Monday, November 5, 2007

ทะลุหูขวา (6): artist: Goldfrapp


ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร HIP
ฉบับเดือนตุลาคม 2550

Goldfrapp

Goldfrapp คือวงดนตรีดูโอชาวอังกฤษ ประกอบด้วย

Alison Goldfrapp (Vocals/Synthesizer) และ Will Gregory (Synthesizer)
มีผลงานออกมาแล้วทั้งหมด 3 อัลบั้ม
(ไม่รวม อัลบั้ม We Are Glitter ที่เอาเพลงเก่ามามิกซ์ใหม่ )
คือ Felt Mountain ในปี 2000, Black Cherry ปี 2003 และ Supernature ในปี 2005

Alison Goldfrapp เพิ่มพูนความรู้ทางดนตรีและทดลองทำเพลง

ในสมัยที่เรียน fine art painting อยู่ที่ Middlesex University
แรงบันดาลใจส่วนใหญ่ในการแต่งเพลงของเธอมาจากความรู้สึกเหงาตอนเด็ก
เพลงที่เธอฟัง และหนังที่เธอชอบ
อย่าง James Bond และ Cul-de-Sac ของ Roman Polanski

Alison ยังได้แรงบันดาลใจอีกส่วนจากความเหนือจริง (surrealism)

และธรรมชาติ ซึ่งดูได้จากปกซีดี ที่เธอออกแบบเอง

ขณะที่ Will Gregory ชอบเพลงคลาสสิคและเป็นคนทำเพลงประกอบหนัง

จนกระทั่งวันหนึ่ง Will ได้มีโอกาสฟังเดโมเพลง Human
(ซึ่งภายหลังเพลงนี้มาอยู่ในอัลบั้ม Felt Mountain) แล้วชื่นชอบเสียงร้อง
เขารู้สึกได้ถึงความชอบทางดนตรีที่คล้ายกัน
จึงตัดสินใจชวน Alison ทำงานร่วมกันภายใต้ชื่อ Goldfrapp
ซึ่งก็คือนามสกุลของเธอ

การทำงานของทั้งคู่ในสตูดิโอเริ่มต้นด้วยการที่ Alison เขียนเนื้อเพลง

เธอจะร้องออกมาเป็นทำนอง พร้อมกำหนดจังหวะของกลองออกมาเลย
ส่วน Will ก็รับหน้าที่ในส่วนของดนตรีทั้งหมด
โดยจะทำให้เข้ากันกับอารมณ์ของเนื้อร้องที่ Alison เขียนและร้องเอาไว้

เพลงของ Goldfrapp มีลักษณะของเสียงร้องที่เป็นเอกลักษณ์

นุ่มนวล เน้นเสียงหายใจและลมของ Alison
ผนวกกับการเรียบเรียงเพลงที่ซับซ้อนและเน้นการเรียบเรียงเครื่องสายของ Will

ถึงแม้จะได้รับคำชมมากมายจากนักวิจารณ์

แต่อัลบั้มแรกอย่าง Felt Mountain ที่มาในดนตรีแบบ Ambient
ถือว่าไม่ประสบความสำเร็จทางด้านยอดขายเท่าที่ควร (ทั้งๆ ที่ไพเพราะมาก)
อย่างไรก็ตาม อัลบั้มถัดมาอย่าง Black Cherry ที่มาในแบบ Electronic
ที่ฟังง่ายขึ้นนั้นก็ได้รับความนิยมมากขึ้น
และขยายความนิยมไปถึงตามไนต์คลับต่างๆในสหรัฐอเมริกาด้วย
ต่อมาในปี 2005 อัลบั้ม Supernature ก็ได้กำหนดคลอด
พร้อมได้รับความนิยมอย่างมาก โดยมีเพลงเปิดตัวอย่าง Ooh La La
และซิงเกิ้ล Number 1 และ Ride A White Hourse

ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ www.goldfrapp.com

ทะลุหูขวา (6): lyric: Fly Me Away

Fly Me Away

Drifting out of time
Something on your mind
And I wanna be the one that you call
When you get down
No matter where you are in the world
I'll be around

Fly me away on an Aeroplane
High in the sky
Wanna see you again
Wanna know this time,
Gonna tell you what I'm feeling
Gonna know this time,
Gonna get it back that feeling

Miles and miles of sun
Endless roads twist on
Don't wanna live a life
In a world that's all the same
The crazy little things
That you do are magical


This crazy life
This crazy world
We're living in is
Magical

ทะลุหูขวา (6): essay: Middleton’s Black&Mild

Middleton’s Black&Mild

หลายวันก่อน ผมมีโอกาสได้พบปะกับเพื่อนสองคน
หนึ่งคนมาจากกรุงเทพฯ อีกหนึ่งพำนักอาศัยอยู่ที่เชียงใหม่นี้
อันที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนักหนา
ปกติเราก็รับประทานอาหารร่วมกันอยู่บ้าง
ตามจังหวะเวลาและโอกาส
บทสนทนาบนโต๊ะก็ไม่ผิดไปจากเดิมมากนัก
เรากิน จิบ พูดคุย บอกเล่าสิ่งที่เป็นมาและกำลังจะเป็นไป
ถกเถียง แลกเปลี่ยน หลายจังหวะไพล่ไปถึงการนินทาเพื่อนคนอื่นๆ
ที่ไม่ได้อยู่ร่วมโต๊ะอาหารนั้น
น้ำสีองุ่นพร่องไปตามเวลาและการสนทนา ผมหยิบบุหรี่ขึ้นมามวน
“ขอบ้าง” เพื่อนจากบางกอกเอ่ยปาก
“ขอด้วย” เพื่อนชาวเชียงใหม่พูดขึ้นบ้าง

ทั้งสองคนไม่ใช่คนสูบบุหรี่

วูบหนึ่ง หลังจากแจกจ่ายไปตามเสียงร้องขอ
ผมพลันเกิดความรู้สึก ‘เชื่อมโยง’ บางประการระหว่างเราทั้งสาม
ไม่น่าจะเกิดจากตัวบุหรี่
และโดยธรรมชาติของการทำกิจกรรมร่วมกันบนโลกมนุษย์นั้น
เรามักไม่นับการสูบบุหรี่ร่วมกันให้เป็นกิจกรรมหมู่ประเภท ‘เชื่อมโยง’ อยู่แล้ว

ไม่เหมือนเตะฟุตบอล ดื่มเหล้า ไปดูหนัง เต้นแอโรบิก และหรืออื่นๆ
คนที่สูบบุหรี่เป็นกิจวัตรย่อมน่าจะทราบดีว่า
แม้เรากำลังสูบบุหรี่ร่วมกับผู้อื่น
ก็ไม่ได้หมายความว่าเรากำลังดำเนินกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับพวกเขาแต่อย่างใด

ความรู้สึก ‘เชื่อมโยง’ นั้นเกิดขึ้นจากไหน
.........

