Wednesday, May 9, 2007

FALL ON DEAF EARS: MAY 2007

ขออภัยเดือนนี้แปะข่าวช้า และไม่มีเขียนเพิ่ม
เนื่องจากงานล้นทะลัก และคอมพิวเตอร์โดนไวรัส ( แต่ตอนนี้คิดว่าหายแล้ว)
การทำร้านกาแฟไม่ง่ายอย่างที่คิด (ไวรัสก็กวนใจกว่าที่คิด)
แต่ก็สนุก รามือเมื่อไหร่ จะกลับมาเขียนโน่นนี่ให้อ่านกันนะ
ปล แผนที่ก็ไม่มี ทำไม่ทัน ดูของเดือนที่แล้วไปก่อนเน้อ
(อุตส่าห์ถ่ายรูปม้าลายมาเผื่อทำแผนที่แล้วเชียว)

คราวนี้จัดงานวันที่ 12 พฤษภาคม ที่ขันอาษา เชียงใหม่ (เหมือนเดิม)
เริ่มงานเวลา 21.00-เที่ยงคืน เหมือนเดิมและมีฉายหนัง (เหมือนเดิม)
เดือนนี้เป็นโฮมเมดวิดีโอที่มากับอัลบั้มล่าสุดของ BECK ชื่อ

THE INFORMATION ดิบๆ ดูเพลิน น่าสนใจไม่น้อยเชียว
ใครที่เป็นแฟนๆ BECK ถ้ามีเวลาก็น่าจะลองมาชมดู
เริ่มฉาย 19.00 เหมือนเดิม

ได้ยินใครก็ไม่รู้บอกว่า (คลับคล้ายคลับคลายว่าอ่านเจอจากบทสัมภาษณ์
Cornelius ใน OPEN HOUSE ฉบับดนตรี ที่นราวุธ สัมภาษณ์ไว้
-ถ้าผิดพลาดขออภัยด้วย หนังสืออยู่ไกลตัว เช็กไม่ได้)
เดี๋ยวนี้ซีดีลิขสิทธิ์ส่วนใหญ่ ต้องมาสู้กันที่ดีวีดี
เพราะคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยยอมซื้อแผ่นจริง การมีดีวีดี
อาจช่วยเพิ่มความน่าสนใจได้มากขึ้น(แผ่นที่ซื้อมานี้เป็นแผ่นอิมพอร์ตด้วย
ราคาแพงมาก แต่ก็ต้องกัดฟัน T_T เมื่อไหร่จะมีหน่วยงานรัฐ
มาพิจารณาเรื่องแบบนี้เสียที ถ้างานศิลปวัฒนธรรมในชีวิตประจำวัน
อย่าง หนัง เพลง หนังสือ ราคาไม่แพงเกินไป
โอกาสได้เห็นวัฒนธรรมที่แตกต่างก็จะเกิดขึ้นกว้างขวางกว่าที่เป็นอยู่)

ส่วนรูปเดือนนี้ถ่ายที่สนามหญ้าหน้าม.ช.
ม้าลายนั้นซื้อหามาจากห้างสรรพสินค้าชั้นนำ (แห่งประเทศเชียงใหม่)
ขณะนี้ยังมีชีวิตอยู่ และพยายามจะรักษาชีวิตไว้ให้ถึงวันงาน
ว่าจะเอามายืนเปิดเพลงด้วยกัน

เปิดไปเปิดมา เริ่มจากเล่นๆ นี่ก็ปาเข้าไปครั้งที่ 7 แล้ว (และยังเล่นๆ อยู่)
อยากขอบคุณทุกคนมากๆ ทั้งที่มาได้และมาไม่ได้
หนำซ้ำเดือนนี้เริ่มมีผู้สนใจให้ความสนับสนุน-ขอขอบคุณ NOKIA
ที่เห็นความสำคัญ และมานะอุตสาหะทำงานกับเรา
ในแบบที่เอา 'ตัวงาน' เป็นหลัก โดยไม่พยายามทำกลายเป็นอย่างอื่น

เกือบลืมงานเดือนนี้ตั้งใจว่าจะใช้ช่วงเวลาหนึ่ง
ให้กับการกลับมาออกอัลบั้มของพี่เพชร โอสถานุเคราะห์
ในฐานะที่แกเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจในวันก่อน และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ
ว่า 20 ปีผ่านไป แกก็ยังคงเป็นแรงบันดาลใจได้เช่นเดิม
เมื่ออาทิตย์ก่อนลงไปกทม. ได้คุยกับแกตัวเป็นๆ
-ตื่นเต้นมากๆๆ ใครที่มางานคงได้ดูอะไรพิเศษๆ ล่ะ
(อาจเป็นดีวีดีหรือเบื้องหลังต่างๆ)

ใครที่มางานได้ก็พบกัน ใครที่มาไม่ได้ก็ไม่เป็นไร
(สนใจโทรมาจองโต๊ะได้ที่เบอร์ 086 914 8251 แต่คงต้องรบกวนให้มาก่อนสามทุ่มเน้อ ไม่เช่นนั้นคงต้องขออนุญาตตัดโต๊ะให้คนอื่น)
และสำหรับชาวกทม. กลางเดือนมิถุนานี้พบกัน...แน่นอน!

ช่วงนี้ฝนมา รักษาตัวด้วยแล้วก็อย่าลืมช่วยกันลดใช้ถุงพลาสติกล่ะ!

ปล ลืมส่งข่าว เดือนนี้เริ่มจัดรายการวิทยุแล้ว
ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่ 12.00-14.00
ที่คลื่น 106.5 MHz ...................เชียงใหม่เจ้า!

ด่วน!!!!
เพิ่งคุยสายตรงกับพี่อิ้ม (เจ้าของ Bar Bali และเจ้าของนิยายขายดี-เท่ารักเธอ)
ว่าจะขอเอ็มวีเพลงประกอบหนังเรื่อง 'พลอย'
ของพี่ต้อม-เป็นเอก มาฉายในงาน
พี่อิ้มรับปากจัดการให้เรียบร้อย
หมายความว่า ถ้าไม่มีอะผิดพลาด
เราจะได้ชมเอ็มวีเพลงประกอบ 'พลอย' กัน
อยากดูหนังแล้วล่ะ ^^

Thursday, May 3, 2007

FALL ON DEAF EARS: APRIL 2007


ลงโปสเตอร์งานของเดือนเมษาเก็บไว้
หลังจากที่เพิ่งค้นพบว่าสามารถทำรูปเล็กๆ
แปะไว้ที่ด้านขวาของบล็อกนี้ได้
(ไม่เชื่อลองหันไปดูข้างๆ)
จึงไม่จำเป็นต้องขึ้นโปสเตอร์งานค้างไว้นานๆ เหมือนเมื่อก่อน
แต่จะไม่เก็บไว้เลยก็ดูจะทิ้งขว้างเกินไป
อุตส่าห์นั่งหลังขดหลังแข็งทำมันออกมา
อีกอย่าง เราชอบรูปนี้ (ไอ้)ก้อย-น้องช่างภาพที่ HIP ถ่ายไว้ตอนไปเที่ยวเล่น
สวยดี ดูเปียกๆ เข้ากับช่วงสงกรานต์

ว่าแต่ตอนสงกรานต์ที่ผ่านมาสนุกมาก
พอดีตกกระไดพลอยโจรได้เปิดเพลงเป็นคนสุดท้ายของวันสุดท้าย
ตื่นเต้น เร้าใจ สนุกสนาน อย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
ไอ้โจ้ (ชื่อเหมือนกัน) ที่เป็นดีเจอาชีพ (และเป็นกราฟฟิกที่ HIP) เดินมาถามว่า
"เป็นไงพี่ เข้าใจหรือยังว่าเวลาที่เปิดเพลงแล้วคนเต้นกันเมามัน เป็นยังไง"

อืม...คิดว่าพอเข้าใจแล้วว่ะ
สงกรานต์หน้าไม่พลาดแน่ๆ
^^

Monday, April 9, 2007

April Map


แผนที่ของเดือนเมษา
เอ่อ...วันงานจริงๆ ไม่หวือหวาอย่างในรูปหรอกนะ
^^

Wednesday, April 4, 2007

Copying Beethoven


Ludwig van Beethoven: The vibrations on the air are the breath of God speaking to man's soul. Music is the language of God. We musicians are as close to God as man can be. We hear his voice, we read his lips, we give birth to the children of God, who sing his praise. That's what musicians are.

