Sunday, December 14, 2008

F>O>D>E>21>2nd Anniversary/ 'Breathless' Opening Party: WE ARE THE DESTROYER (Welcome to the Disco!)


ทะลุหูขวา ครั้งที่ 21 ฉลองครบรอบสองปี!
Fall On Deaf Ears 21>2nd Anniversary
"WE ARE THE DESTROYER"

(Welcome to the disco!)
as a part of 'Breathless' Opening Party

Date: Friday 19th December 2008
Time: 21.00-00.00 HRS
Venue: Punna Place (Nimman Soi 6)


visit www.beautifulbreathless.com

or www.rabbithood.net

or call 086 663 0303 for more detail

supported by British Embassy
------------------------------

สวัสดีหน้าหนาว
ช่วงนี้เชียงใหม่อากาศดีเชียว กลางวันก็ไม่ร้อนเกินไป กลางคืนบางคืนก็หนาวยะเยือกที่เดียวบวกลบคูณหารเข้ากับบรรยากาศการเมืองที่น่าขยะแขยงแล้วนั้น ก็พอให้รู้สึกดีกับชีวิตได้บ้าง

งานหูคราวนี้ได้ฤกษ์จัดงานฉลองครบสองปีเสียที ที่จริงต้องจัดตั้งแต่เดือนที่แล้ว แต่ก็เลื่อนมา ที่เลื่อนก็เพราะอยากเอามารวมกับงานปาร์ตี้เปิดโครงการ 'ใจหาย' (Breathless) ให้เป็นงานเดียวกันไปเลย

'ใจหาย' คืออะไรนะ?

ใจหายคือโครงการล่าสุดของ Rabbithood ที่ทำร่วมกับ ภาคีคนฮักเจียงใหม่ และ British Council โดยได้รับการสนับสนุนจาก สถานทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทย เราทำงานกันมาหนึ่งเดือนกว่าแล้ว แต่ยังไม่ถึงเวลาเปิดตัวอย่างเป็นทางการกัน แต่ตอนนี้ก็ถึงเวลานั้นแล้วล่ะ

ใจหายเป็นโครงการศิลปะเพื่อสิ่งแวดล้อม ประกอบไปด้วยชิ้นงานย่อยๆ จำนวน 7 ชิ้น เน้นจำเพาะไปที่ปัญหาสภาพหมอกควันในเชียงใหม่ รายละเอียดอื่นๆ ของโครงการนั้น สามารถเข้าไปติดตามได้ที่ www.beautifulbreathless.com
ได้เลย

สำหรับงานเปิด+งานฉลองครบรอบสองปีนี้ เราทำเป็น Disco Night ตั้งชื่องานว่า WE ARE THE DESTROYER ชื่องานอาจจะแปลกๆ ไปหน่อย แต่มันก็มีที่มาที่ไปนะ เพราะว่าปาร์ตี้เปิดตัวนี้ก็เป็นหนึ่งในชิ้นงานเจ็ดชิ้นของ 'ใจหาย' ด้วย

เราจะจัดปาร์ตี้กันสนุกสนานตามปกติ แต่คราวนี้มีความพิเศษอยู่ตรงที่เราจะคำนวณพลังงานที่ใช้ไประหว่างความสนุกสนานนั้น ออกมาเป็นปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้น ทั้งไฟฟ้า แก้ว ขวด ยานพาหนะที่ใช้มากัน ฯลฯ จากนั้นทีมงานก็จะคำนวณออกมาเป็นตัวเลข แล้วก็มี graphic artist ทำออกมาเป็นภาพ ฉายขึ้นบนจอ ในขณะที่เรากำลังสนุกสนานสุดเหวี่ยงกัน จากนั้นเราจะสรุปข้อมูลทั้งหมดที่ได้แล้วเอาไปใช้ในงานชิ้นต่อๆ ไป

ไม่เพียงเท่านั้น (สำนวนรายการขายของในทีวีตอนดึก) เรายังมีฟุตเทจหนังสารคดีของ เจ-สันติภาพ อินกองงาม ที่มาถ่ายทำโครงการ 'ใจหาย' ตั้งแต่ต้น เปิดฉายให้ชมเป็นครั้งแรกที่งานนี้ด้วย

เอาล่ะ หอมปากหอมคอแต่เพียงเท่านี้นะ เพราะงานคราวนี้ไม่เหมือนกับที่จัดๆ มาทุกครั้ง ขอเวลาไปเตรียมงานก่อน ขอเชิญชวนญาติมิตรทุกท่านมาร่วมเฉลิมฉลองด้วยกัน (ถือโอกาสฉลองปีใหม่ไปด้วยเลยละกัน) แล้วพบกันที่ ปันนาเพลส นิมมานฯ ซอย 6 นะ (สถานที่เจ๋งมาก!)

