั้น
จะทำให้ชีวิตสุขสงบจริงหรือ

ฟังดูไม่ค่อยยุติธรรมกับคนอื่นๆ นัก ที่พวกเขาหลายคน
ไม่มีสิทธิ์มี ‘ความสมบูรณ์พร้อม’ เหมือนเพื่อนๆ ของฉันที่โรงเรียน
หลายคนไม่มีพ่อ หลายคนขาดแม่ จะด้วยสาเหตุอะไรก็ตามแต่
พวกเขาถูกบรรจุไว้ในกลุ่มบุคคลผู้มีองค์ประกอบ ‘ไม่สมบูรณ์’
เป็นที่เรียบร้อย
ทั้งที่ความไม่สมบูรณ์พร้อมนั้น
ไม่ได้เกิดจากน้ำมือของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย

ทันทีที่มีคนระบุว่าสิ่งนี้ ‘ครบ’
นั่นหมายความว่าการ ‘ขาด’ ก็เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน
ครอบครัวประกอบด้วยลำพังพ่อกับฉัน
หรือแม่กับฉัน หรือพ่อกับแม่ ไม่ได้หรือ
หรือแม้กระทั่งฉันคนเดียว เป็นครอบครัวไม่ได้ใช่ไหม

แต่นับว่าฉันยังโชคดีมาก บ้านของฉันอยู่ในเมือง จะอธิบายยังไงดี
เพราะที่จริงมันก็คือการที่มีบ้านหลายๆ บ้านมาปลูกอาศัยอยู่รวมๆ กัน
จนกลายเป็นเมืองขนาดใหญ่ แล้วด้วยความใหญ่ของมันนี่เอง
ทำให้ต้องมีคนอาสามาดูแลจัดการสารทุกข์สุกดิบให้กับบ้านต่างๆ
ที่ปักหลักกระจายตัวอยู่ทั่วอาณาบริเวณ
ถึงเวลา เขาก็เสนอตัวมาให้พวกเราเลือก เอ่อ...ที่จริงฉันไม่ได้ต้องการ
พวกเขานักหรอก
แต่จู่ๆ ใครก็ไม่รู้บอกว่า พวกฉัน ‘จำเป็น’ ต้องมีพวกเขาไว้คอยดูแล

ตลกดี ที่อยู่ดีๆ ฉันก็ถูกยัดเยียดข้อหาให้ว่า ‘ดูแลตัวเองไม่ได้’
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีบางคนอาสามาช่วย ‘เสริมสร้าง’ ครอบครัว
ให้อบอุ่นและเป็นสุข
นี่ยิ่งตลกกว่า-ก็ไหนว่าครอบครัวประกอบด้วย พ่อ แม่ ลูก
แล้วคนๆ นั้นเป็นใคร
อยู่ดีๆ จะอุปโลกตัวเองมาช่วยดูแลครอบครัวฉัน
ให้อบอุ่นและเป็นสุข

ที่ตลกที่สุด ทั้งที่เป็นบ้านของตัวเองแท้ๆ
ฉันกลับไม่สามารถ ‘เรียกร้อง’ อะไรกับพวกพี่ป้าน้าอา
ที่อาสามาดูแลเมืองที่ฉันอาศัย หรือกระทั่งไม่สามารถแสดง
ความ ‘ไม่เห็นด้วย’ ในสิ่งต่างๆ ที่พวกเขาทำ
ตอนแรกฉันคิดว่ารู้สึกอยู่คนเดียว แต่ก็เปล่า
เพื่อนที่อยู่บ้านข้างๆ ก็รู้สึกเหมือนกัน เขายังบอกอีกว่า
เพื่อนที่อยู่ข้างๆ บ้านของเขาก็รู้สึกแบบเดียวกัน

กล้ำกลืน-เพื่อนฉันใช้คำสวย (กว่าฉัน)

ใครกันนะ ทำให้ฉันและเพื่อนๆ ต้องตกอยู่ในสภาวะแบบนี้
อย่าพูด-พ่อกับแม่สอนฉันระหว่างรับประทานอาหาร
ในฐานะที่ครอบครัวเรายังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง
อย่าสงสัย-คุณครูที่โรงเรียนสอนฉัน
ในฐานะที่เรามีหน้าที่ศึกษาตำราที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น
อย่าถาม-เพื่อนๆ ที่โรงเรียนสอนฉัน เพราะพวกเขารู้ดีว่า
ไม่มีใครตอบคำถามในเรื่องพวกนี้ได้ถูกต้องนักหรอก
ฉันเลยชอบเก็บตัว ฟังเพลง เพราะเวลาที่ฟังเพลง
ฉันไม่สงสัย ไม่พูด ไม่ถาม ปล่อยให้เพลงแต่ละเพลง
เคลื่อนไหลไปตามจังหวะ เวลา และล่องลอยไปในอากาศ
ใครเขาจะทำอะไรก็ปล่อยเขา

นี่อาจเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง แต่ฉันก็จนใจ
ถึงจะดูเหมือนว่าฉันไม่ทำอะไรเลย
แต่ก็ขอสารภาพว่าลึกๆ แล้วฉันรู้สึกเสียใจ
ถ้าเพียงแค่พวกเขาเรียนรู้ที่จะฟัง
หลายอย่างที่แย่ๆ อาจไม่เกิดขึ้นก็ได้-ถ้าพวกเขารู้จักฟัง

ฉันจึงคิดว่าต่อไปนี้ ถ้ามีโอกาสพบเจอตัวเป็นๆ
จะชวนพวกเขามาฟังเพลงที่บ้าน
โลกนี้มีเพลงไพเพราะอีกมาก อย่างเช่นที่ Rufus Wainwright
กำลังขับร้องอยู่ตอนนี้ ในห้องแคบๆ เงียบๆ ของฉัน ในบ้านเล็กๆ
ร่มรื่นของพ่อกับแม่ ในเมืองใหญ่ๆ วุ่นวายไม่สิ้นสุดของพวกเขา

แล้วถ้าบังเอิญพี่ป้าน้าอาเหล่านั้นสละเวลามาปรากฏตัวได้จริงๆ
ฉันก็มีคำถามอยากจะถาม-ส่วนตัว
อยากรู้ว่าสถานะของเราที่เป็นอยู่นี้
เรียกว่า ‘ครอบครัว’ ใช่ไหม?


พิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร HIP ฉบับเดือนกรกฎาคม 2550


Monday, July 16, 2007

Rizana Naffeek



เราได้รับอีเมลฉบับหนึ่งจากพี่แป็ด (ระหว่างบรรทัด)
อ่านแล้วน่าสนใจดี เมื่อเช้าตื่นมา
ก็คิดถึงเรื่องนี้อยู่ว่าจะเป็นอย่างไร ลองอ่านรายละเอียดดู
แล้วอย่าลืมว่า วันที่วันที่ 16 กรกฎาคม!