Copying Beethoven (2006)
a film by Agnieszka Holland

Sunday, April 1, 2007

MO Shop: ช่องหน้าต่างนั้นมองเห็นก้อนเมฆ


ชิ้นนี้เขียนให้ IMAGE ในคอลัมน์ Deco ตามคำชักชวนของพี่หมี (เจ้าเก่า)
บอกแกไปว่าไม่เคยเขียนเรื่องทำนองตกแต่งมาก่อน แต่จะลองดู

ที่หน้าสารบัญของ IMAGE เขียนแนะนำไว้ว่า
บางคนชื่อ 'วชิรา' บอกว่า 'ไทวิจิต พึ่งเกษมสมบูรณ์' เป็น 'พระเจ้าของเข้าของ'
ด้วยความซุกซนหยิบโน่นผสมนี่อยู่เป็นนิจ ซึ่งเราคงเคยเห็นมาไม่น้อย
จากงานศิลปะสร้างสรรค์ของเขา
IMAGE DECO ขอนำเสนอ MO Shop ที่เป็นทั้งแกลลอรี่แสดงงานศิลปะ
ผนวกร้านจำหน่ายสินค้าและสถานที่เพื่อการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์
ย่านท่าแพ ใจกลางเมืองเชียงใหม่
หากยังไม่สบโอกาสไปเยือนด้วยตัวเอง ขอเชิญท่องไปกับสีสัน รายละเอียด
และความสดใหม่จากฝีมือการตกแต่งและจัดการของไทวิจิต-ด้วยภาพไปพลางก่อน

รูปที่เห็นอยู่ในรูปคือฝีมือของ อ้น-ชัยวัฒน์ กังสัมฤทธิ์ ช่างภาพของ IMAGE
ถ้าใครอยากเห็นเพิ่มเติม คงต้องรบกวนที่แผง
หรือจะย้อนดูโปสเตอร์/ใบปลิว กิจกรรมหูของเดือนมีนาก็ได้
รูปนั้นคือส่วนหนึ่งของผนัง MO Shop (ชั้นหนึ่งใกล้ๆ บันได)
หรือหาโอกาสแวะไปดูด้วยตัวเองก็ยิ่งดีใหญ่

ขอบคุณพี่หมี พี่มอ อ้น และน้องๆ ที่ MO Shop ด้วยครับ

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร IMAGE ฉบับมีนาคม 2550

Image Deco
MO Shop: ช่องหน้าต่างนั้นมองเห็นก้อนเมฆ
วชิรา

'God is in the detail.'
ข้อความของสถาปนิกชาวเยอรมัน Mies van der Rohe (1886-1969)
เขียนด้วยลายมือบนผนัง เตะตาผมขณะเดินอยู่บนพื้นตะแกรงของชั้นสอง
อันที่จริงมันซุกตัวอยู่ด้านหลังของชั้นวางหนังสือรูปร่างหน้าตาคล้ายบอลลูนคำพูดในหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น บนผนังเดียวกันมีบอลลูนชั้นหนังสืออีกสองสามอัน แต่ละอันล้วนมีข้อความซุกซ่อนอยู่

ลายมือขยุกขยิกนั้น เป็นของไทวิจิต พึ่งเกษมสมบูรณ์-ศิลปินนักเล่นแร่แปรธาตุที่มีแฟนๆ จำนวนไม่น้อยเฝ้าติดตามผลงานของเขามาโดยตลอด ด้วยความสามารถในการผสมผสานความงามจากชิ้นส่วนวัสดุให้เข้ากับวิถีชีวิตประจำวันได้อย่างไหลลื่น
กระถางต้นไม้ พรม ตู้ใส่ของ โคมไฟ กรอบใส่รูป เก้าอี้ และอื่นๆ อีกมาก ล้วนเคยเป็นหัวข้อในผลงานของเขา

ในบางขณะ ผมรู้สึกเองว่าไทวิจิตเหมือนเป็นพระเจ้าของข้าวของ ไม่ใช่ในความหมายที่ยิ่งใหญ่หรือจำต้องเคารพสักการะ แต่เป็นในมุมซุกซนของการหยิบโน่นผสมนี่ คละนั่นปนโน่น คล้ายสามารถเสกสร้างให้เศษวัสดุที่ไม่มีใครใส่ใจให้กลับฟื้นคืนชีวิตในความหมายใหม่

ถ้ามีพระเจ้าให้ค้นหาอยู่ในรายละเอียด
ก็น่าจะมีพระเจ้าองค์เดียวกันนั้นอยู่ในไทวิจิต
.........

หลังจากที่ทดลองนั่งเก้าอี้เล่นอยู่หลายตัว ผมตัดสินใจจ่อมตัวเองลงบนชุดรับแขกขนาดกะทัดรัดสีขาว พร้อมกาแฟอุ่นๆ ที่มีไว้ให้บริการคนที่แวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชม
นั่งมองผ่านผนังกระจกใสบานใหญ่ออกไปด้านนอกเห็นประตูวัดอุปคุตตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ฝั่งตรงข้าม ระหว่างเรามีรถราขวักไขว่ไหลมาจากสะพานนวรัตน์ พุ่งตัวอย่างรีบเร่งคล้ายกระแสน้ำเชี่ยวกรากไปยังทิศทางเดียวกัน ตามกรอบบังคับกะเกณฑ์ของเส้นถนน

แม้ใครไม่สังเกตก็ต้องเห็น ตึกสูงสามชั้นสีเหลืองมะนาว (สด) ยืนลำดับไหล่อยู่ตรงกลางระหว่างสองตึกเก่าแก่ คนที่เหลียวหน้ากลับมามอง จะพบโลหะตัวอักษร M และ O ขนาดใหญ่ ดักสายตาอยู่ พร้อมคำเขียนภาษาอังกฤษติดผนังกำกับไว้ว่า Functional Objects

โลหะอักษร M และ O นั้นสีถลอกปอกเปิก

อันที่จริง MO Shop เป็นแขนงหนึ่งในโครงการ MO Hotel โรงแรมในความหมายกว้างๆ ของบูติกโฮเตลขนาด 12 ห้อง รูปร่างหน้าตาแปลกประหลาดพิสดาร
คล้ายกล่องสี่เหลี่ยมมน 12 กล่องวางซ้อนทับกันไปมา ออกแบบและตกแต่งภายในโดย
ไทวิจิต ตามหลักโหราศาสตร์ผสมผสานระหว่างไทยและจีน ให้สอดคล้องกับธรรมชาติของผู้ที่เข้ามาอยู่อาศัย ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จปลายปี

ไม่ต่างจากโรงแรมใหญ่ๆ ทั่วไป ที่มีร้านขายของไว้ให้บริการลูกค้าแต่ MO Shop กลับแสดงสถานะก้ำกึ่งกว่า เพราะนอกจากจะอยู่คนละที่กับตัวโรงแรม (ห่างกันราวห้านาทีเดิน) ยังถูกใช้เป็นพื้นที่แสดงประสบการณ์-ตามนิยามของไทวิจิต ทั้งที่อยู่ในรูปวัสดุอุปกรณ์และผลงานต่างๆ ทั้งที่สร้างขึ้นและสะสมมายาวนาน
ที่สำคัญกว่านั้นคือพื้นที่นี้ไม่ได้ถูกจำกัดไว้แต่เพียงลำพังประสบการณ์ของไทวิจิตคนเดียว มันยังถูกเผื่อแผ่ไปยังเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ในแวดวง ‘ศิลปะ’ และ ‘ออกแบบ’ ที่เขานิยมชมชอบในผลงาน