อ้อ..ใครจะแต่งตัวดิสโก้มาก็ไม่ว่ากันเน่อ (เราพยายามแต่งเป็น จอห์น ทราโวลต้า ใน Saturday Night Fever แล้ว แต่คิดว่าไม่น่าจะเหมาะ!)

ขอขอบคุณ สถานทูตอังกฤษประจำประเทศไทย ครับ

วชิรา
RabbitHood
http://www.rabbithood.net/

Friday, December 12, 2008

Gallery See Scape: Soft Opening


มีข่าวมาแจ้งให้ทราบ ไม่ใช่งานของ RH แต่เป็นงานของเพื่่อน RH
สำหรับแฟนๆ ของ See Scape ที่ปิดปรับปรุงไปพักใหญ่นั้น
ขณะนี้ก็ถึงเวลาอันเป็นมงคลฤกษ์ที่จะเผยโฉมใหม่เสียที
จากเดิมที่เป็นเพียงร้านกินดื่ม ขณะนี้ปรับใหม่เป็นแกลเลอรี่ขนาดเล็ก
(ยังมีเครื่องดื่มขนาดเล็กให้บริการเช่นเดิม)

จะมีงาน soft opening วันเสาร์นี้ (รายละเอียดตามในโปสเตอร์)
ว่างๆ มาพบกัน มีเล่นดนตรีสดด้วยนะ

^^
RH

Thursday, December 11, 2008

โพรง (8): ใจหาย (เสมือนคำนำ)



รอจะเขียนเรื่องนี้มาหนึ่งปีเต็ม
ลองอ่านดูนะ

...........

พิมพ์ครั้งแรกใน HIP เดือนพฤศจิกายน 2551

โพรง
เรื่องและภาพประกอบโดย วชิรา

www.rabbithood.net


ใจหาย (เสมือนคำนำ)

ผมเป็นคนหนึ่งที่เผลอมองดวงไฟวิบวับสีส้มกลมลอยละลิ่วขึ้นบนท้องฟ้า โยกซ้ายเยกขวาไปตามบงการของลม เรียงรายเป็นสายพลิ้วไหว สยายไกลสายตาออกไป

ยิ่งผนวกเข้ากับสัมผัสแรกเริ่มของลมหนาวที่เพิ่งเดินทางไกลมาทักทายเบาๆ ก็ยิ่ง...

ในช่วงขณะเคลิบเคลิ้มนั้น เสียงของความหมายทางศาสนาดังแว่วอยู่ไกลลิบ แผ่วบางคล้ายเสียงกระซิบของแมลงวันที่กระพือปีกอยู่อีกฟากของท้องฟ้า ไม่มีใครใส่ใจความจริงเหล่านั้น ผมแทบไม่ได้ยินอะไรเลย

แม้กระทั่งจากตัวเอง

แล้วจู่ๆ ก็นึกสงสัยว่า ลวดที่ยึดเส้นรอบทรงกลมของโคมสวยงามเหล่านั้น มันไปตกสุมอยู่ที่ไหนกันบ้าง
แล้วอีกนานไหมกว่ามันจะสลายไป
.........

ผมเดาว่าทุกคนน่าจะมีคำถามที่ตัวเองต้องตอบบ่อยๆ ยกตัวอย่างเช่นในช่วงเวลาจบมัธยม ก็ต้องคอยตอบคำถามว่าจะเรียนคณะอะไร หรือช่วงที่ใกล้เรียนจบ ก็ต้องคอยคำถามว่าจบแล้วจะไปทำอะไร (หรือช่วงที่ถึงวัยมาตรฐาน ก็ต้องคอยตอบคำถามว่า เมื่อไหร่จะแต่งงาน) ผมเองก็มี

คำถามเหล่านี้แตกต่างกันตามช่วงเวลาต่างๆ กันของชีวิต

ตั้งแต่โยกย้ายมาอยู่เชียงใหม่ คำถามหนึ่งที่ต้องตอบบ่อยคือทำไมจึงเป็นที่นี่ เข้าใจว่าผู้ที่ถามก็คงมีเหตุจูงใจแตกต่างกันไป บางคนอาจสงสัยเพราะมาแบบไม่มีปี่ขลุ่ย บางคนรู้ว่าตั้งใจมาแค่เดือนเดียว บ้างอาจทำไปตามหน้าที่ (บ้างก็อาจรู้สึกว่ามาทำไม เขาอยู่ของเขากันดีๆ )

ผมไม่เคยสนิทสนมกับภูเขา มันเป็นความหมายที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน-ผมติดภูเขา
ติดภูเขาก็เหมือนติดละครทีวี ถึงเวลาก็อยากดู