เรื่องของ “ริซานา” เด็กสาวชาวศรีลังกา ผู้ต้องโทษประหารในซาอุฯ ด้วยคดีฆ่าทารกน้อย

ที่มา

http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?
mod=mod_ptcms&ContentID=8800&SystemModuleKey=HilightNews&SystemLanguage
=Thai


ประชาไท – 11 ก.ค. 50 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย
(The Asian Human Rights Commission-AHRC)
วอนช่วยส่งจดหมายถึงพ่อของเด็กทารกวัย 4 ขวบ
ที่เสียชีวิตด้วยอาการสำลักน้ำนม ที่ฟ้องเด็กสาวชาวศรีลังกา
ในข้อหาบีบคอเด็กทารก

ริซานา นาฟฟีค ชาวศรีลังกา
ถูกตัดสินโทษประหารชีวิตที่ซาอุดิอาระเบีย ในข้อหาบีบคอทารกวัย 4 เดือน
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียเชื่อว่า โศกนาฎกรรมครั้งนี้
เกิดจากการเลี้ยงดูโดยขาดทักษะ

ริซานา นาฟฟีค เกิดเมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2531 เธอมาจากหมู่บ้านที่ยากจน
เนื่องด้วยภัยสงคราม หลายครอบครัวที่นั่น รวมทั้งชุมชนมุสลิม
ต่างส่งลูกหลานที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะไปทำงานต่างประเทศ
เพื่อหารายได้เลี้ยงดูครอบครัว

บริษัทจัดหางานบางแห่งหาประโยชน์จากสถานการณ์นี้
ด้วยการรับหางานให้เด็กผู้หญิงที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ
ในการนี้เอง บริษัทจัดหางานได้โกงอายุเด็กเหล่านั้นให้มากกว่าอายุจริง
เพื่อทำพาสปอร์ต

สำหรับริซานา พาสปอร์ตของเธอระบุว่าเกิดเมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2525
ซึ่งเข้าเกณฑ์ที่บริษัทจัดหางานจะสามารถหางานในซาอุดิอาระเบียให้เธอได้
โดยเธอเดินทางไปทำงานที่ซาอุดิอาระเบียเมื่อเดือนพ.ค. 2548

เธอได้ทำงานที่บ้านของนายนาอิฟ จิซิยาน คาลาฟ แอล โอไตบิ
ซึ่งมีลูกชายวัยแรกเกิด 1 คน หลังจากเธอเริ่มทำงานได้ไม่นาน
ก็ได้รับมอบหมายให้ป้อนนมทารกวัย 4 เดือน
ริซานาที่ไม่มีทักษะในการดูแลเด็กเล็ก ถูกทิ้งให้ป้อนนมทารกตามลำพัง
ขณะที่เธอป้อนนมอยู่นั้น เด็กชายก็เกิดสำลักนมขึ้นมา
ซึ่งเหตุการณ์นี้มักจะเกิดอยู่บ่อยๆ
ริซานาตกใจมาก ระหว่างที่ตะโกนขอความช่วยเหลือ
เธอก็ใช้มือคลำบริเวณหน้าอก ลำคอและใบหน้าของทารกเพื่อหาทางช่วยเหลือ

เมื่อแม่ของเด็กมาถึง ทารกก็เสียชีวิตแล้ว
และเห็นภาพที่เธอก็ใช้มือคลำบริเวณหน้าอก ลำคอและใบหน้าของทารก
เพื่อหาทางช่วยเหลือ
ด้วยความเข้าใจผิด ทำให้ครอบครัวของเด็กจับเธอส่งตำรวจ
ด้วยข้อหาบีบคอลูกของพวกเขา

ที่สถานีตำรวจ ริซานาถูกจับโดยไม่มีล่ามหรือใครที่จะช่วยอธิบาย
ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ เธอถูกให้เซ็นต์รับสารภาพ จากนั้นมีการยื่นฟ้องเธอ
ด้วยข้อหาฆาตกรรมด้วยการบีบคอ

ครั้งแรกที่ขึ้นศาล ริซานาถูกตำรวจขู่ให้รับสารภาพ ต่อมาเมื่อเธอได้คุย
กับล่ามจากสถานทูตศรีลังกา เธอได้อธิบายด้วยภาษาของตัวเอง
ว่าเกิดอะไรขึ้น หลังจากได้ฟังเรื่องราวแล้ว ผู้พิพากษาได้ขอให้พ่อของเด็ก
ใช้สิทธิพิเศษในการยกโทษให้ริซานา แต่พ่อของเด็กก็ปฏิเสธ
ศาลมีคำตัดสินให้ประหารชีวิตเธอโดยการตัดศีรษะในวันที่ 16 ก.ค.ที่จะถึงนี้

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีเวลา 1 เดือน สำหรับอุทธรณ์
แต่ก็ยังไม่มีการยื่นอุทธรณ์ ตัวตั้งตัวตีในการอุทธรณ์ครั้งนี้คือ รัฐบาลศรีลังกา
โดยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียเข้าใจว่า
สถานทูตศรีลังกาในซาอุดิอาระเบียได้ขอความช่วยเหลือจากบริษัทกฎหมาย
ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 66,666 ดอลล่าร์สหรัฐฯ
ซึ่งสถานทูตสามารถเจรจาแล้วเหลือ 40,000 ดอลล่าร์สหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศของศรีลังกาไม่อนุมัติค่าใช้จ่ายใดๆ
ในการดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนสถานทูตศรีลังกาประจำซาอุดิอาระเบีย
ก็ยังไม่ได้รับคำพิพากษาและเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคดี
ซึ่งจำเป็นในการยื่นอุทธรณ์แต่อย่างใด

ทั้งนี้ ตามกฎหมายของซาอุดิอาระเบีย ครอบครัวของผู้เสียหายมีสิทธิพิเศษ
ในการยกโทษให้แก่ผู้กระทำผิด นั่นคือ ครอบครัวของทารก
สามารถยกโทษให้ริซานาได้ ซึ่งจะทำให้การลดโทษมีผลตามกฎหมาย
ของซาอุดิอาระเบีย

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย เห็นว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นโศกนาฎกรรม
ไม่ใช่อาชญากรรม และไม่มีการระบุถึงความขัดแย้งระหว่างพี่เลี้ยง
และครอบครัวของเด็กที่เสียชีวิต ซึ่งถ้าหากมีความขัดแย้งกัน
ครอบครัวของเด็กก็คงไม่ให้เด็กอยู่ในดูแลของเธอ

การขาดทักษะและอุปสรรคทางการสื่อสารเนื่องจากปัญหาด้านภาษา
นำมาซึ่งเหตุการณ์น่าเศร้าที่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นอาชญากรรม

ดังนั้น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย จึงเชิญชวนให้ส่ง
จดหมายถึงพ่อของเด็กที่เสียชีวิตเพื่อขอให้ให้อภัยแก่ริซานา
อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้เป็นการคุกคามครอบครัวดังกล่าว
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย ได้ขอให้ผู้ที่ต้องการช่วยเหลือริซานา
ส่งจดหมายโดยผ่านทางสถานทูตศรีลังกา

อนึ่ง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย ได้ร่างจดหมายไว้แล้ว
ผู้ที่ต้องการสนับสนุนการอุทธรณ์ครั้งนี้
สามารถคลิกที่แบนเนอร์เพื่อร่วมลงชื่อได้
คลิกส่งจดหมายได้ที่นี่ http://www.ahrchk.net/ua/support.php?ua=UP-097-2007

สำหรับเนื้อหาในจดหมายนั้น ได้แสดงความเสียใจกับการสูญเสียลูกชาย
ของครอบครัวโอไตบิ และขอความเห็นใจจากหัวหน้าครอบครัวดังกล่าว
เพื่อให้ยกโทษให้ริซานา ที่กำลังจะถูกประหารชีวิตในวันจันทร์ที่จะถึงนี้
(16 ก.ค.)โดยอธิบายถึงการจากไปของเด็กชายวัย 4 เดือนว่า
เป็นอุบัติเหตุที่เกิดจากการขาดทักษะในการดูแลเด็ก

เรียบเรียงจาก Update on Urgent Appeal: Your urgent intervention is needed to save Rizana Naffeek who must appeal against the death sentence before 16 July 2007