ในบรรดาสิ่งต่างๆ ที่ตลบอบอวลอยู่ในโลกใบนี้
บางคนอาจมองเห็น ‘ความมหัศจรรย์’ จับจองตัวเองอยู่ในความอลม่านนั้น
การเจริญเติบโตของต้นไม้ จากเมล็ดเล็กๆ งอกเงยแตกกิ่ง
ผลิใบออกดอก บ้างให้ผลหลากสีหลายรส
ความหนักแน่นมั่นคงของขุนเขาที่เราเห็น
ความกว้างใหญ่ไพศาลของผืนทะเลทราย
ที่สะท้อนภาพเวิ้งว้างสุดลูกหูลูกตา
การใช้ชีวิตของแมลงตัวน้อยที่บอบบางกว่าเศษกระดาษชำระ
แววตาซื่อสัตย์ของสัตว์เลี้ยง-ที่ไม่ใช่มีต่อตัวเรา

แต่หากมีต่อตัวมันเอง
สิ่งเหล่านี้มีอยู่ในความปกติ

และมหัศจรรย์เกินกว่าจะจินตนาการด้วยเหตุผล

ผมโชคดีที่พอจะมองเห็นความมหัศจรรย์เหล่านั้น
และมันทำให้การมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ ไม่น่าเบื่อเกินไปนัก

เมื่อความเบื่อหน่ายเปิดที่ให้ชีวิตได้มีโอกาสสัมผัสสิ่งอื่น
การมีชีวิตอยู่ก็เริ่มจะมีความหมายขึ้นบ้างอีกนิด
และการที่ชีวิตมีความหมาย เราก็จะสนิทสนมกับ ‘เวลา’ แนบแน่นขึ้น
แม้ว่าเราจะไม่เคยมองเห็น ‘เวลา’ เลยสักครั้ง

ไม่ว่าจะต้องการหรือไม่ เราจำเป็นต้องอาศัยอยู่ร่วมกันบนโลกในนี้
และไม่ว่าจะอย่างไร เราจำเป็นต้องสื่อสารกับเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์คนอื่นๆ
เพื่อการดำรงอยู่
มันเป็นช่วงเวลาของการป่วยไข้แล้วมีคนคอยดูแล
เป็นช่วงเวลาของการหิวโหยและได้กินอาหาร
เช่นเดียวกับเวลาที่พลัดหลงและพบทางออก
เป็นช่วงเวลาของความปีติดีใจและได้สวมกอด
เป็นการแพ้ฟุตบอลที่มีอีกหลายคนร่วมรู้สึกไปด้วยกัน
เป็นความเอื้ออาทร ที่ไม่ใช่ ‘บ้าน’ จากรัฐบาลจอมปลอม
แต่คือความหมายของการอยู่ร่วมกัน

บุหรี่ที่มวนขึ้นเองกับเพื่อนสามคนอาจหมายถึงสิ่งนี้

เป็นไปได้ว่ามีความมหัศจรรย์มากมายฟุ้งกระจายอยู่บนโลก
หรือแท้ที่จริงแล้ว ทุกสิ่งบนโลกในนี้ล้วนคือความมหัศจรรย์ทั้งนั้น
รวมทั้งความปกติธรรมดาในชีวิต

ในภาพยนตร์เรื่อง Before Sunrise

ตัวละครหญิงชายพบกันบนรถไฟ
ตัดสินใจแวะลงเที่ยวด้วยกันในเมืองแปลกหน้าหนึ่งคืน
และแยกจากกันไปในเช้ารุ่งขึ้น
ใครสักคนหนึ่งในสองคนนั้นพูดขึ้นว่า
“ถ้าจะมีความมหัศจรรย์อยู่ในโลกใบนี้
มันต้องเป็นความมุ่งมั่นที่จะทำความเข้าใจคนบางคน
ที่กำลังแบ่งปันบางสิ่งแน่ๆ มันอาจจะไม่เข้าใจหรอก
แต่ก็ไม่เห็นเป็นไร เพราะคำตอบมันจะอยู่ในความมุ่งมั่นนั้นแหละ”


ผมอาจจะโชคดี ที่สูบบุหรี่เป็น มวนบุหรี่ได้
เป็นเพื่อนกับสองคนนั้น และพอจะรู้สึกได้ถึงความมหัศจรรย์ที่ว่า
มันคงเป็นความเดียวกับการที่เรารู้สึกว่ามีใครบางคนอยู่ร่วม ‘เวลา’ ไปกับเรา
ในท่ามกลางเวลาของชีวิตที่ทุกคนมีจำกัด
เป็นความเปราะบางของมนุษยชาติผู้เย่อหยิ่ง
เป็นการยอมรับข้อจำกัดเรียบง่าย ที่เราไม่สามารถอยู่อย่างโดดเดี่ยว

ถ้าความโหดร้ายสาหัสของมนุษยชาติ
คือการที่ใครสักคนสร้างเรามาให้เป็นหนึ่งหน่วยที่จำเป็นต้องพึ่งพิงหน่วยอื่น
การมีบางคนที่ว่านั้น ก็น่าจะเป็นของขวัญล้ำค่าที่มาคู่กัน
บางทีการมองเห็นสิ่งนี้ อาจคือความมหัศจรรย์ล้ำเลิศของชีวิต

หมายเหตุ ไม่น่าเชื่อว่า ‘การสูบบุหรี่’ ที่นับวันผู้สูบกำลังถูกสวมบทให้เป็นสัตว์ประหลาดน่ารังเกียจกว่าสิ่งมีชีวิตที่เชิดหน้าชูตาแต่เอารัดเอาเปรียบและคดโกง จะสามารถ ‘ก่อให้เกิด’ กระบวนการทบทวนความคิดให้กับผู้ที่ตั้งใจสูบอย่างจริงจังได้-มหัศจรรย์มาก!

Friday, November 2, 2007

ฟังไว้เพลินหัว


ตอนที่กลับมาจากปาย นั่งมากับรถตู้ขนของ
พวกแอมป์ และลำโพงที่ใช้จัดงานหู
ฟังเพลงมาตลอดทาง
จู่ๆ ลุงแก้ว (คนขับรถ) ก็ถูกโบกให้จอดหลบข้าง
กลางถนนมีกรวย ข้างถนนมีรถตู้จอดอยู่
มีเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว โผล่หน้ามาดู
ถามว่ามาจากไหน จะไปไหน ทำไมมาคนเดียว
ก็ตอบไปตามจริง

เขาถามต่อว่า จ่ายค่ารถเท่าไหร่
ก็ตอบไปตามจริงว่าไม่ได้จ่าย
เพราะติดรถขนเครื่องเขากลับมา
แล้วเขาก็ให้เจ้าหน้าที่คน
ที่เขาบอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากกรมขนส่ง
ไปคุยกับลุงแก้ว

ตำรวจท่องเที่ยวบอกว่า
ได้รับแจ้งจากนักท่องเที่ยว ว่ามีรถตู้โก่งราคา
บางคันเรียกเงินจากฝรั่ง 700 บาท
นี่ใกล้เข้าฤดูท่องเที่ยวแล้ว
เดี๋ยวจะเสียชื่อประเทศชาติ
ซึ่งรถตู้แบบที่วิ่งรับคนนี้ ตามกฏถือว่าผิด เพราะว่าไม่ได้ตีทะเบียนรถรับจ้าง