หนักเข้าสำหรับบางคน ถึงเวลาก็ต้องดู

จากคนที่เคยอยู่ในเมืองหลวง สภาพแวดล้อมเบียดเสียดไปทั่วทุกท้องถนน การได้ดำรงชีวิตในเมืองขนาดกระทัดรัด เป็นสวรรค์ที่ไม่ไกลเกินไปและไม่ต้องรอนาน ผมไม่ได้รังเรียจรังงอนกรุงเทพฯ ที่ยังคงสถานะเป็นบ้านเกิดนะครับ เพียงแต่พยายามจะอธิบายว่าสภาพของเมืองที่แตกต่าง บุคลิกของเมืองที่ไม่เหมือนกัน ทำให้การจัดสัดส่วนการใช้ชีวิตนั้นแตกต่างตามไปด้วย

ผมเพิ่มช่วงเวลาสั้นๆ นั่งดูภูเขาในตอนเช้า-ทุกวัน ไม่มีวันหยุด (เคล้าเสียงก่อสร้างคอนโดฯ ที่เพิ่งงอกขึ้นมาในช่วงปีหลัง) จนกระทั่งวันหนึ่ง ภูเขาดอยสุเทพที่คุ้นเคยก็หายไปต่อหน้าต่อตา

ถ้าจำไม่ผิด เหตุการณ์นี้น่าจะเกิดในราวปีพ.ศ. 2550 ช่วงนั้นเชียงใหม่ปกคลุมด้วยฝุ่นหมอกควัน ฟ้าทั้งฟ้ากลายเป็นสีอมเทา หันไปทางไหนก็เห็นคนใส่หน้ากากปิดปากปิดจมูกเดินกันไปมา ผมรู้สึกคล้ายกำลังอาศัยอยู่ในโรงพยาบาลที่ทุกคนเป็นคนป่วย

ผมเองก็ด้วย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนหน้านี้แล้ว ในช่วงที่ผมยังไม่มา สภาพภูมิศาสตร์ที่เป็นแอ่งกระทะ ฤดูกาลและวัฒนธรรมการเพาะปลูกของชาวเขา การบุกรุกเข้าเขมือบพื้นที่ป่าของชาวเมือง ขยะใบไม้มากมายที่ไม่รู้จะเอาไปทิ้งที่ไหน ความสะดวกสบายเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน ความหละหลวมของกลไกของรัฐ ผนวกเข้ากับสภาพอากาศทั่วทุกมุมโลกที่เปลี่ยนแปลงไปในทางเลวร้าย การแห่แหนกันมาของคนต่างถิ่น ทั้งแบบชั่วคราวและถาวร ทำให้เราต้องเงยหน้ายอมรับผลกระทบที่เกิดขึ้น

จะไปโทษใครได้ล่ะครับ นอกจากตัวเอง

ครั้งหนึ่งบนเครื่องบิน ที่ไหนสักแห่งบนท้องฟ้า ระหว่างกรุงเทพฯ ถึงเชียงใหม่ ผมนั่งติดกับคุณป้าคนหนึ่ง แกเป็นครู เป็นคนเชียงใหม่แท้ๆ เมื่อบทสนทนาดำเนินไปได้สักระยะ ผมถามแกว่ารู้สึกยังไงที่เชียงใหม่เติบโตขึ้นมาก คุณป้าตอบว่าแกไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก เพราะว่าบ้านแกอยู่ออกไปทางนอกเมือง นานๆ จะเข้าเมืองมาสักครั้งหนึ่ง เข้ามาทีไร แกก็สังเกตว่ารถบนถนนเยอะขึ้น นักท่องเที่ยวเยอะขึ้น และคนต่างถิ่นที่ย้ายมาอยู่ก็เยอะขึ้นด้วย

“แต่ยังไงป้าก็รู้สึกว่าเชียงใหม่เป็นเมืองอบอุ่น”

เมื่อสิ้นเสียง ผมค่อนข้างแน่ใจว่าคุณป้าไม่ได้หมายความถึงอุณหภูมิความร้อนในอากาศ แต่คงมีความหมายอื่น และถ้าไม่เข้าข้างตัวเองจนเกินไป ผมรู้สึกว่าคุณป้าไม่ได้กีดกันคนต่างถิ่น-อย่างผม เพราะไม่มีเนื้อหาใดของการสนทนาที่จะทิ่มแทงการโยกย้ายถิ่นที่อยู่ของผู้มาอยู่ใหม่

รอยยิ้มและแววตาของคุณป้า จริงใจและเป็นมิตร

เวลานั้นผมฉุกคิดได้ว่า นี่เราจะมาเสวยความสะดวกสบายในเมืองอบอุ่นของคุณป้าผู้นี้แต่เพียงอย่างเดียวหรือ ถ้าวันหนึ่งภูเขาที่มองทุกวันจู่ๆ ก็หายไป แล้วเราจะทำอย่างไร หนี-ย้ายไปหาที่อยู่ใหม่ที่ดีกว่า แล้วทิ้งซากเมืองแสนหวานไว้กับผู้ที่ไม่คิดจะย้ายไปไหนเพียงเพราะว่าที่นี่คือบ้านของเขาหรอกหรือ