ผมจำใจเขียนสองคำนั้นแยกกันเพื่อความสะดวกในการจัดหมวดหมู่ให้เข้าใจ แต่ในความเป็นจริง ทั้งสองส่วนผสมผสาน กลมกลืน ขัดแย้ง ต่อสู้ และดำเนินไปด้วยกันใน MO Shop
ไม่ต่างกับบ้านหรือห้องที่ประกอบด้วยสิ่งของคละอย่าง

ใครที่ผ่านเข้าไปช่วงเวลานี้จึงมีโอกาสได้เห็นประสบการณ์ของคนทำงานศิลปะร่วมสมัยอย่าง อังกฤษ อัจฉริยโสภณ, เกศ ชวนะลิขิกร, อภิชาติ จำปาทอง, คามิน เลิศชัยประเสริฐ, ปราบดา หยุ่น ผ่านงานหล่อ ปั้น แกะ พิมพ์ วาด ของพวกเขา เคล้าไปกับเก้าอี้ โคมไฟ ไดอารี่ กระเป๋า ของ ต่อลาภ ลาภเจริญสุข, PLANET 2001, ANGO และนักออกแบบท่านอื่นๆ ที่ประดับประดาอยู่ร่วมกันในอาคารปูนเปลือยสูงสามชั้นนี้
รวมถึงบอลลูนคำพูดที่วางขายหนังสือของสำนักพิมพ์ OPEN อยู่ชั้นล่าง กลุ่มหนังสือที่ไทวิจิตเล่าว่าหาซื้อตามร้านหนังสือไม่ค่อยได้ เลยติดต่อนำมาวางขายไว้ที่นี่เสียเลย

ทั้งหมดว่ามานั้น คือผลจากการจัดการของเขา

บนชั้นสาม ไทวิจิตจัดการให้เป็น Print Making Studio สำหรับเก็บและทำงานภาพพิมพ์ ทั้งของเขาเองและของคนอื่นๆ ที่ไทวิจิตตระเตรียมจะชักชวนมาทำอะไรสนุกๆ ร่วมกันบ้าง หรือเมื่อ MO Hotel ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์และเปิดให้บริการแล้วนั้น พื้นที่บนชั้นนี้ก็อาจเป็นที่ทำกิจกรรมสนุกๆ ของลูกค้าของโรงแรมก็เป็นไปได้
โดยมีช่างพิมพ์ (Printer) ไว้คอยดูแลให้คำแนะนำ
จินตนาการว่าถ้าคุณมาเที่ยวเชียงใหม่ แล้วมีของที่ระลึกเป็นผลงานภาพพิมพ์ของตัวเองติดมือกลับบ้าน
กระบวนการง่ายๆ แต่งดงามนี้ รอเพียงเวลาที่จะเกิดขึ้น

โดยภาพรวม MO Shop อาจเป็นแกลเลอรี่ขายผลงานศิลปะหรืองานออกแบบเก๋ๆ หรือเป็นที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่หลงใหลการตกแต่ง
แต่บนมิติของสิ่งมีชีวิต MO Shop คือกลุ่มก้อนของชุมชนทางศิลปะที่จะค่อยๆ เคลื่อนตัวไปด้วยกัน

คนทำงานที่ดี ย่อมต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา-ไทวิจิตเชื่ออย่างนั้น
ชีวิตของ MO Shop ก็น่าจะอยู่ในหลักการเดียวกัน
บนชานพักบันได ระหว่างชั้นสองขึ้นสาม ต้นไม้เล็กๆ ในกระถางรูปทรงประหลาด อันเป็นหนึ่งในประสบการณ์ของไทวิจิตกำลังผลิใบ

ระหว่างบรรทัดบนแก้วกาแฟ ผมอ่านพบข้อความหนึ่งว่า
“ตอนที่ผมเป็นเด็กเล็ก เหนือหลังคาบ้านขึ้นไป ผมมองเห็นท้องฟ้าและปุยเมฆล่องลอย
เป็นกลุ่มเป็นก้อน คล้ายรูปร่างของบางสิ่งบางอย่าง เป็นรูปร่างของความรู้สึกใหม่ ไม่คุ้นเคยแต่แจ่มชัด น่าทึ่ง บางทีดูคล้ายรูปร่างของสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนตัวเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา บางลีลาดูคล้ายท่วงท่าของสัตว์ชนิดต่างๆ บ้างดูฉงนแปลกตา บางครั้งดูมหึมา แฝงเร้นพลังลี้ลับ บางครั้งดูผิดเพี้ยนชวนฝันเกินจริง บางครั้งดูสงบนิ่งราบเรียบ ประสบการณ์เกี่ยวกับการรับรู้รูปทรงต่างๆ ของเด็กเล็ก สร้างปรากฏการณ์ยิ่งใหญ่มีสีสัน จากก้อนเมฆเหนือท้องฟ้าเหล่านั้น”

บรรทัดล่างของข้อความ ลงชื่อ ไทวิจิต บันทึกไว้เมื่อ 31 พ.ค. 2543

ขณะนี้ปี 2550 และผมกลับขึ้นไปบนชั้นสามอีกครั้ง
ไม่ได้กลับขึ้นไปทำภาพพิมพ์ของตัวเอง แต่กลับไปหาช่องหน้าต่างบานนั้น ที่ถูกเจาะใส่กระจกใสไว้บนหลังคาให้แสงสว่างส่องผ่านเข้ามา
หยุดยืนมองไปข้างนอก เห็นก้อนเมฆลอยเกลื่อน เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไม่ซ้ำในรายละเอียด

ดูมีชีวิตอย่างไรบอกไม่ถูก


Thursday, March 29, 2007

365 Ways: Become a protest singer


มีประเด็นในหนังสือ 365 ways ของเมื่อวันอังคารที่ 27 มีนาที่ผ่านมา...สนุกดี
เขาชักชวนให้ร้องเพลงเพื่อเสรีภาพหรือเพื่อประท้วง คัดค้าน บางสิ่งบางอย่าง
โดยมีรายชื่อเพลงตัวอย่างมาให้ดังนี้

เพลงเพื่อสันติภาพ
-Bob Marley & The Wailers 'War' (Rastaman Vibration, 1976)
-Faithless 'Mass Destruction' (No Roots, 2004)
-Bogie Down Production 'Stop the Violence' (By All Means Necessary, 1988)
-Curtis Mayfield 'We've got to have peace' (Roots, 1972)
-Spearhead 'Piece O'Peace' (Home, 1994)
-Basement Jaxx (featuring Yellowman) 'Love is the answer' (Peace Songs, 2004)

ส่วนอันนี้เป็นชุดต่อต้าน คัดค้าน
-Public Enemy 'Fight the Power' (Fear Of A Black Planrt, 1994)
-Levellers 'Liberty Song' (Levelling The Land, 1992)
-Johnny Cash 'I Shall not be Moved' (My mother's Hymn Book, 2004)
-Chumbawumba 'Enough is Enough' (Anarchy, 1998)
-The Pogues 'Streets of Sorrow/Birmingham Six' (If I Should Fall From Grace With God, 1987)
-Jimmy Cliff 'Viet nam' (Wonderful World, Beautiful People, 1970)

มีรู้จักจริงๆ อยู่ไม่กี่เพลง ที่เหลือรู้จักไม่จริงและไม่รู้จัก
คงต้องไปลองหามาฟัง (เผื่อจะได้เอามาเปิดในงาน)
หนังสือชวนว่าให้โหลดลง iPod (แนะขนาดนั้น!) แล้วหาแรงบันดาลใจจากเพลงเหล่านั้น
หรือถ้านึกสนุกจะเขียนเพลงหรือบทกวีก็สามารถเอาไปแปะไว้ในเว็บไซต์ได้