รูปภาพจาก
http://z.about.com/d/afroamhistory/1/7/l/3/execution.jpg
(รูปภาพนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด)

Tuesday, July 10, 2007

FALL ON DEAF EARS: JULY 2007



จดหมายข่าว สำหรับคนที่ไม่ได้อีเมลนะ

สวัสดี
ผ่านงานที่กรุงเทพฯ ไปได้ก็สบายใจขึ้นมาก
ตอนนั้นทั้งเหนื่อย ทั้งกังวล ทั้งเครียด และอีกหลายๆ ทั้ง
ขอบคุณทุกๆ คนที่สนใจ ขอบคุณทุกๆ คนที่มาร่วมงาน
ไม่คิดมาก่อนเลยว่าคนจะเยอะขนาดนั้น
ขอบคุณจริงๆ และขออภัยสำหรับความไม่สะดวกต่างๆ นานา
ถ้ามีโอกาสจัดงานที่กรุงเทพฯ อีก
จะเตรียมการให้ดีขึ้น (แต่คงไม่ใช่เร็วๆ นี้แน่ๆ ^^)
อยากขอบคุณเพื่อนๆ ที่มาร่วมเปิดเพลงด้วยกันด้วย
อันประกอบด้วย พี่โหน่ง (สมชาย ขันอาษา) พี่นูญ ไอ้ต้อม แล้วก็ ดุ๋ย
คนเหล่านั้น ไม่ได้ทำอะไรเกี่ยวข้องกับวงการเพลงเลย
(ยกเว้นพี่โหน่ง ที่ค่อนข้างอยู่ใกล้วงการเพลงกว่าคนอื่นๆ หน่อย)
พี่นูญทำนิตยสาร ตอนนี้ยังทำอยู่
ไอ้ต้อมเคยทำนิตยสาร แต่ตอนนี้ไปทำงานธนาคารแล้ว
ทั้งสองคนช่วยเปิดโลกฟังเพลงของเราให้กว้างขึ้น
ส่วนดุ๋ยเป็นกราฟฟิก ทำงานออกแบบ
เมื่อก่อนเคยทำภาพประกอบให้คอลัมน์ของเรา
(ดุ๋ยออกแบบ 'เก้าอี้' ได้รางวัลระดับนานาชาติบ่อยๆ)
แม้ทุกคนจะฟังเพลงคล้ายกัน แต่ก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว
เลยลองชวนให้เลือกเพลงมาเปิดด้วยกัน
แล้วความที่ 'ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว' ก็ทำหน้าที่ในคืนนั้นได้ดีเชียว

คนที่เคยมางานที่เชียงใหม่
อาจแปลกใจว่าทำไมงานที่กรุงเทพฯ มี SONG MENU
ซึ่งที่เชียงใหม่ไม่เคยมีต้องเล่าให้ฟังก่อนว่า
ปกติเวลาจัดงาน เราจะไม่ทำ playlist ไว้ล่วงหน้า
เพราะกลัวตัวเองไม่สนุก ทุกครั้งเวลาที่จัด ก็เปิดเพลงต่อๆ กันไปเรื่อย
ฟังเพลงนี้แล้วนึกถึงเพลงนั้นแล้วอยากฟังเพลงโน่นต่อ อะไรแบบนั้น
ผ่านมาได้หลายเดือนก็ยังสนุกดีอยู่
(เพราะมันชวนให้ตื่นเต้นมากกก เวลาที่กำลังจะเลือกเพลงไม่ทัน)
แต่เนื่องจากที่บางกอกมีเพื่อนมาเปิดด้วย
เลยต้องทำอะไรสักอย่างที่เป็นเหมือน sequence ของงาน
เพื่อความไม่มั่วจนเกินไปเลยคิดถึง SONG MENU ขึ้นมา
ก็เวลาไปร้านอาหาร เขายังมีเมนูไว้คอยบริการ
แล้วทำไมเวลาไปฟังเพลง เราจะมีเมนูบ้างไม่ได้ล่ะ
ต่างกันก็แค่คนที่มา เลือกฟังเองไม่ได้
(ฮ่า ฮ่า)
ทำไปแล้วก็ค้นพบว่าสนุกไปอีกแบบ
ข้อดีคือคนที่มาจะรู้ล่วงหน้าได้ว่าคืนนี้จะได้ฟังเพลงของใครบ้าง
มีวงโปรดของตัวเองหรือไม่ หรือถ้าไม่มี (หรือไม่รู้จัก)
ก็น่าจะเป็นโอกาสอันดีที่จะได้รู้จักเพลงและวงใหม่ๆ
อันเป็นจุดประสงค์แท้จริงของกิจกรรมเหล่านี้
ส่วนข้อเสียนั้นก็คงจะเป็นว่า ต้องเตรียมตัวนานนนนนกว่าปกติ
เพราะถึงเวลาวันจริง ก็ทิ้ง SONG MENU ไปบ้างอยู่ดี

เดือนนี้กลับมาที่เชียงใหม่เหมือนเดิม
ตอนแรกตั้งใจว่าจะจัดวันเสาร์ที่ 14
แต่บังเอิญว่าที่ร้านไม่ว่างเพราะมีคนมาจัดงานแต่งงาน
บวกลบคูณหารแล้วคิดว่าไม่ควรไปขัดขวางงานแต่งงานของเขา
ครั้นจะเลื่อนมาวันที่ 7 ก็เร็วไปหน่อย วันที่ 21 ก็เกรงจะสายเกินไป
เลยลงตัวที่วันพุธที่ 11
เดือนนี้ยังมีฉายหนังเช่นเดิมเป็นมิวสิควิดีโอ (ชุดใหญ่)
ของ Depeche Mode
แผ่นนี้ได้รับความเอื้อเฟื้อมาจาก EMI ค่ายต้นสังกัด (ขอบคุณ)
สำหรับคอเพลง คงไม่ต้องอธิบายถึง Depeche Mode ให้มากความ
เพราะเป็นวงเก่าแก่ที่ยังเก๋าดีอยู่
'เล่นมาแล้วทุกแนว แต่งตัวมาแล้วทุกแบบ'
(เคยได้ยินประโยคเมื่อกี้มาจากรายการวิทยุ)
ส่วนคอเพลงรุ่นใหม่ อาจคุ้นเคยจากเพลง somebody
ที่พี่ป็อดนำมาร้องในคอนเสิร์ต The Very Common เมื่อคราวโน้น
(ยังจำได้ติดหูว่า ตอนที่เปียโนเพลงนี้ขึ้น คนดูก็ส่งเสียงหวีดดดดด)
MV ส่วนใหญ่ในยุคกลางๆ (ค่อนไปทางยุคหลัง)
กำกับโดยคุณ Anton Corbijn
ใครนะ? กรุณาไปค้นคว้าต่อกันเองเองละกัน
(ค้นคว้าแล้วจะรู้ว่าไม่ควรพลาดชม+ศึกษาผลงานของพี่เขา)
กลับไปกรุงเทพฯ คราวที่แล้ว อยู่บ้านนานหน่อย
ช่วงที่พักผ่อนก็เก็บข้าวเก็บของ จนพบ 'กระต่าย' สังกะสีตัวนี้เข้า
(แต่ถ้าใครจะมองว่าเป็น หนู ก็ไม่เป็นไรนะ เพราะว่า หู มันมองไม่ค่อยเห็น)
เลยชวนมันมาเป็นแบบโปสเตอร์ให้
จับมาวางบนแผ่นขน ถ่ายรูป แล้วก็เอาตัวหนังสือมาลงเป็นอันเสร็จพิธี
เอ่อ...เรื่องงานรูปถ่าย (ที่ไปแสดงที่กรุงเทพฯ) กำลังอยู่ในระหว่าง
การติดต่อประสานงานว่าจะสามารถจัดแสดงที่เชียงใหม่ได้หรือไม่
ช่วงนี้ สำหรับคนที่สนใจ ขอเชิญเลื่อนตาลงไปข้างล่าง
เลือกบางส่วน (บางมากๆ) ไว้ให้ดูไปพลางๆ
(แต่ขอยืนยันว่า การได้ชมรูปจริงที่อัดบนกระดาษอัดรูปนั้น
'ได้อารมณ์' กว่ากันมากมายนัก)
จดหมายฉบับนี้ยาวจังสงสัยเป็นสัญญาณว่ากำลัง 'อยาก' เขียน
สรุปเลยดีกว่าว่า เดือนนี้จัดงานวันพุธที่ 11 กรกฏาคม 2550
ที่ร้านขันอาษาเช่นเดิม
19.00 ฉายเอ็มวีของ Depeche Mode
แล้ว 21.00 ก็เริ่มบรรเลงเช่นเดิม
สำรองโต๊ะได้ที่ 086 914 8251
เดือนนี้เป็นเดือนสุดท้ายแล้วที่ NOKIA เป็นสปอนเซอร์ให้
ขอบคุณ NOKIA สำหรับการสนับสนุนตลอดสามเดือนที่ผ่านมา
ขอบคุณอุณา ตัน และทุกๆ คน