เราบอกไปว่า น่าจะไปตรวจเกสต์เฮ้าส์และร้านเหล้าบ้าง
เพราะเห็นหน้าไฮทีไร ก็โก่งราคาขึ้นสุดตัวเหมือนกัน
แกก็ว่า ทำไม่ได้ เพราะติดขัดหลายอย่าง

กลับขึ้นรถมา ถามลุงแก้วว่า เกิดอะไรขึ้น
ลุงแก้วเล่าว่า โดนปรับไปสองพัน
ข้อหาติดตะแกรงบนหลังคารถโดยไม่ขออนุญาต
แกว่าเป็นการหาเรื่องปรับไปตามประสา
เพราะทะเบียนรถก็มี ผู้โดยสารที่เก็บเงินมาก็ไม่มี
จะปรับเป็นรถตู้เถื่อนก็ไม่ได้

ลุงแก้วบอกอีกว่าที่จริงแล้ว เป็นการว่าจ้างจากบริษัทเดินรถ
(ซึ่งเข้าใจว่าผูกขาดอยู่เจ้าเดียว)
เพื่อตัดทางทำมาหากินของบรรดารถตู้
หวังให้ทำมาหากินไม่ได้ คนก็จะไปขึ้นรถที่ให้บริการ
(จำชื่อบริษัทไม่ได้แล้ว แต่เข้าใจว่าลุงแก้วคงหมายถึงรถบัสโดยสารประจำทาง)

ไม่รู้จะเชื่อข้างไหน
ฟังไว้เพลินๆ หัว
และจบเรื่องเล่าเมืองปายแต่เพียงเท่านี้

Monday, October 29, 2007

Tuesday, October 23, 2007

ELECTRO ROMANTIC MOMENT



รูปบางส่วนจากงาน มีเพื่อนหลายคนจากหลายจังหวัดอยากเห็น
ฝีมือช่างภาพจากบางกอก ชื่อแอ็ป (APPLE)
ขอบคุณทุกๆ คนอีกครั้งครับ พอกันใหม่งานหน้า ^^

Thursday, October 11, 2007

FALL ON DEAF EARS: OCTOBER 2007 in Pai!

เพิ่งฟื้นจากเหนื่อย ส่งเมลยังไม่ทัน
เลยขอเอามาแปะไว้พลางๆ เผื่อใครเข้ามาดู
ว่างๆ ไปเที่ยวกัน (จะเตรียมตัวทันมั้ยนะ)

สวัสดี
ในที่สุด งานแรกของ RabbitHood ก็ผ่านไปได้
ท่ามกลางอุปสรรคหมื่นล้านอย่าง ทั้งคน เทคนิค และธรรมชาติ
แต่สุดท้ายทั้งหมดก็ผ่านพ้นไปได้
อยากขอบคุณพี่เพชรและทีมงาน
ขอบคุณทีมงานเฉพาะกิจของ RabbitHood
ขอบคุณเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกท่านที่คอยให้กำลังใจ
และคอยช่วยเหลือมาโดยตลอด
ขอบคุณผู้ชมที่แม้ฝนตกก็ไม่ทิ้งกัน
ดีใจที่ในที่สุดก็ได้เห็นมันปรากฏขึ้นตรงหน้าจนได้
เหนื่อยขาดใจ แต่พอได้พักสองสามวันก็ดีขึ้นบ้าง

เอาล่ะ กลับมาที่งานหู ครั้งนี้จัดที่ปาย
อันที่จริงก็ไม่ได้คิดไว้ก่อน ให้บังเอิญว่าจู่ๆ พี่ชาติแห่ง BeBop
ก็โทรมาชวนอยากให้ไปจัดที่ GrooveYard (ข้างๆ BeBop)
เมื่อพี่ชาติออกปาก ไหนเลยจะปฏิเสธ
กับคิดอีกอย่างว่า แฟนๆ งานหูก็จะได้เปลี่ยนบรรยากาศกันบ้าง
เพราะเท่าที่สื่อสารกัน ก็ได้ยินว่าจะมีพี่น้องเชียงใหม่
ตามไปสมทบไม่น้อยอยู่(ที่จริงชาวบางกอกก็ไปสมทบได้นะ ^^)

เราจะไปก่อนตั้งแต่วันศุกร์ ไปเตรียมตัว ดูที่ดูทาง
แล้ววันเสาร์ก็ค่อยว่ากัน(ถ้าใครจะไป ติดต่อที่พักแต่เนิ่นๆ เน้อ)

เดือนนี้โชคดีอีกแล้วที่ได้รูปวาดจากฝีมือพี่มอ (ไทวิจิต พึ่งเกษมสมบูรณ์)
ถ้าจำได้ เคยถ่ายผนังร้านพี่มอมาทำโปสเตอร์ไปครั้งหนึ่งแล้ว
แต่เดือนนี้พิเศษกว่า เรื่องมันมีอยู่ว่าพี่มอไปเที่ยวงานหูเดือนที่แล้ว
(ที่โปสเตอร์เป็นรูปของนวล) คุยไปคุยมาแกเลยบอกว่ามีรูปๆ นึง แกวาดไว้
เป็นรูปของนักดนตรีแจ๊ซชื่อ Jimmy Smith
แกว่าในรูปกำลังทำมือเล่นคีย์บอร์ด แต่อนุญาตให้เอามาใช้ได้
(ท่าทางของมือคล้ายๆ ดีเจกำลังเปิดแผ่น)
ตื่นเต้น ไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้ทำงานบนรูปของพี่มอ
งานออกมาเลยเกร็งๆ เล็กน้อย(ตอนหลังคุยกับแก แกก็บอกว่าเรียบไปหน่อย
ดูเกร็งๆ คราวหน้าไม่ต้องเกรงใจ ใส่ไปเต็มที่ได้เลย!)

อันที่จริงมันก็มีความเชื่อมโยงกันอยู่ เพราะว่า GrooveYard
ของพี่ชาตินั้น พี่มอก็เป็นคนออกแบบให้(ร้านสวยมาก!)
การได้รูปของพี่มอมาทำโปสเตอร์ในคราวนี้
เลยช่วยเสริมบรรยากาศของการไปจัดงานที่ GrooveYard ขึ้นอีกด้วย

ดีวีดีเดือนนี้ก็เจ๋งเชียว สำหรับคนรู้จัก Goldfrapp คงไม่ต้องอธิบาย
แต่สำหรับคนที่ไม่รู้จัก เดี๋ยวรออ่านในบล็อกนี้แล เราก็เพิ่งรู้จักเหมือนกัน
เพิ่งรู้ว่าเล่นเป็นวงเปิดให้ Coldplay ในช่วงหลังเขกกบาลตัวเองไปสองที
ปล่อยให้หลงหูหลงตาไปได้ยังไง

ยังไงก็ตาม เพลงดีๆ ในโลกนี้มียังมีอีกมากจริงๆ

อันที่จริงครั้งนี้เป็นครั้งที่ 12 เผลอแป็บเดียว
เดือนหน้าจะเริ่มต้น season 2 แล้วพร้อมฉลองครบ 1 ปี!
ที่ไหน เมื่อไหร่ ยังไง เดี๋ยวว่ากัน (ตอนนี้ยังไม่ได้คิด)