ถ้าเป็นเพลงเพื่อสันติภาพแปะที่นี่ www.365act.com
เพลงต่อต้านสงคราม แปะที่นี่ www.lacarte.org/songs/anti-war/index/html
หรือเพลงเพื่อสันติภาพ (อีกครั้ง) แปะที่นี่ www.newsongsforpeace.org
และ www.songs4peace.com

น่าสังเกตว่าไม่ว่ายุคไหนสมัยไหน เพลงมีบทบาทสำคัญมนุษย์โลกเสมอ
คงจะมีแต่เนื้อหาเท่านั้นที่ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปตามเวลา
'เพลงเพื่อชีวิต' อาจไม่ได้สูญหายไปกับสถานการณ์บ้านเมือง
แต่กลายรูปไปเป็นอย่างอื่น

หมายเหตุ
รูปที่แปะไว้นี้นั้นคือรูปคุณลุงบ๊อบ ดีแลน (ที่ไม่เกี่ยวกับคนในรายชื่อแต่อย่างใด!)
อยากลงรูปแก ตอนที่ค้นใน google ก็เจอหลายรูป แต่อันนี้ตลกดี
เอามาจากเว็บ http://www.brickshelf.com/
มีนักร้องนักแสดงหลายๆ คน หลายๆ วง ถูกเอามาทำเป็นตุ๊กตาเลโก้แบบนี้
ลองเข้าไปเล่นดู

Sunday, March 25, 2007

365 ways to change the world



มีหนังสือเล่มนึงอยากชวนอ่าน
ชื่อ 365 ways to change the world โดย Michael Norton
เป็นคล้ายไดอารี่สนุกๆ แต่จริงจัง เนื้อหาโดยรวมก็เหมือนชื่อเล่มคือเราจะสามารถเปลี่ยนแปลงโลกในทางที่ดีขึ้นได้อย่างไร

ซื้อมาเป็นของขวัญปีใหม่ให้ตัวเอง จากที่เมื่อก่อนซื้อแต่ This Diary will Change your life (เล่มนี้ก็ดีนะ เขาจะคอยบอกให้ว่าวันนี้ทำอะไร น่าสนใจตรงที่สามารถหามุมต่างๆ มาให้เรามองได้บ้าๆ บอๆ แบบสุดโต่ง ซึ่งคงทำตามจริงๆ ไม่ได้ทุกอันหรอก แต่ในแง่ของ 'มุมมอง' ที่ต่างออกไปจากชีวิตเดิมๆ ก็ถือว่าสนุกดี และคงเป็นปัญหาเดียวกันทั้งโลกไม่ว่าฝรั่งหรือไทย คือช่วงหลังๆ เริ่มซ้ำๆ วนๆ ไม่สดชื่นเท่าเล่มปีแรกๆ) ปีนี้เลยมาอ่านเล่มนี้ด้วย
เนื้อหาก็แบ่งเป็นหมวดหมู่ต่างๆ ทั้งหมดครอบคลุมอยู่ในมิติของการเปลี่ยนแปลงให้กับโลก ในทิศทางที่เขาเชื่อว่าน่าจะดีขึ้น

อย่างเมื่อวาน (มีนา 24) ก็เป็นเรื่อง fairtrade chocolate ในกาน่า คร่าวๆ ก็คือว่ากาน่าเป็นประเทศที่มีเคยมีผลผลิตโกโก้เป็นอันดับหนึ่งของโลก แต่ปัญหาก็คือว่าเกษตรกรได้รับผลส่วนแบ่งการผลิตจากหน่วยงานจัดซื้อของรัฐน้อย จึงทำให้เกิดวิกฤตในเวลาต่อมาก็เลยมีองค์การการค้าที่ผดุงความยุติธรรมเกิดขึ้น สร้างยี่ห้อช็อกโกแล็ตขึ้นมาและเขาก็ให้เราช่วยๆ กันเป็นสายสืบว่าในท้องถิ่นของเรานั้นมีช็อกโกแล็ตยี่ห้อนี่วางขายอยู่หรือไม่ ถ้าไม่มีก็ให้ช่วยกันพยายามทำให้มี อะไรทำนองนั้นเพราะเขาบอกว่า ถ้าซื้อช็อกโกแล็ตยี่ห้อนี้ก็เท่ากับช่วยเกษตรกรโกโก้ที่กาน่านั่นเอง

แม้จะเป็นการฟังความข้างเดียว (เพราะเราไม่ได้ฟังจากฝ่ายรัฐบาลกาน่าเลย) และแม้เรื่องนี้จะโยงไยไปถึงการดำเนินการทางธุรกิจ บางคนก็สงสัยว่านี่เป็นเพียงการสร้างธุรกิจ 'สีเขียว' ซึ่งเป็นที่นิยมแพร่หลายในปัจจุบัน แต่การได้รับรู้เรื่องวิกฤตของเกษตรกรโกโก้ในกาน่าก็เป็นเรื่องที่ดีไม่ใช่หรือ ส่วนใครจะไปติดตามต่อเนื่อง สืบหาค้นคว้า ก็ยิ่งดีใหญ่ และอาจจะทำให้การซื้อช็อกโกแล็ตครั้งต่อไปของหลายๆ คนอาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปก็ได้

ส่วนวันนี้ (มีนา 25) เป็นเรื่องสวนสัตว์ เขาอยากให้เราช่วยๆ กันจับตาดูว่าสวนสัตว์ในแต่ละท้องถิ่นของเรานั้นดูแลและจัดการกับสัตว์ดีพอหรือไม่ ถ้าไม่ดีก็ให้ถ่ายรูปไว้แลัวส่งไปที่เว็บไซต์ จากนั้นก็จะมีคนดำเนินการต่อ(เดี๋ยวว่ากลับขึ้นไปเชียงใหม่ จะเริ่มต้นที่ไนต์ซาฟารีก่อน!!)

ทุกๆ เรื่องในหนังสือนี้มีเว็บไซต์ให้เสมอ มันเลยไม่จบอยู่แค่ในกระดาษ!

บางทีเราอาจต้องช่วยกันเพลาๆ วิธีมัดใจชาย พิชิตใจหญิง กันลงบ้าง (ไม่ต้องเลิกนะ แค่เพลาๆ ก็พอ!) และเพิ่มสัดส่วนของการดูแลใส่ใจโลกและคนอื่นในชีวิตเราให้มากขึ้น
เพราะถ้าโลกร้อนขนาดนี้ เกิดภัยธรรมชาติมากมายขนาดนี้ อากาศแย่ขนาดนี้ต่อไปจะไปโรแมนติกกันที่ไหนหรือ?

ข้างหลังหนังสือเขียนว่า
This world could be a lot better, right?
Something needs to be done by someone-anyone.
Why not you?

หมายเหตุ
1 ถ้าหาซื้อไม่ได้ ลองเข้าไปดูเล่นที่นี่ก่อนก็ได้ (แต่คนละเนื้อหานะ)
www.365act.com
2 สำหรับคนที่สนใจเรื่องช็อกโกแล็ต
www.dubble.co.uk
www.divinechocolate.com
3 สำหรับคนที่สนใจเรื่องสวนสัตว์
www.bornfree.org.uk

Sunday, March 18, 2007

ใครขโมยภูเขาของเขาไป?



1
ช่วงสองสัปดาห์ก่อน เวลาไปไหนมาไหนเห็นคนใส่ผ้าปิดปากปิดจมูกกันทั่วเมืองเชียงใหม่ มลพิษหมอกควันทางอากาศทำให้แสบตา หายใจขัดบทสนทนาทำนองนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ "เออ เออ...เดี๋ยวค่อยคุยกัน พี่ขี่จักรยานตามหาดอยสุเทพอยู่..."
หรือ "เฮ้อ...เดี่ยวเย็นนี้ว่าจะขับรถออกไปข้างนอกหน่อย
ไม่รู้ใครขโมยภูเขาของ เราไป..."