ไปล่ะ แล้วพบกัน
ช่วงนี้ฝนตกบ่อย ระวังไม่สบาย
^^

หมายเหตุ เนื่องจากยังไม่มีทีมงานเป็นตัวเป็นตน
จึงใคร่ขอรบกวนทุกท่านที่หากบังเอิญพบเห็นภาพข่าวปาร์ตี้ที่กทม
ลงตีพิมพ์ในนิตยสารเล่มไหน ฉบับใด
ให้ช่วยส่งข่าวกลับมาให้ทราบด้วย จักเป็นพระคุณอย่างยิ่งยวด

Friday, June 29, 2007

เห็น (SEE)

เหล่านี้คือรูปที่เลือกมาบางส่วน
(บางมากๆ ) เพราะเลือกมาแค่ 12 รูป
จาก 150 รูปที่จัดแสดงไปแล้วที่บางกอก

แจ้งคร่าวๆ พอได้ว่า
ทั้งหมดเป็นรูปถ่ายเล่น (แต่เอาจริงนะ)
ที่ถ่ายไว้ตลอดหนึ่งปี ตั้งแต่มาอยู่ที่เชียงใหม่
วันนี้ ถือโอกาสเอามาแบ่ง เผื่อเพื่อนฝูงญาติมิตร
จะได้เห็นว่าเรา 'เห็น' อะไรบ้าง ตลอดหนึ่งปี

ส่วนงานแสดงที่เชียงใหม่ กำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการ
เตรียมรูปเพิ่ม เรียบเรียงใหม่ แล้วก็หาที่ทาง
มีข่าวคืบหน้าอย่างไร จะรีบดำเนินการให้ทราบทันที
ดูรูปที่นี่ไปพลางๆ ก่อน
ทำขนาดไฟล์มาไม่ใหญ่ ดูเล็กๆ กำลังงาม
เผื่อช่วยให้ตัดสินใจง่ายขึ้นว่าอาจจะไม่อยากมาดูรูปที่เหลือก็ได้
ฮ่า ฮ่า
ขอบคุณมาก ^^



Tuesday, June 19, 2007

ทะลุหูขวา (2) : Sean Lennon



ทะลุหูขวา
text and artwork by วชิรา

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร HIP ฉบับเดือนมิถุนายน 2550
Special thanks to NOKIA 5700 XpressMusic

SEAN LENNON
เป็นบุตรชายของ John Lennon และ Yoko Ono
ว่ากันว่าเขามีชื่อเสียงตั้งแต่อยู่ในท้องแม่
และเป็นธรรมดาของบรรดาลูกหลานของคนมีชื่อเสียงทั้งหลาย
ที่ต้องรับแรงกดดันที่มองไม่เห็น
โดยเฉพาะเมื่อต้องเดินร่วมเส้นทางเดียวกันกับบิดามารดา

ในโลกดนตรี Sean เลือกที่จะวางตัวเองไว้ระหว่าง
ดนตรีป็อปและดนตรีทดลอง (experimental)
คล้ายๆ กับ Beastie Boy, Beck หรือ Cibo Matto (ญี่ปุ่น)
ที่เดินล่วงหน้าอยู่ก่อน
Sean เริ่มชีวิตนักดนตรีจริงจังด้วยการผลักดัน Yoko ผู้เป็นแม่
ให้กลับคืนสู่เวทีอีกครั้ง เขาตั้งวงดนตรีร็อคสามชิ้นขึ้นมาสนับสนุน
ในชื่อ IMA ช่วงนั้นเองที่เขาได้พบกับ Yuka Honda
แห่ง Cibo Matto และตระเวณออกทัวร์กับ Cibo Matto
ในฐานะมือเบสและคนรัก (ในขณะนั้น) ของ Yuka
(ถ้าดูเครดิตในอัลบั้ม แดดส่อง ของ moderndog
ก็จะพบชื่อ Yuka Honda ด้วยเช่นกัน)

Sean ออกอัลบั้มแรก Into the Sun ในปี 1998
ก่อนหน้านั้นไม่นานเขาได้สัมภาษณ์กับ The New Yorker ว่า
พ่อของเขาถูกฆาตกรรมโดยรัฐบาลอเมริกัน!
บทสัมภาษณ์นั้นทำให้เขาถูกจับตามองมากกว่าธรรมดา

แปดปีต่อมา อัลบั้ม Friendly Fire ก็ปรากฏสู่สายตาประชาชน
Sean อธิบายว่าเพลงทั้งหมดได้แรงบันดาลใจมาจากชีวิตส่วนตัวของเขา
เป็นความหายนะที่โรแมนติก
เมื่อคนรักของเขา (ไม่ใช่ Yuka!) หลับนอนกับเพื่อนรักของตัวเอง
ทั้งคู่เลิกรากัน
เพื่อนรักคนนั้นเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุมอร์เตอร์ไซค์
ก่อนที่ Sean จะมีโอกาสเปิดอกในเรื่องนี้
และเป็นที่มาของชื่อ Friendly Fire
ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ www.seanlennon.com

(LYRIC)
PARACHUTE


LOVE IS LIKE AN AERO PLANE
YOU JUMP AND THEN YOU PRAY
THE LUCKY ONES REMAIN
IN THE CLOUDS FOR DAYS
IF LIFE IS JUST A STAGE
LET’S PUT ON THE BEST SHOW
AND LET EVERYONE KNOW

CAUSE IF I HAVE TO DIE TONIGHT
I'D RATHER BE WITH YOU
CUT THE PARACHUTE BEFORE WE DIVE
BABY DON’T YOU CRY
YOU HAVE TO BRING ME DOWN
WE HAD SOME FUN BEFORE WE HIT THE GROUND

LOVE IS LIKE A HURRICANE
YOU KNOW IT’S ON THE WAY
YOU THINK YOU CAN BE BRAVE
UNDERNEATH THE WAVES
IF LIFE IS JUST A DREAM
WHICH ONE OF US IS DREAMING
AND WHO WILL WAKE UP SCREAMING