บ้านที่เคยอบอุ่น...ของเขา

ด้วยความที่ไม่ใช่นักสิ่งแวดล้อมอาชีพ ทั้งยังไม่มีคุณสมบัติใดๆ ที่จะสามารถขับเคลื่อนกลไกเพื่อต่อสู้แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่หนักหนาสาหัสขึ้นทุกวัน เพียงแต่รู้สึกว่าถ้าเรามีโอกาสได้อาศัยอยู่ในเมืองที่เราชอบ ก็ควรช่วยกันรักษามันไว้ อย่างน้อยความรู้สึกชอบจะได้ยืนระยะยาวนานขึ้น

บ้านขนาดใหญ่ที่ผู้อยู่อาศัยช่วยกันดูแล อย่างไรเสียก็น่าจะทั่วถึงกว่าการจ้างวาน

ผมคิดว่าความชอบของคนเรานั้นมีวันหมดอายุ สามารถเปลี่ยนแปลงไปตามเงื่อนไขปัจจัย ระยะเวลาของมันจึงเป็นเรื่องยากเกินคาดเดา แต่กว่าจะถึงวันนั้น ผมรู้เพียงว่าเมืองที่ไม่มีผู้คนกินนอนเคลื่อนไหว สุดท้ายก็เป็นได้เพียงโบราณสถาน

ที่นักท่องเที่ยวจะทุ่มเทความสนใจก็เฉพาะเวลามีการแสดงแสงสีเสียง
.........

เมื่อช่วงต้นปี ผมลงไปงานแต่งงานเพื่อนสนิทที่บนเกาะหมาก จังหวัดตราด ก่อนไปเพื่อนๆ ก็โทรมาย้ำว่า อย่าลืมขนโคมลอยติดไม้ติดมือไปด้วย กะว่าจะไปจุดกันหลังพิธีแต่งงาน ผมฟังแล้วก็อิดออด อ้อมแอ้มว่าอย่าจุดเลย เพราะถ้ามันลอยไปตกที่ทะเล ใครจะเป็นคนเก็บ เพื่อนได้ยินเข้าก็ไม่ว่าอะไร

จนเมื่อหลังเสร็จพิธี พวกเขาก็จุดโคมลอยกัน บอกว่าซื้อมาจากแถวๆ ถนนข้าวสาร กรุงเทพฯ

โคมลอยที่วันนี้ความหมายของมันได้เปลี่ยนแปลงไปจากการเป็นส่วนหนึ่งของประเพณีแต่เก่าก่อนโดยสิ้นเชิง

ผมมองเห็นความสนุกสนานของเพื่อนๆ ยามเมื่อพวกเขาพยายามจะทำให้โคมเหล่านั้นลอยละล่องขึ้นบนท้องฟ้า แล้วก็ไม่รู้จะพูดอะไร

ดวงไฟวิบวับสีส้มกลมดวงแล้วดวงเล่าลอยละลิ่ว โยกซ้ายเยกขวาไปตามบงการของลม เรียงรายเป็นสายพลิ้วไหว สยายไกลสายตาออกไป
ก่อนจะกลืนหายไปกับความมืดมืดของท้องฟ้า และตกลงไปที่ไหนสักแห่งกลางทะเล

มันคงลอยเคว้งคว้างอยู่อย่างนั้น ท่ามกลางกระแสคลื่น วันดีคืนร้าย ลูกปลาโง่ๆ สักตัว อาจพยายามเติมเต็มความหิวโหยด้วยการเข้าแหวกว่ายเข้าไปพิสูจน์ และอาจทุรนทุรายจนตาย โดยที่ญาติพี่น้องก็ไม่รู้สาเหตุ

ความโง่ของมันมีราคา
และเป็นราคาขึ้นกับการตัดสินใจของเรา

ทะลุหูขวา (19): artist: The Rosebuds


พิมพ์ครั้งแรกใน HIP เดือนพฤศจิกายน 2551

ทะลุหูขวา [Fall On Deaf Ears]
www.rabbithood.net

The Rosebuds

The Rosebuds เป็นวงดนตรีจากเมือง Raleigh (ราลีห์-เมืองที่ได้ฉายาว่าเป็น “City of Oaks” เพราะว่าต้นโอ๊คเยอะมาก) นอร์ธคาโรไลนา สหรัฐอเมริกา สมาชิกปัจจุบันประกอบด้วย Ivan Howard (ร้อง/กีต้าร์/กลอง/เบส/คีย์บอร์ด/โปรแกรม) และ Kelly Crisp (ร้อง/คีย์บอร์ด/กลอง/กีต้าร์) Howard และ Crisp พบกันครั้งที่เรียนมหาวิทยาลัยใน Wilmington และย้ายไปอยู่เมืองราลีห์พร้อมๆ กัน ที่นั่นพวกเขาได้พบ Billy Alphin (มือกลอง) และก่อตั้ง The Rosebuds ขึ้นมาด้วยกัน จนเมื่อค่าย Merge Records ได้ค้นพบเดโมของพวกเขาในช่วงต้นปี 2003 และออกอัลบั้มแรกในเดือนตุลาคม