ฟังดูเหมือนมุขตลกไปตามสถานการณ์บนพื้นฐานอารมณ์ขันแต่เอาเข้าจริงมันไม่ตลกเท่าไหร่นัก การหายไปของภูเขา (ของพวกเขา) 'เป็นเรื่อง' มากกว่าปกติธรรมดา

2
รู้กันทั่วว่าควันที่คลุมเมืองอยู่ตอนนี้มีที่มาจากไฟป่า
แต่ที่ไม่รู้คือถ้าควันมากมายขนาดทำให้ภูเขาเลือนหายไปได้ทั้งลูก
ปริมาณของป่าที่ถูกเผาเสียหายไปจะมากมายขนาดไหน

บทความพิเศษชื่อ เชียงใหม่: เมืองในหมอกควัน เขียนโดยธเนศวร์ เจริญเมือง
ใน 'พลเมืองเหนือรายสัปดาห์' บอกว่า กล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว ปรากฏการณ์นี้
คือผลผวงของการกระทำสองระดับบนโลก คือ

หนึ่ง ภาวะโลกร้อนที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านดินฟ้าอากาศมากมายในแทบทุกประเทศ หิมะละลาย พายุรุนแรง ภัยหนาวจัด อากาศอุ่นเร็วผิดปกติ ฝนตกน้ำท่วม ฯลฯ

สอง คือระดับท้องถิ่นเชียงใหม่เอง การเผาป่า เผาใบไม้ กิ่งไม้และขยะ อาหาร
ปิ้งย่าง การจุดประทัดปล่อยโคม พลุไฟ งานเผาศพกลางแจ้ง การไม่ดับเครื่องรถยนต์ ฯลฯ

มองเผินๆ เหมือนเป็นเรื่องธรรมดาๆ ทั่วไป บางเรื่องเล็กน้อยเกินกว่าจะสนใจหรือบางเรื่องอาจดูว่าไกลตัวเกินไป
แต่ในความเป็นจริง ไฟป่ากลับไม่ใช่ลำพังเรื่องของคนในป่าอีกต่อไป
ไฟป่า ถ้าไม่เกิดขึ้นเองก็คงต้องมีคนทำถ้าเกิดขึ้นเอง ก็น่าจะมีวิธีป้องกัน หรือควบคุมไม่ให้ลุกลามใหญ่โต (ฟังดูไม่น่าจะยากกว่าการโกงสนามบินหรือส่งดาวเทียมไปโคจรนอกโลก)ถ้าคนทำให้เกิด ก็น่าจะมีวิธีให้ความรู้แนะนำ จัดการ และอำนวยความเข้าใจ(เราอำนวยกันแต่ 'ความสะดวก' กันมาพอแล้วมั้ง?)

ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม ไม่น่าจะเป็นภาระของใครคนใดคนหนึ่งแต่ต้องช่วยกัน
และรอช้าไม่ได้
เริ่มจากกิจวัตรประจำวัน เริ่มจากพยายามใช้ถุงพลาสติกให้น้อยลงก่อนก็ได้
เวลาไปซื้อของก็พยายามพกถุงผ้าไปด้วยใครที่สะพายกระเป๋าอยู่แล้ว
ก็ไม่ต้องใส่ถุงพลาสติกซ้ำอีก หรือถ้าจำเป็นจริงๆ
ก็พยายามใส่รวมๆ ในถุงเดียวกันจะดีกว่า

3
อ่านเจอใน way ของคุณพี่อธิคม ฉบับล่าสุด (ฉบับที่ 6 ปกเฉียบขาดมาก!)
ว่า IKEA-สินค้าแต่งบ้านจากสวีเดน (ลือกันมานานแล้วว่ากำลังจะเข้ามาบ้านเรา)
ออกมาประกาศว่าจะเริ่มเก็บเงินค่าถุงพลาสติกในละ 5 เซนต์ ใน 29 สาขาทั่วสหรัฐ เขาชี้แจงว่าเงินค่าถุงที่เก็บมานี้จะนำเอาไปสนับสนุนกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปปลูกต้นไม้ ฟื้นฟูป่าและลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพราะปีที่แล้ว สาขาของ IKEA ในสหรัฐใช้ถุงพลาสติกไปถึง 70 ล้านใบ

แม้ความพยายามลดการใช้ถุงนี้จะเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับเมื่อปี 48 ที่คนอเมริกันร่วมกันทิ้งถุง บรรจุภัณฑ์ หรือหีบห่อต่างๆกว่า 4.4 ล้านตัน ซึ่งในจำนวนนี้มีเพียง 5.2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่มีการรีไซเคิล

แต่ก็ถือว่าเป็นความพยายามที่ดี

4
วันนี้เชียงใหม่ยังแสบตาและหายใจขัดอยู่
น่าเห็นใจคนที่ต้องทำงานนอกอาคารอย่างไม่มีทางเลี่ยง
ภูเขาของพวกเขาไม่ได้หายไปไหนแต่อยู่ตรงนั้น ตรงที่ไม่มีใครมองเห็น
ถ้าจะมีใครขโมยภูเขาของเขาไปจริงๆ
ก็อาจเป็นทั้งเขาและเรานั่นเอง


ขอบคุณ พลเมืองเหนือรายสัปดาห์ www.northerncitizen.org
และนิตยสาร way

Saturday, March 10, 2007

FALL ON DEAF EARS: MARCH 2007


สวัสดี
เดือนนี้แปะข่าวช้ากว่าปกติ ต้องขออภัย
เข้าใจแล้วว่าการลืมที่ชาร์ตแบตคอมพิวเตอร์ไว้กรุงเทพฯ
ขณะที่ตัวต้องใช้คอมฯ ทำงานที่จังหวัดเชียงใหม่นั้นสาหัสเพียงใด

ส่งข่าวตามเคย
กิจกรรม 'ฟังเพลง' ประจำเดือนมีนา...ครั้งที่ห้า
คราวนี้จัดวันที่ 14 มีนา 2550 (วันวาเลนไทน์)
ที่เดิม-ร้านขันอาษา จังหวัดเชียงใหม่ใครสนใจก็ขอเชิญ

มีคนเล่าให้ฟังว่า วันที่ 14 มีนา เป็น WHITE VALENTINE'S
ของชาวญี่ปุ่น คล้ายๆ ว่าวันที่ 14 กุมภา นั้นผู้หญิงให้ช็อกโกแล็ตผู้ชาย
ผู้ชายก็มีเวลาหนึ่งเดือนที่จะตอบรับหรือปฏิเสธ
ถ้าตอบรับก็ต้องให้ช็อกโกแล็ตกลับคืนในวันที่ 14 มีนานี้เอง
(ไม่รู้ว่าวันนี้ผู้หญิงต้องให้ดอกไม้กลับคืนผู้ชายที่ให้ดอกไม้ตัวเอง
ในวันที่ 14 กุมภาด้วยหรือเปล่า)
ถ้าจริง...ก็น่าจะดี เหมือนมีโอกาสและเวลาให้ตรึกตรอง

แต่พอถามเพื่อนชาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง
เขาก็บอกว่าที่จริงเป็นกลอุบายของบริษัทขนม
ที่ต้องการให้คนซื้อของมากขึ้นแทนที่จะต้องกระหน่ำซื้อกันปีละหนึ่งครั้ง
ถ้าทำสำเร็จก็จะกลายเป็นปีละสองครั้ง
ถามย้ำหลายที เพื่อนคนเดิมก็ยืนยันว่าจริง ไม่ได้อำ
ก็ว่ากันไป ใครสนใจจริงจังคงต้องไปค้นคว้าดู
แต่การจัดวันที่ 14 ครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้เลย
เป็นความบังเอิญที่พอดี

Fall On DVD เดือนนี้ฉายหนังสารคดีของ BLUR
ชื่อ STARSHAPED กำกับโดยคุณ Matthew Longfellow
เริ่มหนึ่งทุ่มตรง
ใครเป็นแฟนๆ พี่ๆ เขาก็มาดูลีลาเด็ดขาดอาละวาดโวยวาย
ได้ตามอัธยาศัย
หนำใจแล้ว สามทุ่มก็ค่อยเริ่ม 'ฟังเพลง' ด้วยกัน...