เอาล่ะ ยังพักฟื้นไม่หายดีขอตัวไปพักก่อน
ถ้าใครไปได้ พบกันวันเสาร์ที่ปายนะ
20.00 ฉาย Goldfrapp 21.00 ค่อยเริ่มบรรเลง
โทรไปสอบถามรายละเอียดได้ที่ 089 560 8561
^^
วชิรา

ทะลุหูขวา (5): artist: MEW



{artist}
Mew

Mew คือวงดนตรีจากเดนมาร์ค
ประกอบด้วย Jonas Bjerre, Bo Madsen, Jahan Wohlert และ Silas Graae
พวกเขารู้จักกันมาตั้งแต่ 6 ขวบ และรวมกลุ่มกันตอนเรียนอยู่เกรด 7
และรวมเป็น Mew เมื่อปี 1995

การแสดงสดครั้งแรกของ Mew เกิดไปเตะตาเอเย่นต์ของสำนักพิมพ์
ซึ่งชมการแสดงอยู่ในคืนนั้น เขากลับไปโน้มน้าวบริษัทให้ปรับแผนธุรกิจ
และออกอัลบั้มแรกให้กับ Mew

A Triumph for Man ออกสู่ผู้ฟังในปี 1997 ด้วยจำนวน 2000 แผ่น
และได้รับคำวิจารณ์มากมาย
สามปีต่อมา Mew ออกอัลบั้ม Half the World Is Watching Me
จำนวนจำกัดแค่ 5000 แผ่น ภายใต้สังกัดตัวเองชื่อ Evil Office
จนค่ายใหญ่อย่าง SONY/Epic มาเห็นเข้า
และจับเซ็นสัญญาเข้าตลาดนานาชาติ
Half the World Is Watching Me ในคราวนั้น
เคยมีราคาสูงถึง 200 เหรียญใน eBay
(อัลบั้ม Half นี้เพิ่งทำออกมาใหม่เมื่อต้นเดือนสิงหาคมนี้เอง)

Mew ออกอัลบั้มที่สาม Frengers ในปี 2003
และได้รับรางวัล Album of the Year ควบ Band of the Year
จาก Danish Music Critics Awards ในปีนั้นเอง

Mew มีโอกาสได้ออกทัวร์ยุโรปกับ R.E.M. ในฐานะวงสนับสนุน
และทำให้ชื่อเสียงของวงแพร่ขยายออกไปมากขึ้น
สองปีต่อมา Mew ออกอัลบั้มใหม่ And the Glass Handed Kites
(ออกแบบปกโดย M/M (Paris)-ที่เคยออกแบบใบปิดหนัง ‘สัตว์ประหลาด’
(Tropical Malady) ให้กับ อภิชาติพงษ์ วีระเศรษฐกุล)

ปีถัดมา Jahan Wohlert (เบส) ลาออกจากวงด้วยเหตุผลที่ว่า
ตัวเองไม่สามารถเป็น ‘ร็อคสตาร์’ และ ‘คุณพ่อ’ ที่ดีไปพร้อมๆ กันได้
ไม่กี่เดือนจากนั้นมีคนพบใน myspace ว่ามี account ของวงดนตรีใหม่ชื่อ
The Storm ซึ่งปรากฏชื่อของ Jahan Wohlert และ Pernille Rosendahl
(แฟนสาว) ในรายชื่อสมาชิกของวง แต่ที่น่าแปลกก็คือ account นั้น
ถูกลบในวันถัดไป!
ข่าวว่า The Storm เซ็นสัญญากับ Universal Music Denmark
และคาดกันว่าจะออกอัลบั้มแรกปลายปี 2007 นี้

ลือกันว่าการแสดงสดของ Mew น่าสนใจมาก เพราะนอกจากจะสนุกแล้ว
ยังมีภาพเคลื่อนไหวจากฝีมือของนักร้องนำ Jonas Bjerre ให้ชมอีกด้วย

ดนตรีของ Mew ค่อนข้างซับซ้อนแต่สวยงามและมีบรรยากาศ
และที่สำคัญ-ประณีต
Jonas Bjerre เคยให้สัมภาษณ์ (Popgurls Interviews by Twilight) ว่า
“เราทำดนตรีเหมือนทำหนัง จากส่วนหนึ่งต่อไปอีกส่วนหนึ่งเหมือนเป็นบทๆ เราไม่ต้องการทำดนตรีที่พอเริ่มต้นเพลง คุณก็จะรู้ทั้งหมดของมันทันที ผมคิดว่าเพลงแบบนั้นมีอยู่ตามหน้าปัดวิทยุเยอะแล้ว เรามักจะฉายภาพเวลาที่เล่นสด ซึ่งเป็นหน้าที่ของผม ภาพพวกนั้นมาทีหลังดนตรี ผมจะนั่งและฟังเพลงที่พวกเราทำเสร็จแล้ว ภาพจะค่อยๆ โผล่มาในหัว ซึ่งเป็นวิธีเดียวกันกับที่ผมเขียนเนื้อเพลง”

ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ www.mewsite.com

ทะลุหูขวา (5): lyric: Chinaberry tree

{lyric}
Chinaberry tree

In parallel sea what would I be?
My first love said to me:
"Tears out for the world to see"
I would not be
I did not see the chinaberry tree
Tears out, it would feel so
Heavenly, heavenly, heavenly
Hard now to picture a me
Without a you

"Don't interfere"
Part of her back was frozen
For the remainder of the war
"Don't be concerned"
But I never learned how not to be
As my first love said to me:
"I don't care. I'm not there"
So that I could not sleep
My whole being was falling apart
So that I soon cried out:
"Dear friends, hold me!"

ทะลุหูขวา (5) : essay: ระหว่างสองสิ่งและทั้งหมด

ทะลุหูขวา
text and artwork by วชิรา

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร HIP ฉบับเดือนกันยายน 2550

{essay}
ระหว่างสองสิ่งและทั้งหมด

เวลาที่ว่างจากการทำงานและเที่ยวเตร่ ผมมีความคิดว่า

เราไม่ควรใช้ช่วงเวลาน้อยนิดนั้นเพื่อการทำงานและเที่ยวเตร่ซ้ำอีก
จึงพยายามใช้โอกาสนั้นหยุดพัก ครุ่นคิด ตรึกตรอง
ทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นไปในชีวิตของตัวเอง
(เพราะผมมีความคิดอีกเช่นกันว่า ไม่มีความจำเป็นใดๆ
ที่เราควรใช้เวลาอันมีค่านั้นเพื่อการคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
และเป็นไปในชีวิตของคนอื่น อันมักนำมาซึ่งความสาแก่ใจส่วนตัวเป็นที่ตั้ง)

เมื่อมีโอกาสหยุดคิด ผมจึงพบว่าช่วงชีวิตหนึ่งๆ ของคนเรานั้น
ถ้าไม่เกียจคร้านเกินไปจนไม่เคยกระดิกตัวทำอะไร
หรือปฏิสัมพันธ์กับใครหน้าไหนเลย
ก็มักจะประกอบด้วยเรื่องราวต่างๆ นานาที่ตกค้างอยู่ในใจ
ทั้งที่ก่อขึ้นมาเองและมีผู้อื่นมาช่วยก่อให้

เหตุที่ก่อให้เรื่องราวเหล่านั้นเกิดขึ้น ผ่านไปเนิ่นนานแล้ว
แต่ ‘สิ่งตกค้าง’ ยังคงอยู่
........