Robert Herrick กวีแห่งศตวรรษที่ 17 ได้ให้ความหมายของคำ rosebud (กุหลาบตูม) ว่าเป็นสัญลักษณ์ของ ความสุขที่โบยบินไปอย่างรวดเร็วของวัยหนุ่มสาว’ (เขาเป็นกวีชาวอังกฤษ ที่มีชีวิตอยู่ในระหว่างปีค.ศ. 1591-1674 บทกวีที่มีชื่อเสียงของเขาชื่อ "To the Virgins, to Make Much of Time" ซึ่งเป็นบทกวีในหมวด carpe diem หรือ ‘ฉวยวันเวลาไว้’ บทกวีชิ้นนี้มีความตอนต้นว่า Gather ye rosebuds while ye may, Old Time is still a-flying: And this same flower that smiles today To-morrow will be dying.) ขณะที่ Orson Welles ได้สร้างคำว่า ‘Rosebud’ ให้เป็นคำพูดปริศนาสุดท้ายก่อนตายของ Charles Foster Kane ในภาพยนตร์ตำนานเรื่อง Citizen Kane ที่ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของความทรงจำในวัยหนุ่มที่ยากจะคลาย ซึ่ง Ivan และ Kelly ก็ได้ทำดนตรีของ The Rosebuds ออกมาเป็นเช่นนั้น-อ่อนวัย แต่ซับซ้อน มหัศจรรย์แต่ไม่เพ้อฝัน ไม่ใช่ความเหมือนจริง แต่เป็นความจริง และนี่อาจจะเป็นวิถีแท้ๆ ของคนหนุ่มสาว

ดนตรีของ The Rosebuds แตกต่างกันไปตามอัลบั้มต่างๆ เหมือนสัตว์ในตำนานที่แปลงตัวเพื่อหลบเลี่ยงการถูกจับ พวกเขาไม่ใช้เวลาไปกับการพยายามนิยามแนวดนตรีของตัวเอง อัลบั้มแต่ละชุดจึงเป็นเพียงผลลัพธ์ที่เกิดจากความสงสัยใหม่ๆ เท่านั้น ในอัลบั้มใหม่ ‘Life Like’ The Rosebuds กลับมาหาดนตรีอคูสติก เปิดเผยช่วงเวลาของพวกเขาภายหลังอัลบั้มเฮฟวี่-ซินธ์-แดนซ์-ป็อป Night of the Furies ที่ออกมาในปี 2007 Crisp บอกว่าบางทีพวกเขาต้องการที่จะขับไล่ความเกรี้ยวกราดและความเป็นอิสระจากสิ่งที่หลงผิด ที่มีสาเหตุมาจากพายุที่โหมกระหน่ำหนักหน่วงตลอดทั้งปี และความหงุดหงิด ผิดหวัง หมดกำลังใจกับสภาวะการเมืองที่อ่อนแอไร้ประสิทธิภาพ ที่ไม่รู้ว่าจะลงเอยอย่างไร (รู้สึกคุ้นๆ แฮะ)

ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ http://www.therosebuds.com/ (เว็บสวยมาก)

All this talk of what has come
The history books have left it out
Never mentions finding love
And all the facts they don't own
So maybe we should call the prince and press alright
Tell them to rewrite those books for the lovers' rights
For the lovers' rights
.

SONG: The Lover’s Right
ALBUM: Birds Make Good Neighbors

Saturday, November 29, 2008

Latest Christmas song for 2008!!!


ได้รับเนื้อเพลงคริสต์มาสมาจากญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง
ไม่รู้เหมือนกันว่าต้นตอมาจากไหน
แต่ร้องตามแล้ว ได้อารมณ์ดีแท้
ลองดูนะ ^^
..........................


You'd better watch out.
You'd better not cry.
You'd better keep cash.
I'm telling you why:
Recession is coming to town.

It's hitting you once,
It's hitting you twice.
It doesn't care if you've been careful and wise.
Recession is coming to town.

It's worthless if you've got shares.
It's worthless if you've got bonds.
It's safe when you've got cash in hand
So keep cash for goodness sake,

HEY You'd better watch out.
You'd better not cry
You'd better keep cash
I'm telling you why:
Recession is coming to town!

Finance products are confusing
Finance products are so vague
The banks make you bear the cost of risk
So keep out for goodness sake,

OH You'd better watch out
You'd better not cry
You'd better keep cash
I'm telling you why:
Recession is coming to town.

Tuesday, November 25, 2008

PAPER EXHIBITION IN CHIANG MAI!