CAUSE IF I HAVE TO DIE TONIGHT
I'D RATHER BE WITH YOU
CUT THE PARACHUTE BEFORE WE DIVE
BABY DON’T YOU CRY
YOU HAVE TO BRING ME DOWN
WE HAD SOME FUN BEFORE WE HIT THE GROUND

CAUSE IF I HAVE TO DIE TONIGHT
I'D RATHER IT WAS YOU
CUT THE PARACHUTE BEFORE THE DIVE
BABY DON’T YOU CRY YOU HAVE TO BRING ME DOWN
WE HAD SOME FUN BEFORE WE HIT THE GROUND

(ESSAY)

ผมยังไม่เคยร่วงลงจากที่สูง
(ในความหมายของสถานที่ที่อยู่สูงจริงๆ ไม่ใช่ในเชิงปรัชญา)
แต่พอเข้าใจได้ว่าภาวะของการอยู่ไกลเหนือพื้นดินนั้นไม่น่าพิศมัยนัก
โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคหวาดกลัวความสูง
ยิ่งถ้ามีเหตุจำเป็นบังคับให้ต้องแขวนชีวิตอยู่บนนั้น

แต่จะว่าไป ที่จริงเราอาจไม่ได้หวาดกลัว ‘ความสูง’
แต่กลัวการ ‘ร่วง’ ลงมาต่างหาก
เพราะถ้ามีใครสักคนอุตริรับประกันการหล่นให้เราได้
ก็ไม่มีเหตุผลใดๆ อีกที่จะต้องกลัว
ไม่ร่วง ไม่ตก ไม่เจ็บ
เป็นไปได้หรือไม่ว่ามนุษย์เรานั้นกลัว ‘ความเจ็บ’ มากกว่าอื่นใดทั้งหมด
น่าเสียดายที่ไม่เคยมีโอกาสถามไถ่ บรรดาคนที่มีเหตุให้ต้องร่วงลงมา
จากที่สูงโดยไม่มีอุปกรณ์ช่วยเหลือประคับประคอง
ว่าระหว่างทางก่อนถึงพื้นดินนั้นเกิดอะไรขึ้นในความคิดของพวกเขาบ้าง

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เขาเหล่านั้นล้วนไม่มีโอกาสเปลี่ยนแปลงใดๆ
ทุกสิ่งเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ร่วงหล่น และ ดับไป ภายในเวลาพริบตา
ไม่มีโอกาสแก้ตัว
........

ในบรรดาทุกๆ ‘ความ’ ที่เกี่ยวข้องกับชีวิต
ความรักน่าจะเป็นเรื่องยอดนิยมมากที่สุด
แม้ว่าความหิวและความอิ่มจะเป็นสาระสำคัญอันดับต้นๆ
ของการมีชีวิตอยู่ก็ตามที
เราส่วนใหญ่จึงก้มหน้าก้มตาทำมาหากินให้ท้องอิ่ม
เพื่อที่จะใช้เวลาส่วนที่เหลือจินตนาการถึงความรักในแบบที่เราต้องการ
(ยกเว้นบางคนที่โลภกว่าคนอื่น จึงเบี่ยงเวลาบางส่วนไว้หาสิ่งของเข้าท้องไม่สิ้นสุด)

ผลพวงจากความยอดนิยม
ความรักจึงเป็น ‘ความ’ ที่ถูกนิยามด้วยความหมายอื่นมากที่สุดอีกด้วย
ความรักคือความเข้าใจ คือการดูแล คือความอดทน คือการให้
คือความเสียสละ และอีกหลายๆ คือ
น่าแปลกใช่ไหม ที่ความหมายของความรักกลับไม่ใช่ความรักโดยตัวมันเอง
แต่ถูกอธิบายให้กลายเป็นอย่างอื่น

ผมเรียกเอาเองว่าบรรดาคำอธิบายเหล่านั้น
ที่แท้คือทัศนคติที่เรามีต่อความรัก
คล้ายอากาศ เมื่อมองไม่เห็น เราจึงต้องพยายามดิ้นรนค้นหาอธิบาย
จนเมื่อพบคำอธิบาย เราก็สบายใจ
ความรักจึงเป็นความรักโดยตัวมันเองไม่ได้ แต่ต้องเป็นอะไรสักอย่างที่เราพอเข้าใจ
อย่างน้อย ก็เพื่อใช้กำกับพฤติกรรมต่างๆ นานา ที่เกี่ยวข้องกับความรักนั้น
อันเป็นพฤติกรรมที่สะท้อนความอ่อนแอขั้นสุดของมวลมนุษยชาติ
จะมีอะไรเปราะบางกว่านี้อีก
การปล่อยให้ตัวเองดื่มดำ อิ่มเอม สนุกสนาน
หรือทนทุกข์ทรมานกับอะไรสักอย่าง ยกตัวอย่างเช่น ความรัก
จะทำให้เราเคว้งคว้าง ไม่พบคำตอบ ไม่พบจุดหมาย
คล้ายลอยคอในทะเลลึกยามค่ำ ไม่เห็นฝั่ง ไม่รู้ทิศทาง
และในที่สุด เราก็พ่ายแพ้ ด้วยการแสดงออกว่าเราชนะ
แสดงความเป็นเจ้าของ มีอำนาจเหนือ
และพยายามใช้อำนาจนั้นประคับประคองตัวเราให้ดำรงอยู่
เชิดหน้าชูตา แทนที่จะพยายามทำความเข้าใจสภาวะที่ไม่สามารถอธิบายได้นั้น
เรากลับผลักไสมันออกไป ยิ่งไกลยิ่งปลอดภัย ยิ่งห่างยิ่งไม่ต้องทรมาน
เป็นความขี้ขลาด อ่อนแอ

เหมือนที่เรากลัวความเจ็บ ไม่ใช่ความสูง
เหมือนที่เราพยายามยึดบางสิ่งบางอย่างไว้กับตัวเอง
ประกาศอาณาเขต แสดงความเป็นเจ้าของ
และกล่าวโทษทุกอย่างที่ไม่ดำเนินไปตามความต้องการของเรา
การปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปอย่างอิสระ เป็นความยากลำบากแสนสาหัส
เพียงเพราะเราต้องการคำตอบ

การอยู่เฉยๆ ยอมรับและพยายามทำความเข้าใจความเจ็บปวดของชีวิตนั้น
นับเป็นความกล้าหาญอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
และถึงที่สุดแล้ว เราอาจค้นพบว่า เราไม่ได้เปราะบางอย่างทิ่คิด

แม้ระยะทางจากท้องฟ้าถึงพื้นดินของแต่ละคนอาจไม่เท่ากัน
แต่ไม่วันใดก็วันหนึ่ง เราต้องตกลงมาอยู่ดี
ไม่มีใครลอยคว้างอยู่กลางฟ้าได้ตลอดกาล
คำถาม-ถ้าคุณต้องจบชีวิตลงภายในคืนนี้ คุณจะทำอะไร?
คำตอบ-ทำใจ
เพราะมันคือสิ่งเดียวกัน

Tuesday, June 12, 2007

FALL ON DEAF EARS: JUNE 2007



จดหมายข่าวของเดือนมิถุนา ข้อความเป็นดังนี้

สวัสดีเดือนมิถุนา ถึงเวลาส่งข่าวอีกครั้ง
และก็ถึงเวลาที่นัดหมายกันไว้เสียที
เดือนนี้พิเศษหน่อย เพราะว่าจัดสองครั้ง
ตามคิวเดิมวางแผนจะจัดครั้งเดียวที่กรุงเทพฯ
เพราะเกรงจะทำไม่ไหว
แต่หลังจากงานเมื่อวันที่ 12 พฤษภาที่ผ่านมา
ก็เลยรู้สึกว่า จะทิ้งชาวเชียงใหม่ไปได้อย่างไร
เลยยอมเหนื่อย (ซึ้ง...) ซึ่งไม่เป็นไร
เห็นทุกคนสนุกสนานเบิกบานก็ดีใจ