โปสเตอร์/ใบปลิว เดือนนี้ได้รับความกรุณาจากพี่มอ
(ไทวิจิต พึ่งเกษมสมบูรณ์) ที่อนุญาตให้ถ่ายรูปผนัง (ก่อนขึ้นชั้นสอง)
ของร้าน MO SHOP มาใช้เป็นแบบ
MO SHOP เป็น...อืมม...ไม่รู้จะเรียกอะไรดี...ร้านขายของ
แกลเลอรี่ สตูดิโอ อยู่ที่เชียงใหม่ ใกล้ๆ สะพานนวรัตน์
(ชั้นสามใช้ทำงานภาพพิมพ์ได้) เป็นที่ที่พี่มอดูแล ออกแบบ
ตกแต่ง และคัดเลือกผลงานของศิลปิน นักออกแบบหลายๆ คน
มาอยู่รวมกัน น่าสนใจเชียวโดยเฉพาะความรู้สึกกับของที่ไม่น่ามาอยู่ด้วยกัน
แต่ก็อยู่รวมกันได้ที่นี่

ที่จริง MO SHOP เป็นส่วนหนึ่งของ MO HOTEL
ที่พี่มอออกแบบและตกแต่งเช่นกัน แต่ยังไม่แล้วเสร็จ
(กำลังก่อสร้างอยู่ ",)
เราเพิ่งเขียนเรื่อง MO SHOP ให้ IMAGE
น่าจะออกมาราวๆ ปลายเดือนมีนารออ่านเพิ่มเติมในนั้นก็ได้
หรือจะรออ่านในบล็อกนี้ก็ได้เช่นกัน

เอาล่ะ จนกว่าจะพบกันใหม่...

------------------------------------------------------
5
Fall On Deaf Ears
by vajira

Music-Listening Party.
Dine, Drink and Drown yourself in a variety of fine tunes.
At Khan-Asa, Chiang Mai
Wednesday 14 March 2007/21.00-00.00

Dive in and see what is going on...

Fall On DVD: STARSHAPED:
a fascinating rockumentary about the early days of BLUR.
directed by Matthew Longfellow/19.00-21.00

produced by กำลังก่อสร้าง & HIP

------------------------------------------------------
“One must talk little and listen much”
African Proverb

MARCH MAP

แผนที่ของเดือนนี้
ที่จริงพิกัดก็ไม่เปลี่ยนแปลงหรอก
แต่อยากทำให้มันเป็นชุดเดียวกันกับโปสเตอร์น่ะ
^^

Thursday, March 8, 2007

ONE HUNDRED YEARS MISIEM YIPINTSOI




เมื่อหลายวันก่อนไปดูนิทรรศการของคุณมีเซียม ยิบอินซอยที่ about cafe
คุณมีเซียมเป็นคนทำงานที่น่าสนใจมาก
เพราะเริ่มหัดเรียนศิลปะเมื่ออายุล่วงเข้าสี่สิบสอง
แต่ใช้เวลาไม่นานกลับมีงานออกมามากมายทั้งวาด ทั้งปั้น
และเป็นที่ชื่นชมในวงกว้าง
เธอทำงานศิลปะไปตลอดวาระสุดท้ายของชีวิต
ในหนังสือ Misiem's SCULPTURE GARDEN เธอเขียนไว้ในอารัมภบทว่า
"เมื่อดิฉันเริ่มเขียนภาพ ดิฉันเขียนเพราะอยากจะมีภาพประดับผนังบ้านตัวเอง..."

ถ่ายรูปมาให้ดูพอเพลินๆ
ใครที่อยู่หรือกำลังจะมากรุงเทพฯ
ถ้ามีโอกาสไปชมด้วยตนเองน่าจะเพลินกว่า
เข้าใจว่าจะจัดแสดงไปจนถึงเดือนพฤศจิกายนโน่น

Tuesday, March 6, 2007

A Hutong after snow


life is like a circle
and someday
if we travel in an opposite directions
on the circle
then may be one day
we shall meet again...till then
...if it would have been another time, another place
it would have been more...
it would have been wonderful.

Monday, February 26, 2007

จอ

ชิ้นนี้เขียนให้ Happening ของพี่วิภว์
เป็นคอลัมน์เกี่ยวกับการอ่าน จะเขียนถึงหนังสือ หรือว่าเรื่องการอ่านก็ได้
เห็นพี่วิภว์ว่าจะให้วนๆ กันเขียน
ลองอ่านดูที

ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือ Happening (ของพี่วิภว์) ฉบับแรก
คอลัมน์ รู้หนังสือ


จอ
วชิรา

หลายเดือนก่อนผมได้ยินข่าวเล่าในวงข้าวว่ากำลังจะมีการติดตั้งจอโทรทัศน์บนรถไฟฟ้าที่วิ่งฉวัดเฉวียนไปมาบนท้องฟ้ากรุงเทพมหานคร แหล่งข่าวไม่ได้เปิดเผยว่าจอขนาดเล็กๆ จะบรรจุเนื้อหาแบบไหนไว้ข้างใน แต่เล่าเข้าประเด็นว่ามีบางฝ่ายพยายามออกเสียงคัดค้าน โดยให้เหตุผลกำกับว่าอาจเป็นองค์ประกอบที่ช่วยปิดโอกาสให้คนไทยอ่านหนังสือมากขึ้น
หมายความกว้างๆ ว่าแทนที่จะฉวยโอกาสอันดี (ที่ผู้ใหญ่ในประเทศของเราเพิ่งรู้สึกได้ว่าประชาชนของท่านลำบากยากเข็ญกับระบบขนส่งมวลชนพื้นฐานมาช้านาน-รู้สึกช้ากว่าชาวอังกฤษเป็นร้อยปี!) ไปกับการอ่านหนังสือในขณะเดินทาง ก็อาจส่งเสริมให้มองและดูสิ่งที่จะปรากฏในจอเล็กๆ นั้นแทน

ผมอนุมานเอาเองว่าเป็นสงครามขนาดย่อมของพฤติกรรมการอ่านกับการดู บนสมมติฐานที่ว่า ถ้ามีอะไรให้ดู คนจะไม่รู้สึกอยากอ่าน

ผู้ที่มีโอกาสใช้บริการรถไฟฟ้าหรือใต้ดินในนานาอารยะประเทศ อาจเคยสังเกตว่าในกรณีที่ไม่เบียดเสียดยัดเยียดจนเกินไปนัก ผู้โดยสารส่วนใหญ่เมื่อลงหลักปักที่เป็นอันเรียบร้อย ก็มักจะงัดอุปกรณ์ฆ่าเวลาส่วนตัวออกมา ถ้าไม่เล่นเกมส์ในโทรศัพท์ (ส่วนใหญ่เขาไม่พูดโทรศัพท์กันในรถโดยสารสาธารณะ) ก็ฟังเพลงจากอุปกรณ์ขนาดเล็ก (ที่นับวันจะหน้าตาดีขึ้นเรื่อยๆ ) หรือไม่ก็เล่นเกมส์จำพวกครอสเวิร์ด

นอกเหนือจากนั้น ส่วนใหญ่ของส่วนใหญ่ก็มักหยิบหนังสือออกมาพลิกอ่าน
สังเกตว่ามีบ้างบางจำนวนที่จดจ้องอยู่กับโฆษณาในจอสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก
..........