วิธีสลายสิ่งตกค้างนั้นก็ไม่ยาก คุณก็แค่บอกตัวเองว่า ‘ลืมมันซะ’
แล้วทุกอย่างก็จะดีขึ้น-ผมเคยได้ยินใครสักคนเปรยให้ฟัง พลางหัวร่อออกมาดังๆ
คงตลกพิลึก ถ้าเราสามารถทำอย่างนั้นได้จริง
จินตนาการคล้ายสองมือกลายสภาพเป็นยางลบ
เมื่อยกขึ้นถูหัวสามครั้ง ความทรงจำทั้งหลายทั้งปวงที่เราไม่ต้องการก็จะเลือนลับ
หายวับ

แน่ละ! ฉันจะลบความทรงจำเลวร้ายออกไปให้หมด
คิดถึงแต่เรื่องดีๆ คิดแต่เรื่องที่สวยๆ งามๆ
เรื่องที่ทำให้ฉันยิ้มได้ทุกครั้งที่นึกถึง เรื่องแบบนั้นฉันจะไม่ลบ

ผมคิดเอาเองว่ามันไม่ยุติธรรม-กับ ‘ชีวิต’

จริงอยู่ อาจมีบางท่านชื่นชอบ หลงใหล คลั่งไคล้
ให้ตัวเองเจ็บปวดรวดร้าว-นั้นก็เป็นเรื่องและสิทธิของเขา
พอกับที่หลายๆ ท่าน ตื่นเต้น ฮึกเหิม ซาบซ่าน
มีความหวังให้ตัวเองได้พบประสบแต่ความสุขความเจริญ
ซึ่งก็เป็นเรื่องและสิทธิของเขาอีกเช่นกัน

โดยส่วนตัว, ผมสนใจการ ‘เลือกรับ’ ประสบการณ์
พอๆ กับผลลัพธ์ของมัน
หมายความว่านอกเหนือจากความสุขทุกข์ในชีวิต
ผมยังสนใจว่าทำไมเราจึงต้องพยายามลืมความทุกข์
และจดจำแต่ความสุขที่เกิดขึ้นเท่านั้น

ชีวิตที่มีแต่ความสุข เป็นชีวิตที่ดีจริงหรือ?

ในยามที่ร่างกายมีบาดแผล เราต่างร้อนรนพยายามหาทางรักษา
วิ่งหาหยูกยา เราเดินหน้าเข้าหาบาดแผล ไม่ใช่วิ่งหนี
การพยายามห่างหนี ไม่น่าจะช่วยให้อะไรดีขึ้น

เช่นเดียวกับการกล่าวโทษสิ่งอื่นและคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเรา

ชีวิตที่มีแต่บาดแผล ไม่น่าจะใช่ชีวิตที่ดีแน่ๆ -ผมคิด

แต่ที่หนักหน่วงกว่าบาดแผล คือการที่เราไม่สามารถกดปุ่ม
ลบความทรงจำทิ้งไปได้ (ใครๆ ก็รู้) การคร่ำครวญหวนไห้
ถึงแต่ความโศกเศร้าที่ผ่านมานั้น จึงหาเหตุผลมารองรับได้ยากเย็น
โดยเฉพาะในยามที่กำลังพยายามใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
อย่างที่ผมกำลังพยายามทำอยู่นี้

บวกลบคูณหารแล้ว ผมจึงเลือกที่จะไม่ลบ

หนำซ้ำยังยังพยายามพยายามปลุกให้ภาพเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านั้น
เดินทางย้อนเวลากลับมาช้าๆ ชัดๆ พยายามทะนุถนอมมัน
ราวกับทำด้วยวัสดุเปราะบางอันมีค่า
ให้เวลากับการนึกคิดโดยไม่นึกเสียดาย
หลายเรื่องรายละเอียดยังชัดเจน ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

ถ้าจำเป็นต้องเลือกระหว่างสองสิ่ง
มีความเป็นไปได้มากว่าผมจะขอเลือกทั้งหมด
ชีวิตที่มีแต่ด้านดีและสวยงามไปตลอดรอดฝั่ง
ไม่น่าจะเป็นชีวิตที่ดี

เพราะในท่ามกลางความโศกเศร้า ผมมองเห็นความงดงาม
และเผลอเรียกมันว่า ชีวิต

Wednesday, October 3, 2007

Saturday, September 29, 2007

ELECTRO ROMANTIC PARTY with PETCH


ขอโทษที่หายหน้าไปนาน วุ่นจัดงานมาก
เสียเวลาไปกับเรื่องคนอยู่นาน
ตอนนี้โอเคแล้ว ทำงานต่อได้ แต่ก็ใกล้งานเต็มที
ใครว่างมาเที่ยวกันนะ คงไม่ได้จัดแบบนี้บ่อยๆ

กระต่ายกระจายข่าว: ELECTRO ROMANTIC PARTY with PETCH (in Chiang Mai)

สวัสดี
ขออนุญาตส่งข่าวกิจกรรมใหม่แกะกล่อง
เล่าก่อนว่า หลังจากตั้งท่ามานานแสนนาน
คราวนี้ก็ได้ฤกษ์จัดตั้งบริษัทของตัวเองเสียที
กะว่าจะใช้จัดงานโน่นนี้เล็กๆ น้อย
รวมทั้งงานหูของตัวเองด้วย

แล้วก็ให้บังเอิญ ได้จัดงานปาร์ตี้ขนาดย่อมให้พี่เพชร ที่เชียงใหม่
ตื่นเต้นมาก! เพราะเป็นครั้งแรกที่จัดงานให้คนอื่น
แถมยังเป็นพี่เพชร แล้วไหนก็จะเป็นการปรากฏตัวครั้งแรก
ของพี่เพชรที่เชียงใหม่
ช่วงที่ผ่านมาเลยวุ่นสุดๆ แต่ก็ยังสนุกสนานดีอยู่

ปารตี้ชื่อ ELECTRO ROMANTIC PARTY with PETCH
จะมีขึ้นในคืนวันเสาร์ที่ 6 ตุลาคมนี้
ที่โครงการ 2br ถนนศิริมังคลาจารย์ ซอย 11
บรรยากาศสวยมาก มีสนามหญ้า อาคาร ต้นไม้ใหญ่ และ ทีวี 100 เครื่อง!!

ทีวีคือตั๋วเข้างาน!