แต่...ไหนๆ ก็พิเศษแล้ว เลยจะขอพ่วงความพิเศษขึ้นไปอีก
เนื่องจากว่าช่วงนี้เป็นช่วงเดือนที่มาอยู่เชียงใหม่ครบหนึ่งปีพอดิบพอดี
งานหูที่เชียงใหม่คราวนี้เลยขอจัดเป็น Thai Night! (คืนไทย!!)
หมายความว่าจะเปิดแต่ 'เพลงจากศิลปินไทย' เท่านั้น!!!
สำหรับคนที่ไม่เคยมางาน แอบเล่าให้ฟังนิดนึงว่า
ปกติทุกเดือน เราก็จะเปิดเพลงไทยที่ดีๆ ชอบๆ
แซมๆ อยู่กับเพลงสากลอยู่แล้ว
เพราะเชื่อว่าเพลงไทยที่ดีๆ ก็มีอยู่เยอะ
ทั้งเก่าทั้งใหม่ คราวนี้สบโอกาส
เลยว่าจะลองจัดเป็น 'คืนไทย' สักครั้ง
นัยว่าคืนกำไรให้ชาวเชียงใหม่ ไม่รู้ผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร
คงต้องรอติดตาม และถ้าเป็นไปได้
ก็อยากทำ 'คืนไทย' นี่ปีละหนึ่งครั้ง...เท่านั้น!!

ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ใครมีเพลงไทยที่คิดว่าดี
และอยากจะแนะนำสามารถอีเมลกลับมาได้ที่นี่
(iamvajira@hotmail.com) หรือถ้าจะให้ดี
แปะแนะนำไว้ที่บล็อกนี้ก็ได้ จะเป็นพระคุณอย่างมาก

ส่วนงานที่กรุงเทพฯ ก็จะพิเศษกว่าปกติเล็กน้อย
แต่ยังคงเป็นกิจกรรม 'ฟังเพลง' เช่นเดียวกับที่ทำที่เชียงใหม่
(หมายความว่าไม่เน้นเต้นน่ะ!)
ถ้าสังเกตจะเห็นว่าเป็น 'วชิราและเพื่อน'
อันหมายความว่าไม่ได้เปิดคนเดียว แต่จะชวนเพื่อนฝูงพี่น้อง
ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับวงการเพลงโดยตรง
มาร่วมสนุกด้วยกัน เพื่อสนับสนุนการฟังเพลงดี
ที่จริงๆ แล้วสามารถปนเปอยู่ในชีวิตประจำวันของทุกคน
ชักชวนกันมาได้หลายท่านอยู่
ส่วนงานจะออกมาหน้าตาอย่างไรนั้นขอเชิญติดตาม

แถมให้อีกนิด ด้วยนิทรรศการขนาดเล็กมาก
เป็นภาพที่เราถ่ายไว้ตลอดหนึ่งปีที่เชียงใหม่
รายละเอียดจะแจ้งให้ทราบในลำดับต่อไป (ไม่นานหรอก)

ว่าแต่...มากรุงเทพฯ ตามสัญญาแล้วนะ
พ่อแม่พี่น้องชาวกทม.ที่รักทั้งหลาย
อย่าได้พลาดเชียว(เพราะคงไม่ได้มาบ่อยๆ)

จึงสรุปความได้ว่า ทะหูขวาครั้งที่ 8 นี้
จัดวันที่ 9 มิถุนา ที่ขันอาษา เชียงใหม่ เริ่ม 21.00 ตามปกติ
ส่วนวันที่ 15 มิถุนา จัดที่ร้านปลาดิบ ซอยอารีย์ (สะพานควาย)
เริ่ม 21.00 เช่นกัน
และเหมือนทุกครั้ง 19.00 จะฉายดีวีดี
คราวนี้เป็นหนังสั้นประกอบเพลงของ Sean Lennon
ที่มากับในอัลบั้ม Friendly Fire ใครสนใจโปรดติดตาม

ถ้าไม่ลำบาก อยากชวนให้สำรองโต๊ะไว้ก่อน
จะได้นั่งสบายๆ กัน

เชียงใหม่ โทร 086 914 8251
กรุงเทพฯ โทร 02 279 8185

แล้วพบกัน...นะ^^
ขอบคุณ NOKIA ขอบคุณเพื่อนๆ และขอบคุณทุกๆ คน
......................................................................

ถึงวันนี้ 'คืนไทย' ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
ขลุกขลักตามประสา แต่ก็ชื่นมื่น
ก่อนหน้างานไม่กี่ชั่วโมง ก็เพิ่งรู้ปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์เพลง
ว่า ห้ามเปิดเพลงของค่ายใหญ่สองค่ายนั้น
เพราะอาจโดนจับ
เพิ่งรู้ว่าถ้าร้านไหนจะเปิด ต้องไปจ่ายค่าลิขสิทธิ์รายปีก่อน
เฮ้อ....ไว้ว่างๆ คุยเรื่องนี้กันนะ

กำลังจะถึงงานที่กรุงเทพฯ แล้ว
ตื่นเต้นมาก ^^

Thursday, May 31, 2007

U Think?


some said:
hanging onto something is what makes u strong
but sometimes it is letting go...

Thursday, May 24, 2007

ทะลุหูขวา: arling & cameron


ชีวิตช่วงนี้ขาลงมากๆ
คอมเสีย (โดนไวรัสตั้งแต่คราวก่อน) ต้องส่งไปลงโปรแกรมใหม่
(ซึ่งหมายความว่าเพลงและข้อมูลบางส่วนได้อันตรธานไปเรียบร้อย)
รถเสีย ต้องส่งเข้าอู่
ตัวเองก็เสีย คงต้องไปหาหมอในเร็ววัน
เฮ้อ......

เอาล่ะ นี้คือคอลัมน์ประจำอันใหม่ใน HIP
เป็น 'อีก' ส่วนหนึ่งของโปรเจกต์หู ที่เคยเกริ่นไว้เมื่อนานมาแล้ว
ขอเชิญทัศนาตามอัธยาศัย

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร HIP ฉบับเดือนพฤษภาคม 2550
special thanks to NOKIA


ทะลุหูขวา
text and artwork by วชิรา

(ARLING&CAMERON)

= Garry Arling + Richard Cameron
hi-fi underground คืออัลบั้มแรกหลังจากที่หายไป 5 ปี
รวมวงครั้งแรกเมื่อปี 1994 ออกมาแล้ว 5 อัลบั้ม
เคยทำงานร่วมกับ Pizziczto Five และ Fantastic Plastic Machine
ทั้งคู่มาจากเนเธอร์แลนด์ (Amsterdam) แต่ไปโด่งดังในญี่ปุ่นและอเมริกา
ตอนนี้พำนักอาศัยอยู่เบอร์ลิน
เมื่อปี 2001 Richard Cameron ประสบอุบัติเหตุรถตู้จากการออกทัวร์
หลังหัก ต้องพักรักษาตัว จากนั้นแยกย้ายกันไปทำงานเดี่ยว
และกลับมารวมกันอีกในอัลบั้มนี้
ถ้าไม่เกิดอุบัติเหตุขึ้นเสียก่อน อัลบั้มนี้ควรจะออกมาในปี 2002
โดยทีแรงบันดาลใจบางส่วนจากเหตุการณ์ 9/11
เป็นความหดหู่ หวาดระแวงที่ซ่อนอยู่ลึกๆ
ภายใต้กลิ่นของดนตรีอิเล็กโทรนิก/เต้นรำ

ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ www.arlingandcameron.com (มี MV ให้ดูด้วย-เท่มาก!)