RabbitHood proudly presents

'PAPER'
Wisut Ponnimit's Original Drawing Exhibition
FIRST TIME IN CHIANG MAI!
Dates: 26 November - 27 December 2008
Venue: Villa Duang Champa


Special!
Live Piano Performance by Wisut
on the Opening Nights
Wednesday 26 Nov. 2008/ 20.00-22.00 Hrs
Thursday 27 Nov. 2008/20.00-22.00 Hrs


Admission Free!
for more info, call 086 663 0303
...............................................................

สวัสดี
ส่งข่าวงานใหม่นะครับ (ช่วงนี้มีงานบ่อยหน่อยนะ)
เรื่องเป็นแบบนี้

ตั้งแต่แรก RH ของเรานี้ตั้งใจมานานแล้วว่า นอกเหนือจากงานที่เราทำเอง ก็จะแบ่งสรรปันส่วนพลังงานที่เรามี จัดงานให้คนอื่นที่เราชื่นชอบบ้าง ส่วนมากก็เป็นงานที่เราอยากดูเอง และคิดว่าน่าจะแบ่งให้คนอื่นๆ ได้ดูด้วยเรานี้ตั้งใจมานานแล้วว่า นอกเหนือจากงานที่เราทำเอง ก็จะแบ่งสรรปันส่วนพลังงานที่เรามี จัดงานให้คนอื่นที่เราชื่นชอบบ้าง ส่วนมากก็เป็นงานที่เราอยากดูเอง และคิดว่าน่าจะแบ่งให้คนอื่นๆ ได้ดูด้วย

งานแรกนี้ประเดิมด้วย นิทรรศการภาพวาดต้นฉบับของตั้ม-วิศุทธิ์ พรนิมิตร งานนี้เริ่มต้นจากเราได้เห็นว่ามีงานแสดง PAPER ที่กรุงเทพฯโดย People Space และสำนักหนังสือไต้ฝุ่น (เข้าไปค้นดูรูปงานคราวกรุงเทพฯ ได้ที่นี่ http://people-space.blogspot.com/
) เลยลองติดต่อไปหาตั้ม อยากให้ชาวเชียงใหม่ได้ดูกันบ้าง ตั้มก็ยินดี ไม่มีปัญหา แถมยังเตรียมตัวมาเชียงใหม่ก่อนวันงานจริง เพื่อวาดโน่นวาดนี่เพิ่มเติม ซึ่งก็หมายความว่าจะมีงานที่วาดขึ้นใหม่ที่เชียงใหม่นี้และแสดงที่นี่เป็นครั้งแรกด้วย! (ได้ข่าวว่าจะมีการวาดหน้าคนด้วยนะ ^^)

หลังจากพยายามหาผู้ช่วยสนับสนุนอยู่นาน (เพราะจริงๆ แล้วการจัดงานข้ามจังหวัดกันมานี้ มีค่าใช้จ่ายพอสมควร) แต่ก็ไม่สำเร็จ พอเข้าใจได้ว่าสภาพเศรษฐกิจเป็นยังไงแต่ตั้งใจแล้วก็อยากทำ เรากับตั้มเลยคุยกันว่าถ้าไม่มีใครสนับสนุน เราก็จะจัดกันเองตั้มออกค่าใช้จ่ายส่วนของตั้ม RH ก็ออกค่าใช้จ่ายส่วนของการจัดงาน ก็เรียบร้อยลงตัวดี

เราได้รับความเอื้อเฟื้อสถานที่จาก วิลล่าดวงจำปา หลังจากตระเวณหาที่เหมาะๆ จัดงาน เราชอบที่นี่ เพราะว่าพื้นที่สวยงามมาก และการจัดนิทรรศการในที่แปลกๆ ที่ไม่ใช่แกลเลอรี่ก็น่าท้าทายดีอยากให้คนได้สัมผัสบรรยากาศที่แตกต่างออกไป

วิลล่าดวงจำปาคือโรงแรมขนาดเล็ก อยู่บนเส้นถนนคนเดิน ตรงจากวัดพระสิงห์ขึ้นไป เข้าไปสำรวจได้ที่นี่ http://www.villaduangchampa.com/
พี่เล็ก (เจ้าของ) ฝากบอกว่าถ้าใครจะเดินทางมาเที่ยวเชียงใหม่แวะดูนิทรรศการ แล้วอยากพักที่นี่ ก็สามารถให้เรตราคาพิเศษได้ (สามารถโทรไปจองแล้วบอกว่ามาดูงานตั้ม)

ขอชักชวนอย่างเป็นทางการอีกครั้ง โดยเฉพาะคืนเปิดงาน 2 คืน (ตามรายละเอียดในโปสเตอร์) ที่ตั้มจะมาแสดงเปียโนประกอบแอนิเมชั่นของเขาเอง คนที่เคยชมแล้ว จะรู้ว่ามันอิ่มเอิบขนาดไหน (เราเคยดูหลายครั้งแล้ว แต่ไม่เคยเบื่อเลย) ส่วนคนที่ไม่เคยชม ขอแนะนำว่าไม่ควรพลาดเด็ดขาดอย่างน้อยโอกาสแบบนี้ก็อาจไม่เกิดขึ้นบ่อยๆ (คือตั้มมีคิวแสดงงานไปทั่วโลกแล้วตอนนี้)