ตั้งแต่จำความได้ ผมได้ยินมาตลอดว่าชนชาติของเราเป็นชนชาติที่ไม่ค่อยจดบันทึก องค์ความรู้ส่วนมากส่งถ่ายจากรุ่นสู่รุ่นด้วยปากและการสนทนา (ดังตัวอย่างเมื่อย่อหน้าแรกที่ผมเองก็ ‘ฟัง’ มา เช่นกัน) นัยว่าเป็นเมืองเขตร้อน อากาศเย็นสบาย วิถีชีวิตความเป็นอยู่อุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลาในนามีข้าว ในหมู่บ้านมีศาลาให้พักผ่อนหย่อนใจ นอกบ้านมีชานกว้างใหญ่ ไม่ต้องมีภัยพิบัติใดๆ ให้วิตกกังวล จึงนิยมการพบปะสังสรรค์ ถามไถ่สารทุกสุขดิบ มากกว่าการหมกตัวหลบลี้หนีอากาศหนาวเย็นอยู่แต่ในห้องในหับ

นิสัยการแยกตัวเองออกจากผู้อื่นเพื่อนั่งอ่านหนังสือเงียบๆ จึงอาจทำให้กลายเป็นคนประหลาดตามสายตาเพื่อนบ้าน ขณะที่พวกเขาออกมาพบปะสังสรรค์
นั่นหมายความว่า ถ้าผมเกิดและเติบโตในประเทศอังกฤษหรือญี่ปุ่น ผมจะมีแนวโน้มเป็นคนที่สนใจการอ่านมากกว่านี้ใช่หรือไม่

เวลาผ่านไป ในน้ำเริ่มขาดปลา ข้าวในนาเริ่มขาดมือ ระเบียงของหลายบ้านเริ่มเล็กลง หลายครอบครัวอพยพย้ายถิ่น หวังสร้างอนาคตที่ดีกว่า พาลูกหลานเข้ามาศึกษาหาความรู้ในเมืองใหญ่ การอ่านพลัดหลงเข้ามาเป็นพายุใหญ่ในชีวิต ก่อนเปิดเทอม ผู้ปกครองต้องเป็นธุระพาไปซื้อหนังสือนับสิบๆ แบกกระเป๋าไหล่เอียงไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนห้าวันในหนึ่งสัปดาห์ (ยังไม่นับรวมวันหยุดเสาร์อาทิตย์ที่ต้องไปเรียนพิเศษเพิ่มเติม) คุณครูใจดีทุกท่านต่างพากันร่วมมือร่วมใจเคี่ยวเข็ญให้เราอ่านเขียนท่องและจำ เพียงเพื่อสอบให้ผ่าน
ขณะที่บรรยากาศในบ้าน พ่อ แม่ ลูก กินข้าวพร้อมๆ กันกับจอโทรทัศน์จนถึงเวลาเข้านอน และเปิดโทรทัศน์ทันทีที่ตื่นนอน

เมื่อพายุสงบ เราจึงพร้อมใจกันทิ้งการอ่านไว้กับระบบการศึกษา เข็ดขยาด และพร้อมจะส่งผ่านพฤติกรรมอันแสนทุกทรมานนี้ไว้ให้ประสบแก่คนรุ่นต่อๆ ไป

สถาปนา ‘การอ่าน’ ให้กลายเป็นเพียงเครื่องมือของการสอบแข่งขันเท่านั้น

หลายปีผ่านไป ขนาดของบ้านยังคงเล็กลงอย่างต่อเนื่อง หลายบ้านกลายสภาพเป็นห้องสี่เหลี่ยมๆ คับแคบ ระเบียงขนาดพอดีกลายสภาพเป็นที่ตากผ้า หลายครอบครัวจำต้องพลัดพรากจากถิ่นฐานยาวนานกว่าเดิม เพื่ออนาคตที่ดีกว่าอนาคตที่เคยคิดว่าจะดี
นี่น่าจะเป็นนิมิตหมายอันประเสริฐ เพราะเมื่อเราแยกตัวจากกันมากขึ้น พื้นที่สำหรับการปะทะสังสรรค์น้อยลง ก็หมายความว่าเราน่าจะโน้มเอียงไปมีนิสัยรักการอ่าน โดยไม่ต้องกลับชาติมาเกิดใหม่เป็นชาวอังกฤษหรือชาวญี่ปุ่น

เกือบไปแล้วเชียว เสียดายที่โทรศัพท์มือถือถลำเข้ามารุกล้ำในชีวิตเราเสียก่อน เวลาที่เคยต้องแยกตัวออกจากคนอื่นก็ถูกแทนที่ด้วยเครื่องมือเชื่อมต่อกิจกรรมสังสรรค์สนทนา ช่วยคลายความเหงาเศร้า วิเวก ว้าเหว่ และวังเวง

ถัดมาไม่นาน โลกไซเบอร์ก็ขยายจนกว้างใหญ่ ตอบรับวิถีชีวิตโดดเดี่ยวให้โดดเดี่ยวยิ่งขึ้น เพิ่มช่องทางสำหรับ ’การอ่าน’ในหมวดหมู่ใหม่-อันเป็นผลมาจากจากการเปิดพื้นที่สาธารณะให้ ’การเขียน’ เป็นอิสระจากเพียงที่ผูกขาดอยู่กับระบบการพิมพ์บนกระดาษ
กลายเป็นวงจรทับซ้อนที่ยากจะคาดเดาอนาคตเป็นอย่างยิ่ง
หลายฝ่ายเริ่มแสดงความกังวล ถึงปริมาณ ‘ช่องทาง’ สำหรับการสื่อสาร ที่เริ่มจะมีมากจนเกินกำลังและเวลาที่จะใส่ใจ

อันนำมาซึ่งความกังวลต่อ ‘เนื้อสาร’ ในลำดับต่อมา
........

โดยส่วนตัวผมเชื่อว่า ‘ช่องทาง’ ต่างๆ ของการส่งเนื้อสารนั้น อย่างไรเสียก็ไม่น่ากังวลนัก เหมือนที่ผมไม่คิดว่าการมีจอเหลี่ยมๆ บนรถไฟฟ้าจะน่าเป็นห่วงเท่ากับว่าในจอเหลี่ยมๆ นั้นบรรจุอะไรไว้

และเข้าใจไปเองว่าน่าจะเป็นความกังวลเดียวกันกับฝ่ายที่พยายามส่งเสียงคัดค้าน
คงดีไม่น้อย ถ้าในจอเหล่านั้นสามารถบรรจุบทกวีสั้นๆ หรือข้อความดีๆ ไว้ให้อ่านเป็นระยะๆ ก่อให้เกิดเป็นช่องทางใหม่ๆ สำหรับการเผยแพร่บทกวี ที่ว่ากันว่าตายสนิทไปแล้ว

ขณะเดียวกันผมก็ไม่กังวลว่ารูปแบบการอ่านหนังสือเล่ม (กระดาษ) จะหายไปจากโลกใบนี้ เหมือนที่เพิ่งอ่านเรื่อง ตะลุยโลกการอ่าน ในนิตยสาร GM เมื่อฉบับเดือนพฤศจิกายน 2549 แล้วพบข้อมูลหนึ่งว่า นิวยอร์กไทม์เคยเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านดีไซน์ให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้ชื่อว่ามีดีไซน์สอดคล้องกับสรีระมนุษย์ที่สุดในรอบ 1,000 ปี ผลปรากฏว่า งานออกแบบอันดับหนึ่งก็คือ ‘หนังสือ’

นอกเหนือจากความสอดคล้องทางสรีระ หนังสือยังถือเป็นวัตถุใช้งานที่เรียบง่ายที่สุดอีกด้วย ไม่ต้องชาร์จแบ็ต ต่อไฟ หรือใช้อุปกรณ์เสริมใดๆ นอกจากสายตาและแสงสว่าง