หมายความว่า เราต้องการทีวีจากผู้ชม 100 เครื่อง
เอามาจัดวาง ทำเป็น TV INSTALLATION ในงาน
สำหรับฉายมิวสิควิดีโอสวยงามของพี่เพชร
ที่กำกับโดยผู้กำกับเจ๋งๆ หลายท่าน ให้ชาวเชียงใหม่ได้ดูกัน

สำหรับชาวเชียงใหม่ เราได้ส่งอีเมลขอทีวีล่วงหน้าไปก่อนหน้านี้นานแล้ว
(ถึงตอนนี้ มีคนให้ทีวีกว่า 80 เครื่องแล้ว ^^)
ส่วนชาวจังหวัดอื่นๆ สามารถติดตามรายละเอียดของ 'ตั๋วทีวี' นี้
เพิ่มเติมได้ที่ www.petcho.com

พิเศษนิดหน่อย สำหรับแฟนๆ งาน 'ทะลุหูขวา'
ท่านสามารถอีเมล บอกชื่อ นามสกุล เบอร์โทร
กลับมาที่อีเมลเรานี้ภายในวันที่ 2 ตุลาคมนี่นะ
ท่านจะเป็น 'แขกเชิญ' ผู้มีเกียรติของเรา
(ส่วนผู้ที่สามารถให้ทีวีได้ จะเป็นแขกผู้มีเกียรติและทีวี ของเรา)
หนึ่งชื่อ เข้าได้สองท่าน แต่รบกวนมาถึงงานก่อนเวลาสองทุ่มตรง!!
เพราะหลังจากนั้นเราจะเปิดให้คนทั่วไปได้เข้างาน

ส่วนพี่เพชร จะเริ่มบรรเลงในเวลาสามทุ่มตรง!
จนถึงเวลาสี่ทุ่มครึ่งกว่าๆ จากนั้นก็ปาร์ตี้กันต่อ

เอาล่ะ ไปทำงานต่อแล้วพบกันวันที่ 6 ตุลา
ไปสนุกกับพี่เพชรกันเน้อ^^
วชิรา
RabbitHood

แอบบอก! งานหูเดือนหน้า (ตุลา) จัดวันเสาร์ที่ 13 แต่ไม่จัดที่เชียงใหม่นะ เพราะว่ามีปาร์ตี้พี่เพชรอยู่แล้ว พบกันที่ 'ปาย' เน้อ!!

Saturday, September 8, 2007

FALL ON DEAF EARS: SEPTEMBER 2007


วันนี้แล้วสินะ ^^
..........................
สวัสดี
อยากเริ่มจากขอบคุณทุกคนมากๆ
ที่มีโอกาสมางานเดือนก่อนจนล้นหลาม (ร้านเล็ก)
สนุกมาก สนุกจนเพี้ยนไปเลย
ขอบคุณพี่เพชร ที่อนุญาตให้จัดงานให้ แถมยังช่วยสนับสนุน
ขอบคุณทีมงาน Petcho ทุกท่าน ที่ช่วยเหลือให้ทุกอย่างออกมาได้ดังตั้งใจ
(โดยเฉพาะเอ็มวีเก่าๆ ของพี่เพชรที่ให้ยืมมาเปิด คนหยุดดูกันใหญ่)

เดือนนี้กลับสู่ภาวะปกติ ฟังเพลงไพเราะด้วยกันอีก
แถมด้วยนิทรรศการขนาดจิ๋วของนวล (นวลตอง ประสานทอง)
เจ้าของภาพในโปสเตอร์ที่เห็นกันอยู่นี้

นวลคือน้องของแป้ง (ภัทรีดา ประสานทอง-
คนที่วาดภาพประกอบจนทำให้เป็นอาชีพได้)
เรารู้จักกับแป้งมาก่อนรู้จักนวล ก็เพิ่งรู้ไม่นานนี้ว่านวลก็วาดรูปเหมือนกัน
และจนได้ไปดูนิทรรศการของนวลที่จัดกับโอ๋ (Futon) ที่กรุงเทพฯ
เมื่อนานมาแล้ว ยิ่งชอบมากขึ้น

มีโอกาสเจอนวลกับแป้งตอนงานหูที่กรุงเทพฯ
เลยออกปากขอรูปของนวลมาใช้ทำโปสเตอร์บ้าง
(ที่ไม่ขอแป้งเพราะรู้ว่ายุ่งมาก)นวลก็รับปาก
แล้ววันรุ่งขึ้นก็เอาภาพนี้มาให้ บอกว่าวาดให้ใหม่!
แถมอีกสองภาพ ซึ่งสวยงามมาก (สำนวนของนวลก็ว่า 'ทีเด็ด')

อีกอย่างหนึ่ง ที่ชอบไม่แพ้รูปวาดของนวลและแป้ง
คือการที่ทั้งสองคนสามารถทำสิ่งที่รักให้เป็นอาชีพได้
ซึ่งคนที่สามารถทำสิ่งที่รักจริงๆ ให้กลายเป็นอาชีพได้
หมายความว่าต้องใช้พลังงานมากมายมหาศาล

อันที่จริงเดือนนี้เกือบตัดสินใจไม่พิมพ์โปสการ์ดและโปสเตอร์
เพราะว่าไม่มีสปอนเซอร์แล้ว T_T
แต่พอทำเสร็จ รู้สึกว่ารูปมันสวย
ควรให้คนอื่นมีโอกาสได้เห็นด้วยเลยตัดสินใจพิมพ์ (จำนวนไม่น้อย!)
แต่ก็อีกนั่นแหละ เพื่อความประหยัด
จึงออกแบบมาให้แค่พิมพ์สองสีดังที่เห็น

เราของานของนวลมาจำนวนหนึ่ง
เดินทางตรงมาจากบางกอก (บ้านนวล-รถแอมและสามี)
เพราะคิดว่าน่าจะได้ชมภาพอื่นๆ บ้าง นิดหน่อยก็ยังดี
ซึ่งขณะนี้พร้อมจะจัดแสดงให้ชมในงานหูแล้ว
(มีภาพใหญ่หนึ่งภาพ ที่นวลบอกว่ายังไม่เคยแสดงที่ไหนเลยด้วยนะ)
ใครมีเวลาขอเชิญมาชมในงาน (มาถึงแล้วเดินมาชมได้เลย)
และคุยกับพี่โหน่งพี่ปูแล้วว่าอาจขอติดทิ้งไว้อีกสักสองสามวัน
เดี๋ยวขอดูก่อนละกันนะ

ดีวีดีของเดือนนี้ก็รอมานาน ในที่สุดก็ถึงเวลาฉายเสียที
ชื่อ WE (พวกเรา) เป็นสารคดีในรูปมิวสิควิดีโอ
ที่สร้างขึ้นจากสุนทรพจน์ชื่อ Come September ของ อรุณธตี รอย
ที่ว่าด้วยอำนาจ ความรุนแรง และความเป็นมนุษย์
เดือนนี้เดือนกันยายน ได้เวลาฉายพอดี

อรุณธตี รอยเป็นนักเขียนชาวอินเดีย
เธอเขียนนิยายเล่มแรกชื่อ The God of Small Things
และได้รับรางวัล BOOKER PRIZE (1997) ซึ่งเป็นรางวัลขนาดใหญ่ในทันที
จากนั้นเธอเลิกเขียนนิยาย
แต่เขียนบทความสะท้อนความคิดต่อสู้เพื่อสิทธิ
และความเป็นมนุษย์ออกมาอย่างต่อเนื่อง

มาดูกันนะ มันเป็นชะตากรรมของโลกของเรา

ฉบับนี้เขียนยาว
อ่านย้อนดูก็เห็นว่ามีเขียนถึงคนคนคนประกอบอยู่มากมาย
หรือนี่คือความหมายจริงๆ ของการมีชีวิตกันแน่

ไปล่ะ ไปแล้ว พบกันในงาน
ถนอมตัว
วชิรา

ปล เตรียมตัวพบกับปาร์ตี้ เพชร โอสถานุคราะห์ ตัวเป็นๆ
ครั้งแรกที่เชียงใหม่ 6 ตุลาคมนี้!