อ้อ..คืนงานเปิดทั้งสองคืน มีของขายที่ระลึกด้วยนะ ตั้มขนมาเองกับมือ ^^

ขอขอบคุณ ตั้มและวี ที่ร่วมลุยด้วยกัน
ขอบคุณ แป้งและนวล (สองคนนี้อาศัยจังหวะมาเที่ยวเฉยๆ)
ขอบคุณ นราวุธ แห่งไต้ฝุ่น (คนนี้คอยช่วยเป็นธุระเวลาที่หาตั้มไม่เจอ)
ขอบคุณ ตูน แห่งสยามกลการ เชียงใหม่ ที่ให้ยืมเปียโนไฟฟ้า YAMAHA ใหม่เอี่ยม
ขอบคุณ พี่เล็กและคุณนิว แห่ง วิลล่าดวงจำปา ที่ช่วยอำนวยความสะดวกต่างๆ นานา

พบกันคืนเปิดงานนะ
^^
วชิรา
RabbitHood
http://www.rabbithood.net/

http://www.beautifulbreathless.com/

..............................

เกี่ยวกับตั้ม (อ่านนะะะะะะะ...)

ขออนุญาตคัดลอกข้อความแนะนำตั้มบางส่วนมาจากเว็บไต้ฝุ่น
(http://www.typhoonbooks.com
) ดังนี้

วิศุทธิ์ พรนิมิตร เป็นหนึ่งในน้อยคนที่ฝันอยากเป็นนักเขียนการ์ตูนแล้วได้เป็นจริงๆชื่อเสียงและลายเส้นของเขาเริ่มเป็นที่รู้จักจากงานซีรีส์ hesheitในนิตยสาร Katch และ Manga Katch สองนิตยสารวัยรุ่นที่เคยฟู่ฟ่าภายใต้การดูแลของกลุ่มเบเกอรี่ มิวสิค ก่อนจะปิดตัวลงทั้งสองเล่มวิศุทธิ์นำ hesheit ไปสานต่อในนิตยสารน้องใหม่ที่ชื่อ a dayและจากนั้นมันกลายเป็นที่กล่าวถึงอย่างกว้างขวาง ทั้งในด้านชื่นชมและด้านไม่เข้าใจแต่ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ ไม่มีใครปฎิเสธได้ว่า hesheit มีเอกลักษณ์เฉพาะที่ไม่เคยปรากฏที่ไหนมาก่อนและเนื้อหาของมันในแทบทุกตอน สะท้อนว่าวิศุทธิ์เป็นหนุ่มผู้มีความคิดลึกซึ้งช่างสังเกต ช่างตั้งคำถาม และมีความละเอียดอ่อนต่อทุกประสบการณ์ที่เขาพบเจอในชีวิต

ความโด่งดังของ hesheit ทำให้วิศุทธิ์กลายเป็นฮีโร่สำหรับวัยรุ่นหลายคนและทำให้เขาได้ขยายงานสู่การทำอนิเมชั่น (มิวสิควิดีโอโจอี้ บอย และโมเดิร์นด็อก)ซึ่งถือเป็นอีกก้าวของงานการ์ตูนที่เขาสนใจ

ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นในปี 2004 วิศุทธิ์เดินทางไปประเทศญี่ปุ่นด้วยความตั้งใจจะเรียนภาษาพร้อมๆ กับพยายามเผยแพร่งานตัวเองไปด้วยเขาอาจจะเป็นหนึ่งในนักเขียนการ์ตูนไทยไม่กี่คนที่มีความพยายามอย่างมุ่งมั่นที่จะออกไปสร้างงานในประเทศที่เป็นแหล่งแข่งขันทางการ์ตูนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกและที่สำคัญกว่านั้นคือวิศุทธิ์ทำสำเร็จ ไม่เพียงชื่อเสียงและผลงานของเขาจะกลายเป็นที่สนใจของชาวญี่ปุ่นได้ในเวลาเพียงไม่ถึงปีและมีผลงานรวมการ์ตูนเรื่อง everybodyeverything พิมพ์ออกมาโดยสำนักพิมพ์ญี่ปุ่นแท้ๆแต่ทั้งงานการ์ตูนและงานอนิเมชั่นของวิศุทธิ์ ถือเป็นปรากฏการณ์แปลกใหม่แม้แต่ในประเทศอย่างญี่ปุ่นเองนี่คือสาเหตุที่ความสนใจในงานของวิศุทธิ์ยังดำเนินไปไม่หยุดยั้งและทำให้ชื่อเสียงของเขาโด่งดังขึ้นเรื่อยๆ (เขาได้รับเลือกจากนิตยสาร Elle ของญี่ปุ่นให้เป็นหนึ่งใน 250 คนที่น่าจับตามองของโลกในขณะนี้!)