(LYRIC)

we can't be somebody else

there's a world outside and it's waiting
waiting for us to come
and we'll keep on coming until our message is heard by everyone
there's life before death and it's there for the taking
we get it for free and we get what we're making of it
we better love it, or else, you know
we can't be somebody else
we can't be somebody else
we can't be somebody else
we better love ourself


(ESSAY)

ช่วงเวลาติดชิดหลังเทศกาลสงกรานต์แบบหายใจรดต้นคอ
โลกก็ต้องตื่นตะลึงกับโศกนาฏกรรมระทึกขวัญในมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย เทค
สหรัฐอเมริกา คนธรรมดาๆ 32 คนเสียชีวิต โดยไม่รู้ตัว ไม่มีโอกาสร่ำลา

มองกันอย่างสถิติก็ถือว่าเป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งรุนแรงที่สุด
ในประวัติศาสตร์การสังหารหมู่ในสถานศึกษาของอเมริกา
เมื่อเปรียบเทียบกับกรณีโรงเรียนมัธยมโคลัมไบน์ที่มีผู้เสียชีวิต 15 คน ในปี 1999
และการสังหารหมู่ที่มหาวิทยาลัยเท็กซัสที่มีผู้เสียชีวิต 16 คน ในปี 1966

ตามตารางของนิตยสาร TIME ฉบับ 30 เมษายน 2007 แสดงให้เห็นว่า พฤติกรรมการสังหารหมู่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นับจากปี 1990

ถ้าเทียบกันตามลำดับเวลา
ในขณะที่ประชาชนชาวไทยกำลังสาดกระสุนน้ำใส่กันอย่างเมามัน
ในช่วงวันที่ 12-15 เมษายน ที่อีกฟากของโลก ชายหนุ่มผู้หนึ่งอาจกำลังจมอยู่ในภวังค์ ครุ่นคิด เคร่งเครียด และตระเตรียม เขาเป็นนักศึกษาชั้นซีเนียร์ เอกภาษาอังกฤษ ชาวเกาหลีใต้ ชื่อ โช เซืองฮุย อายุ 23 ปี พำนักอยู่ในอเมริกาตั้งแต่อายุ 8 ขวบ

พ้นสงกรานต์เพียงหนึ่งวัน การกระทำของโชเปลี่ยนแปลงโลกของใครหลายคนไปตลอดกาล ทั้งที่แวดล้อมใกล้ชิดและที่อยู่ห่างไกล

ไม่ว่าจะต้องการหรือไม่ ทุกการกระทำของคนเราล้วนสื่อ 'สาร' บางอย่าง
และรอเพียงมีคนได้ยิน

จดหมายถึงโช เซืองฮุย

สวัสดี
เราไม่รู้จักกัน และนายก็ไม่มีสิทธิ์ได้อ่านจดหมายฉบับนี้แล้ว
ไม่มีใครรู้ว่านายคิดอะไร แต่คนทั้งโลกกำลังเงี่ยหูฟัง
แน่นอน-คงไม่มีใครเห็นด้วยกับการกระทำของนาย
หลายฝ่ายออกมาวิเคราะห์โน่นนี่ แสดงความเห็นกันไปคนละทางสองทาง
โลกเราเป็นแบบนี้-นายคงรู้
ต้องรอให้เกิดอะไรขึ้นแล้วก่อนก็ค่อยมาตามแก้ไข

ประเด็นต่างๆ เกิดขึ้นมากมายหลังจากวันนั้น ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเก่าๆ
เช่นเรื่องวัฒนธรรมความรุนแรง เรื่องวัฒนธรรมปืน (ซึ่งคุณ Michael Moore
เคยพูดไว้แล้วในหนังสารคดีเรื่อง Bowling For Columbine (2002) ของเขา
ที่สร้างมาจากกรณีสังหารหมู่นักเรียนในโรงเรียนโคลัมไบน์)
คนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าการกระทำของนายได้รับอิทธิพลมาจากหนัง
เขาลือกันว่านายได้รับอิทธิพลมาจากหนังเรื่อง OLD BOY
ของผู้กำกับ พัก ซุนวู ชาวเกาหลี (ซึ่งทำมาจากการ์ตูนญี่ปุ่นชื่อเดียวกัน
ของ โนบุอากิ มิเนกิชิ อีกที)

น่าตลกสิ้นดี เพราะเราชอบหนังเรื่องนั้นมาก!
(โดยเฉพาะฉากที่ตัวเอกเพิ่งออกมาจากที่คุมขัง และแสดงอาการตื่นเต้น
ที่ได้เจอมนุษย์ตัวเป็นๆ เป็นครั้งแรก-เขาดีใจมาก)

บางฝ่ายกังวลว่ากรณีของนายจะทำให้เกิดสงครามระหว่างเชื้อชาติ
แต่ส่วนใหญ่ล้วนพุ่งประเด็นไปเรื่องวัฒนธรรมสื่อ
หลายคนเห็นว่าสื่อประโคมข่าวนายมากเกินไป
และจะทำให้นายกลายเป็นต้นแบบให้คนอื่น

มันทำให้เรานึกถึงที่ใครก็ไม่รู้เคยพูดไว้
"ไม่มีใครจำชื่อคนที่ตาย คนส่วนใหญ่จำได้แต่ชื่อฆาตกร"
นี่คือสิ่งที่นายตั้งใจไว้หรือ, โช?

ไม่ว่าจะต้องการหรือไม่ ทุกการกระทำของคนเราล้วนสื่อ 'สาร' บางอย่างเสมอ
ตั้งแต่อาหารที่เรากิน ของที่เราใช้ งานที่เราทำ ชีวิตที่เราเป็น
สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นอยู่แล้วโดยไม่ต้องพยายาม
ขึ้นกับว่ามีใครเห็นความหมายของมันหรือไม่เท่านั้น

ถามเล่นๆ -นายมีเพื่อนไหม? นายเคยมีคนรักไหม?
ถ้าเคย นายคงเข้าใจความข้อนี้ดี เพราะถ้าเขาหรือเธอคนนั้นรักนาย
ความหมายต่างๆ จากการกระทำของนาย
จะไปปรากฏในชีวิตของเขาหรือเธอคนนั้นเอง-โดยไม่ต้องพยายาม

ถามต่อ-จำเป็นไหมที่เราต้องสื่อสารกับโลก?
ตอบให้-ไม่จำเป็นหรอก เพราะโลกนี้กว้างใหญ่ไพศาล
ใครจะมามัวนั่งฟัง 'สาร' ของนายคนเดียว
แต่ถ้านายหื่นกระหายที่จะสื่อสารกับโลกจริงๆ ก็มีวิธีมากมายให้เลือกใช้
แล้วเชื่อสิ มีคนพร้อมจะฟัง
น่าเสียดาย...ที่นายไม่มีโอกาสนั้นแล้ว

สิ่งที่มาก่อนความตายคือชีวิต
นายคงไม่เข้าใจ



Wednesday, May 9, 2007

FALL ON DEAF EARS: MAY 2007

ขออภัยเดือนนี้แปะข่าวช้า และไม่มีเขียนเพิ่ม
เนื่องจากงานล้นทะลัก และคอมพิวเตอร์โดนไวรัส ( แต่ตอนนี้คิดว่าหายแล้ว)
การทำร้านกาแฟไม่ง่ายอย่างที่คิด (ไวรัสก็กวนใจกว่าที่คิด)
แต่ก็สนุก รามือเมื่อไหร่ จะกลับมาเขียนโน่นนี่ให้อ่านกันนะ
ปล แผนที่ก็ไม่มี ทำไม่ทัน ดูของเดือนที่แล้วไปก่อนเน้อ
(อุตส่าห์ถ่ายรูปม้าลายมาเผื่อทำแผนที่แล้วเชียว)