Monday, September 3, 2007

before sunrise


I believe if there's any kind of God
it wouldn't be in any of us,
not you or me but just this little space in between.


If there's any kind of magic in this world
it must be in the attempt of understanding someone sharing something.
I know, it's almost impossible to succeed
but who cares really?
The answer must be in the attempt.

-Before Sunrise

Tuesday, August 28, 2007

"เริ่มเลยสิคะ"


เอ้า...อ่านนี้ไปพลางนะ
พิมพ์ครั้งแรกที่ happening ฉบับสิงหานี่เอง
พี่วิภว์เขียนแนะนำไว้ว่า

หลังจากเขียนบทความกับ happening มาแล้วเมื่อตอนฉบับปฐมฤกษ์
วชิราก็กลับมาเขียนให้เราอีกครั้ง นอกจากจะเป็นนักเขียน-บรรณาธิการ
ที่หลายๆ คนรู้จัก (ช่วงหลังๆ ยังเป็นดีเจเสียด้วย) วชิรายังสนใจงานศิลปะอย่างจริงจัง
หนนี้เขาเขียนเล่าถึงศิลปินระดับประเทศท่านหนึ่ง
ที่เขามีโอกาสได้สัมผัสงานอย่างใกล้ชิด วชิราฝากบอกว่า
ใครสนใจมีประสบการณ์ใกล้เคียงกับเขา ก็สามารถไปชมงาน 100 ปีมีเซียม ยิบอินซอย
ได้ที่อะเบ้าท์คาเฟ่ ถนนไมตรีจิตต์ ใกล้วงเวียน 22 กรกฎา กรุงเทพมหานคร
ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน 2550 สอบถามรายละเอียดโทร 0-2623-1742


เป็นศิลปะ!
Happening arts
เรื่องและภาพ วชิรา

“เริ่มเลยสิคะ”

บ่ายวันนั้นอากาศร้อนอ้าว อะเบ้าท์คาเฟ่ดูโล่งตา
มีเพียงสามสี่ชีวิตเคลื่อนไหวไปมาในที่นั้น
ไม่น่าแปลกใจอะไรนัก ถ้าไม่นับวันเปิดงาน
ที่เชื้อเชิญให้ผู้คนในแวดวงมาพบปะสังสรรค์
พื้นที่ทางศิลปะที่ไหนๆ ก็เป็นเช่นนี้

เงียบจนเกือบร้าง คนน้อยถึงบางครั้งไม่มี

ผลงานบนผนังหรือบ้างที่วางตั้งอยู่บนพื้น ดูสงบและเปล่าเปลี่ยว
เป็นความโดดเดี่ยวแบบหมู่คณะ
พลันนึกสงสัยว่าจะเป็นอย่างไร ถ้าภาพที่เห็นตรงหน้า
คือผู้คนคราคร่ำ เสียงพูดคุยจ๊อกแจ๊ก สลับเสียงโทรศัพท์มือถือ
บ้างในบางครั้ง แต่เพียงวินาทีถัดมา เจ้าของกระบอกก็พร้อมจะรีบรุด
ออกไปกรอกธุระปะปังของตนเองด้านนอก
หนุ่มสาวเดินหนุงหนิงจับมือ ชี้ชวนกันชื่นชม
บ้างสีหน้าบึ้งตึงบูดเบี้ยว
บ่งบอกความไม่เข้าอกเข้าใจในสิ่งที่พบเห็นตรงหน้า
เด็กเล็กชี้ชวนตั้งคำถามให้ผู้ปกครองที่คอยเดินตามกำกับดูแล
บ้างส่งเสียงกระจองอแง หิวข้าว เบื่อ หรืออยากออกไปวิ่งเล่น

กลิ่นของความสดชื่นมีชีวิตชีวา ตลบอบอวลอยู่ในจินตนาการ
.........

ผมพูดได้เต็มปากว่าไม่ใช่ ‘คอ’ ศิลปะตัวยง
ทั้งไม่ได้เล่าเรียนศึกษาอย่างเป็นระบบระเบียบ
และทั้งไม่ได้ผลิตสร้างหรือให้กำเนิดผลงานศิลปะ
ให้เป็นที่โจทย์จันแก่ชาวโลกแต่อย่างใด
จำไม่ได้เสียแล้วว่าความสนใจใน ‘สิ่งที่เรียกกันว่า’ ศิลปะนั้น
เกิดขึ้นเมื่อไหร่และอย่างไร
รู้ตัวอีกทีก็สามารถจินตนาการหลายบรรทัดข้างต้น
ออกมาได้เป็นคุ้งเป็นแคว

ซึ่งถ้าคุณมีประสบการณ์การเที่ยวชมหอศิลป์หรือพิพิธภัณฑ์
ในประเทศของเราอยู่บ้าง
ผมคิดว่านั่นก็เพียงพอที่จะเกิดอารมณ์ขันขื่น
กับบรรยากาศดังกล่าว-ที่ไม่มีอยู่จริง
เป็นภาพสะท้อนความทุลักทุเลแห่งประเทศชาติ
จากสายตาประชาชนตาดำ

เพื่อความสะดวกในการสื่อสารระหว่างเรา
ผมใคร่ขอเชิญชวนให้ซุกความคิดเรื่อง ‘อะไรคือศิลปะ’
และ‘อะไรไม่ใช่ศิลปะ’ ไว้ในการเป๋ากางเกงก่อน
เรื่องนี้เริ่มต้นที่บ้านหลังหนึ่ง, ละแวกถนนสาทร กรุงเทพมหานคร

เมื่อหลายปีก่อน ครั้งที่ผมเพิ่งริเข้าไปศึกษาเล่าเรียนในระดับอุดม
ซึ่งถ้าจำไม่ผิด, ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาหรรษาที่สุดช่วงหนึ่งของชีวิต
ค่าที่หลายสิ่งรอบตัวเป็นสิ่งใหม่ ท้าทาย
และชี้ชวนให้ลิ้มลองราวกับว่าเส้นทางของมันไม่มีที่สิ้นสุด
เป็นช่วงเวลาที่พลังและเวลาในชีวิตมีมากมายเหลือเฟือ
เราจึงเที่ยว เที่ยว เที่ยว และเรียนหนังสือบ้างในบางโอกาส