อะไรที่สอดคล้องและเป็นไปตามกลไกพื้นฐานแล้วนั้น อย่างไรเสียก็สามารถอยู่ได้ยาวนานโดยตัวมันเอง

เหมือนถ้าเรามีระบบการศึกษาที่สอดคล้องกับ ‘การเรียนรู้’ มีระบบขนส่งมวลชนที่สอดคล้องกับวิถีการดำเนินชีวิตมาตั้งแต่เมื่อร้อยปีก่อน

วันนี้ประชาชนชาวไทยอาจมีพฤติกรรมติดหนึบการอ่านโดยตัวเราเองก็เป็นได้


Monday, February 5, 2007

FALL ON DEAF EARS: FEBRUARY 2007





สวัสดีทุกท่าน
หวังว่าคงสบายดีนะ
ขออภัยที่ล่าช้า ช่วงนี้วุ่นวายกับการย้ายที่อยู่
เสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่สมบูรณ์
คาดว่าคงต้องย้ายอีกครั้งในโอกาสอันใกล้
หาที่อยู่ในเชียงใหม่ช่วงนี้ไม่ใช่จะง่าย

กิจกรรม 'ฟังเพลง' คราวนี้ จัดวันที่ 13 กุมภา 2550
ที่ร้านขันอาษา จังหวัดเชียงใหม่ <ชิงรักก่อนหนึ่งวัน!>
ขอเชิญทุกท่านมาร่วมกัน 'ทะลุหูขวา' <ครั้งที่ 4> ตามอัธยาศัย

19.00 เริ่มฉายดีวีดี Eating Sleeping Walking Playing
เป็นสารคดีของ Mike Mills ที่ติดตามถ่ายทำวง AIR
ในช่วงเดินทางไปแสดงสดที่นิวยอร์ก ลอนดอน และปารีส
แถมท้ายด้วยมิวสิควิดีโอ Sexy Boy, Kelly Watch the Stars,
All I need และ Le Soleil Est Pres De Moi ที่ไม่ค่อยได้เห็นที่ไหน
แฟนๆ AIR ไม่น่าพลาด
ส่วนใครที่ยังไม่รู้จัก AIR ก็น่าทดลองติดตามดูเป็นอย่างยิ่ง
<บังเอิญมากที่ AIR กำลังจะออกอัลบั้มใหม่ pocket symphony ตอนเดือนมีนาคมนี้>

หนำใจกับ AIR แล้ว 21.00 ก็ค่อยเริ่ม
ใครว่างใครสนใจก็ขอเชิญมา 'ฟังเพลง' กันนะ...

เดือนนี้มีช่วงพิเศษนิดหน่อย
ตั้งใจว่าจะชวนกันระลึกถึงเพลงรักเมื่อครั้งแบเบาะ
เลือกไปเลือกมาก็คิดว่าจะอุทิศเวลาราวครึ่งชั่วโมง
ให้เพลงรักของ ทูน หิรัญทรัพย์ สมัยอัลบั้มแรก <ผู้ชายเฉิ่มเฉิ่ม>
ตอนยังเป็นค่ายโรต้า <เนื้อร้องโดย เรวัติ พุทธินันทน์, ปรัชญ์ สุวรรณศร และ นิติพงษ์ ห่อนาค/ควบคุมการผลิตโดย เรวัติ พุทธินันทน์>

จำได้ว่าตอนเด็กๆ ชอบฟังมาก รู้สึกว่ามันเพราะ
กลับไปกรุงเทพฯ คราวที่แล้วลองหยิบมาฟังใหม่
ก็รู้สึกว่ายังไพเพราะอยู่ไม่เสื่อม เลยคิดว่าควรเอามาแบ่งให้ฟังกัน
<แต่คงต้องหาจัดการกับต้นฉบับก่อน เพราะเราฟังเป็นเทปคาสเส็ตต์>

วกมาที่เรื่องโปสเตอร์/ใบปลิว
คราวนี้โชคดีได้ Floxx มาเป็นแบบให้
Floxx คือกระต่าย! ที่จริงๆ แล้วเป็นงานออกแบบผ้าของ G'moui <อ่านว่า 'กิมมุ่ย'>
G' เล่าว่านี้เป็นโปรเจกต์ตัวจบตอนเรียน Textile Design ที่ St.Martins
เริ่มจากธีม sweet dreams ที่ G' เห็นว่าคือเจ้าพวกของเล่นและตุ๊กตาเท็ดดี้ ตามร้านขายของมือสอง จากนั้นก็นำเข้าเท็ดดี้เหล่านั้นมาผ่านกระบวนการตัด เย็บ ต่างๆ จนออกมาเป็นหมู่ตุ๊กหาหมีหน้าตาประหลาด <ยังไม่ใช่ Floxx ตัวที่เห็น> จากนั้นก็กลายสภาพตุ๊กตาหมีในฐานะวัตถุ 3 มิติ ให้กลายเป็น ผ้าห่ม <2>
อันเกิดจากความคิดเรื่อง 'comfort and sweetness' แล้วจากนั้นก็นึกอยากทำผ้าทอเหล่านั้นกลับเป็น 3 มิติอีกครั้ง เลือกคาแรกเตอร์ที่จะนำเสนอ และออกมาเป็น Floxx ในที่สุด

เราเคยเห็น Floxx <กระต่าย>ทั้งหมด 3 ตัว ไม่รู้ว่ามีมากกว่านี้หรือเปล่า?

ว่ากันอย่างย่อๆ FLoxx คือ 'ผ้า' ที่อยู่ในร่างของ 'วัตถุทรงกระต่าย'
และเป็นการผสมผสานสิ่งที่ไม่เข้ากันให้เข้ากัน
ระหว่างความฝันดีและฝันร้าย ระหว่างตุ๊กตาน่ารักและความประหลาด

กำลังหาที่ทางจัดวางเจ้า Floxx ตัวที่เห็นนี้เอาไว้ในวันงาน
ถ้าหาได้สำเร็จ คนที่มางานคงได้ชมกัน
[ปัจจุบัน Floxx ตัวที่เห็นในรูปอยู่ในความดูแลของเรา...อย่างดี
ส่วน G' ขณะนี้ทำงานบริษัท interior architect อยู่ที่สิงคโปร์]

เอาล่ะ พอหอมปากหอมคอ
แล้วพบกันใหม่โอกาสหน้า
ตอนนี้เชียงใหม่กลับมาหนาวอีก
โชคดีจัง...

เกือบลืม
1 ถ้าจะจองโต๊ะ โทรมาที่เบอร์ 086 914 8251 <พี่ปู>
2 ถ้าใครอยากให้ส่งข่าวให้ รบกวนช่วยส่งอีเมลมาแจ้งที่
iamvajira@hotmail.com นะครับ

------------------------------------------------------
4
Fall On Deaf Ears
by vajira

Music-Listening Party in a blissful harmony.
Dine, Drink and Drown yourself in a variety of fine tunes.
At Khan-Asa, Chiang Mai
Tuesday 13 February 2007/21.00-00.00

Dive in and see what is going on...

Plus!! [DVD] EATING SLEEPING WAITING AND PLAYING a film about AIR on tour by Mike Mills + The full collection of AIR videos
for "SEXY BOY","KELLY WATCH THE STARS","ALL I NEED", and "LE SOLEIL EST PRES DE MOI". /19.00-21.00

[wear striped t-shirt, if you like.]

produced by กำลังก่อสร้าง & HIP

for reservation pls call 086 914 8251 [P' Pu]
if you want an e-newsletter
pls email to iamvajira@hotmail.com
thx! ^^

------------------------------------------------------

“The first duty of love is to listen.”
-Paul Tillich
[German born American Theologian and Philosopher, whose discussions of God and faith illuminated and bound together the realms of traditional Christianity and modern culture. 1886-1965]

MAP