คราวนี้จัดงานวันที่ 12 พฤษภาคม ที่ขันอาษา เชียงใหม่ (เหมือนเดิม)
เริ่มงานเวลา 21.00-เที่ยงคืน เหมือนเดิมและมีฉายหนัง (เหมือนเดิม)
เดือนนี้เป็นโฮมเมดวิดีโอที่มากับอัลบั้มล่าสุดของ BECK ชื่อ

THE INFORMATION ดิบๆ ดูเพลิน น่าสนใจไม่น้อยเชียว
ใครที่เป็นแฟนๆ BECK ถ้ามีเวลาก็น่าจะลองมาชมดู
เริ่มฉาย 19.00 เหมือนเดิม

ได้ยินใครก็ไม่รู้บอกว่า (คลับคล้ายคลับคลายว่าอ่านเจอจากบทสัมภาษณ์
Cornelius ใน OPEN HOUSE ฉบับดนตรี ที่นราวุธ สัมภาษณ์ไว้
-ถ้าผิดพลาดขออภัยด้วย หนังสืออยู่ไกลตัว เช็กไม่ได้)
เดี๋ยวนี้ซีดีลิขสิทธิ์ส่วนใหญ่ ต้องมาสู้กันที่ดีวีดี
เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยยอมซื้อแผ่นจริง การมีดีวีดี
อาจช่วยเพิ่มความน่าสนใจได้มากขึ้น(แผ่นที่ซื้อมานี้เป็นแผ่นอิมพอร์ตด้วย
ราคาแพงมาก แต่ก็ต้องกัดฟัน T_T เมื่อไหร่จะมีหน่วยงานรัฐ
มาพิจารณาเรื่องแบบนี้เสียที ถ้างานศิลปวัฒนธรรมในชีวิตประจำวัน
อย่าง หนัง เพลง หนังสือ ราคาไม่แพงเกินไป
โอกาสได้เห็นวัฒนธรรมที่แตกต่างก็จะเกิดขึ้นกว้างขวางกว่าที่เป็นอยู่)

ส่วนรูปเดือนนี้ถ่ายที่สนามหญ้าหน้าม.ช.
ม้าลายนั้นซื้อหามาจากห้างสรรพสินค้าชั้นนำ (แห่งประเทศเชียงใหม่)
ขณะนี้ยังมีชีวิตอยู่ และพยายามจะรักษาชีวิตไว้ให้ถึงวันงาน
ว่าจะเอามายืนเปิดเพลงด้วยกัน

เปิดไปเปิดมา เริ่มจากเล่นๆ นี่ก็ปาเข้าไปครั้งที่ 7 แล้ว (และยังเล่นๆ อยู่)
อยากขอบคุณทุกคนมากๆ ทั้งที่มาได้และมาไม่ได้
หนำซ้ำเดือนนี้เริ่มมีผู้สนใจให้ความสนับสนุน-ขอขอบคุณ NOKIA
ที่เห็นความสำคัญ และมานะอุตสาหะทำงานกับเรา
ในแบบที่เอา 'ตัวงาน' เป็นหลัก โดยไม่พยายามทำกลายเป็นอย่างอื่น

เกือบลืมงานเดือนนี้ตั้งใจว่าจะใช้ช่วงเวลาหนึ่ง
ให้กับการกลับมาออกอัลบั้มของพี่เพชร โอสถานุเคราะห์
ในฐานะที่แกเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจในวันก่อน และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ
ว่า 20 ปีผ่านไป แกก็ยังคงเป็นแรงบันดาลใจได้เช่นเดิม
เมื่ออาทิตย์ก่อนลงไปกทม. ได้คุยกับแกตัวเป็นๆ
-ตื่นเต้นมากๆๆ ใครที่มางานคงได้ดูอะไรพิเศษๆ ล่ะ
(อาจเป็นดีวีดีหรือเบื้องหลังต่างๆ)

ใครที่มางานได้ก็พบกัน ใครที่มาไม่ได้ก็ไม่เป็นไร
(สนใจโทรมาจองโต๊ะได้ที่เบอร์ 086 914 8251 แต่คงต้องรบกวนให้มาก่อนสามทุ่มเน้อ ไม่เช่นนั้นคงต้องขออนุญาตตัดโต๊ะให้คนอื่น)
และสำหรับชาวกทม. กลางเดือนมิถุนานี้พบกัน...แน่นอน!

ช่วงนี้ฝนมา รักษาตัวด้วยแล้วก็อย่าลืมช่วยกันลดใช้ถุงพลาสติกล่ะ!

ปล ลืมส่งข่าว เดือนนี้เริ่มจัดรายการวิทยุแล้ว
ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่ 12.00-14.00
ที่คลื่น 106.5 MHz ...................เชียงใหม่เจ้า!

ด่วน!!!!
เพิ่งคุยสายตรงกับพี่อิ้ม (เจ้าของ Bar Bali และเจ้าของนิยายขายดี-เท่ารักเธอ)
ว่าจะขอเอ็มวีเพลงประกอบหนังเรื่อง 'พลอย'
ของพี่ต้อม-เป็นเอก มาฉายในงาน
พี่อิ้มรับปากจัดการให้เรียบร้อย
หมายความว่า ถ้าไม่มีอะผิดพลาด
เราจะได้ชมเอ็มวีเพลงประกอบ 'พลอย' กัน
อยากดูหนังแล้วล่ะ ^^

Thursday, May 3, 2007

FALL ON DEAF EARS: APRIL 2007


ลงโปสเตอร์งานของเดือนเมษาเก็บไว้
หลังจากที่เพิ่งค้นพบว่าสามารถทำรูปเล็กๆ
แปะไว้ที่ด้านขวาของบล็อกนี้ได้
(ไม่เชื่อลองหันไปดูข้างๆ)
จึงไม่จำเป็นต้องขึ้นโปสเตอร์งานค้างไว้นานๆ เหมือนเมื่อก่อน
แต่จะไม่เก็บไว้เลยก็ดูจะทิ้งขว้างเกินไป
อุตส่าห์นั่งหลังขดหลังแข็งทำมันออกมา
อีกอย่าง เราชอบรูปนี้ (ไอ้)ก้อย-น้องช่างภาพที่ HIP ถ่ายไว้ตอนไปเที่ยวเล่น
สวยดี ดูเปียกๆ เข้ากับช่วงสงกรานต์

ว่าแต่ตอนสงกรานต์ที่ผ่านมาสนุกมาก
พอดีตกกระไดพลอยโจรได้เปิดเพลงเป็นคนสุดท้ายของวันสุดท้าย
ตื่นเต้น เร้าใจ สนุกสนาน อย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
ไอ้โจ้ (ชื่อเหมือนกัน) ที่เป็นดีเจอาชีพ (และเป็นกราฟฟิกที่ HIP) เดินมาถามว่า
"เป็นไงพี่ เข้าใจหรือยังว่าเวลาที่เปิดเพลงแล้วคนเต้นกันเมามัน เป็นยังไง"

อืม...คิดว่าพอเข้าใจแล้วว่ะ
สงกรานต์หน้าไม่พลาดแน่ๆ
^^