ธรรมดาของคนหนุ่ม
ที่มักหลงเข้าใจว่าตนเองคือนกขมิ้นอ่อนสีเหลืองสด
บ้านหลังนั้นจึงต้องคอยเปิดประตูต้อนรับพวกเราเสมอๆ ยามค่ำคืน
อันที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนัก
บ้านเพื่อนคนไหนๆ ก็เปิดประตูต้อนรับนกขมิ้นตัวปลอมได้ทั้งนั้น
เพียงแต่บ้านหลังนั้นมีบางอย่างแตกต่าง
ไม่นับความโอบอ้อมอารีย์ที่สมาชิกในบ้านมีต่อพวกเรา
ไม่นับต้นไม้ใหญ่น้อยที่คอยปกคลุมยามตื่นของเราให้ร่มครึ้ม
ไหนจะยังไม่รวมถึง ‘หมูก้อน’ อันแสนเอร็ดอร่อย
ที่นานๆ ครั้งจะวางรอเราอยู่บนโต๊ะอาหาร
หนังสือทั้งไทยและเทศมากหน้าหลายตาบนชั้นวาง
ที่จายตัวอยู่ทั่วไปแล้ว
บ้านหลังนั้นยังประกอบด้วยสิ่งของอีกสองอย่าง
คือภาพเขียนและรูปปั้น
ซึ่งเกิดขึ้นด้วยน้ำพักน้ำแรงและน้ำมือของเจ้าของบ้าน
และนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้รู้จักชิ้นงาน
ของคุณย่าของเพื่อน-มีเซียม ยิบอินซอย

“เมื่อดิฉันเริ่มเขียนภาพ ดิฉันเขียนเพราะ
คิดอยากจะมีภาพประดับผนังบ้านตัวเอง”
ประโยคเริ่มต้นในอารัมภบทของหนังสือ
‘สวนศิลป มีเซียม ยิบอินซอย’ (Misiem’s Sculpture Garden)
-หนังสือที่รวบรวมภาพผลงานทั้งปั้นและวาดของเธอ

เริ่มเขียนภาพ-อาจฟังดูโรแมนติกชวนฝัน
หากมันร่วงจากปากหญิงสาวแรกรุ่นราวพิกุลแรกของต้น
แต่กับมีเซียมไม่ได้เป็นอย่างนั้น, เธอเริ่มวาดรูปครั้งแรกเมื่ออายุได้ 42 ปี

“ฉันหันมาสนใจศิลปะช้ามาก ฉันอายุสี่สิบสองแล้ว
เมื่อกลับจากยุโรปหลังจากพาลูกสาวไปรักษาโรคโปลิโอ
สิบสี่เดือนที่อยู่ในต่างประเทศ ส่วนใหญ่ในเดนมาร์ก
ฉันได้ไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ หอศิลปะ
และสถาบันซึ่งมีงานชิ้นเยี่ยมตั้งแสดงอยู่...
“เมื่อกลับมาถึงเมืองไทย
ฉันพบว่าภาพเขียนบนผนังห้องต่างๆ ในบ้านนั้นช่างจืดชืดไร้ชีวิต...
น่าแปลกใจว่าภาพเหล่านั้นไม่เคยก่อความรำคาญให้ฉันมาก่อนเลย
แต่บัดนี้ มันกลับรบกวนใจฉันทุกครั้งที่แลเห็น
ฉันเริ่มตระหนักว่า
นัยน์ตาฉันถูกฝึกให้รู้จักแยกแยะศิลปะชั้นเลิศออกจากศิลปะพื้นๆ เสียแล้ว”

จากข้อความในบท ‘ชีวิตศิลปินของฉัน’ มีเซียมเขียนเล่าว่า
เธอฝากตัวเป็นศิษย์อาจารย์มูเน ซาโตมิ ชาวญี่ปุ่น
เพื่อฝึกวาดรูปอย่างจริงจัง เธอวาด วาด วาด และวาด
จนกระทั่งได้รับรางวัล ‘จิตรกรเหรียญทองประจำชาติ’
อันหมายถึงการได้รับรางวัลเหรียญทอง
จากการประกวดในนิทรรศการแห่งชาติสามครั้งซ้อน
คือในปีพ.ศ.2492, 2493, 2494

จนเมื่อเสน่หาในงานวาดจืดจาง
มีเซียมหันความสนใจไปสู่งานปั้น
และฝากตัวเป็นศิษย์กับอาจารย์ศิลป พีระศรี
เธอปั้น ปั้น และปั้น จนวาระสุดท้ายของชีวิต
ถ้ารู้จักสังเกต ผมเชื่อว่าเราน่าจะเคยผ่านตาผลงานปั้นของเธอมาบ้าง
อย่างน้อยสักครั้ง ค่าที่มันประกอบอยู่กับสถานที่ต่างๆ มากมาย

บ้านหลังนั้นยังอยู่ แต่นกขมิ้นตกใจตื่นหมดแล้ว
ภาระหน้าที่ได้ช่วยบอกเตือนว่า
หมดเวลาของการค่ำไหนนอนนั่นเสียที
แต่ผลพลอยได้จากการเตร็ดเตร่ในช่วงเวลานั้น
ทำให้ผมค่อยๆ ซึมซับสิ่งละอันพันละน้อย ที่ประกอบขึ้นในบ้าน
มันดูสดชื่นและไม่เงียบเหงา
พอกล้อมแกล้มได้ว่ามันมี ‘ชีวิต’ เคลื่อนไหวอยู่ในนั้น

ผมอาจจะโชคดี ที่มีโอกาสได้คลุกคลี
และเป็นไปได้มากว่าผลงานต่างๆ ของคุณย่าของเพื่อน
ได้ช่วยกระชับนัยน์ตาของผมให้คมชัดขึ้น
และเป็นไปได้อีกมากว่าผลพวงจากช่วงเวลานั้น
ส่งต่อมาให้ความสนใจในโลกศิลปะแนบแน่นอยู่จนทุกวันนี้
ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับศิลปะนั้น
สืบเนื่องยาวนานและมีที่ท่าว่าจะดำรงอยู่ต่อไป
ตราบเท่าที่คนเรามีแรงผลักดันมากพอ

น่าแปลกที่เราต้องการทั้งการผลักและการดัน
เพื่อนำพาตัวเองไปสู่โลกที่ไม่คุ้นเคย,
ทั้งๆ ที่มันก็เป็นโลกเดียวกัน

ผมคิดเอาเองว่าคำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ ‘อะไร’ ที่ทำให้เราห่าง
หรือทำ ‘อย่างไร’ ที่เราจะมีโอกาสได้ใกล้ชิด
หรือจะไป ‘ที่ไหน’ จึงจะได้พบกับโลกใหม่ใบนั้นที่ไม่คุ้นเคย
แต่คำถามสำคัญน่าจะอยู่ที่ ‘เมื่อไหร่’
เพราะเมื่อเริ่มต้น ทุกอย่างก็จะตามมา

เริ่มเขียนภาพ-จึงอาจไม่ใช่แค่วลีโรแมนติกเบาบางอีกต่อไป

ในข้อเขียนชิ้นเดิม
มีเซียมได้เล่าถึงความกระตือรือล้นขณะเดินทางไปพบคุณครูซาโตมิ
เพื่อขอเรียนวาดรูปกับท่าน
“คุณวาดรูปเป็นบ้างไหม? ” เขาถาม
ฉันกลัวว่าเขาจะไม่ยอมรับฉันเป็นศิษย์
จึงรีบตอบว่า “ดิฉันชอบออกแบบเสื้อผ้าและเครื่องประดับให้ตัวเองค่ะ”
เขายอมจำนนต่อความจริงจังและความกระตือรือร้นของฉัน
ถามว่า “คุณจะเริ่มเมื่อไหร่? ”

“เริ่มเลยสิคะ พรุ่งนี้เช้า”