ปัจจุบันวิศุทธิ์มีงานในญี่ปุ่นอย่างชุกชุม เขามีหนังสือออกมาแล้วหลายเล่มทำอนิเมชั่นให้หนังโฆษณา โทรศัพท์มือถือ วาดภาพให้ปกซีดีเพลงปกหนังสือของนักเขียนชื่อดัง แต่งร้านอาหารแสดงเปียโนสดประกอบอนิเมชั่น ร่วมในนิทรรศการศิลปะและมีการ์ตูนเรื่องยาวของตัวเองลงทุกเดือนใน IKKI นิตยสารการ์ตูนชื่อดังของญี่ปุ่น

รู้จักตั้มเพิ่มเติมได้ที่นี่
http://web.mac.com/wisut/wisut/main.html

..........
งานต่อไป...

ทะลุหูขวา ครั้งที่ 21 ฉลองครบรอบ 2 ปี! (เย้!)
WE ARE YHE DESTROYER!
(welcome to the disco)
วันที่: 19 ธันวาคม 2551
สถานที่: (www.rabbithood.net
)

Monday, November 17, 2008

FALL ON DEAF EARS: NOVEMBER 2008


FALL ON DEAF EARS 20
A TRIBUTE TO IAN CURTIS AND HIS ERA

AS A PART OF EUROPEAN UNION FILM FESTIVAL
FEAT. NORASATE MUDKONG (WRITER)

SATURDAY 22 NOVEMBER 2008/ 21.00-00.00 HRS
@ KHUN CHURN (NIMMAN SOI 17), CHIANG MAI.

ADMISSION FREE/
FOR TABLE RESEVATION, PLS CALL 086 663 0303
.....................................................................................................
(lousy english, scroll down)

สวัสดี
หายหน้าไปนาน ช่วงนี้งานเข้า เพียบเลย ^^
ขอแจ้งข่าวงานหู ครั้งที่ 20 ซึ่งจะว่าไปก็ถือว่าเข้าสู่ปีที่สามแล้ว
แต่เรายังไม่ฉลองกันเดือนนี้นะ
ยกยอดไปปาร์ตี้ใหญ่เดือนธันวาคมแทน

เดือนนี้ได้รับคำชักชวนจาก British Council (กรุงเทพฯ) ให้จัดงานหูต่อเนื่องมาจากคราวเมื่อเดือนตุลา ที่เราระลึกถึง JOY DIVISION กัน (ดูภาพงานได้ที่นี่ http://www.rabbithood.net/fode18
) คราวที่แล้วนั้นมีการพูดถึงหนังเรื่อง CONTROL เอาไว้บ้าง เล่าอีกครั้งได้ว่า CONTROL นั้นกำกับโดยผู้กำกับมิวสิค Anton Corbijn เป็นหนังที่สร้างจากหนังสือชื่อ Touching From A Distance (ชอบชื่อมากๆ) ที่เขียนโดย Deborah Curtis ซึ่งเป็นภรรยาของ Ian Curtis นั่นเอง

หนังเล่าถึงช่วงเวลาตั้งแต่ปลายยุคนักเรียน เข้าสู่ ร้องเพลง แต่งเพลงจนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายของ Ian Curtis นักร้องและนักแต่งเพลงของ JOY DIVISIONที่กลายเป็นตำนานไปในระยะเวลาอันสั้น Ian ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองตั้งแต่อายุ 23ในช่วงเวลาที่ JOY DIVISION กำลังโด่งดังสุดขีดเนื้อเพลงของเขายังคงอยู่กับเรามาจนทุกวันนี้ โดยเฉพาะท่อนนี้ ...Love Will Tears Us Apart...

หลังจากแอบดูผ่านดีวีดีกันมาแล้ว ในเทศกาลหนังยุโรปคราวนี้เราจะมีโอกาสได้ดู CONTROL กันในโรงภาพยนตร์ (หนังสวยมาก เป็นขาวดำ)ทั้งที่กรุงเทพฯ และเชียงใหม่ เข้าใจว่าคงไม่ได้มีกันบ่อยๆที่กรุงเทพฯ ฉายวันที่ 6 ธันวา ส่วนที่เชียงใหม่ ฉายวันที่ 20 ธันวารายละเอียดการฉาย เข้าไปดูได้ที่นี่ www.britishcouncil.or.th

สำหรับท่านที่คาใจ อยากมาฟัง JOY DIVISION ต่อ ก็ขอเชิญมาอุ่นเครื่องกันที่งานหูได้ก่อน

มาถึงเรื่องตื่นเต้น งานหูเดือนนี้มีแขกรับเชิญพิเศษ ซึ่งก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกลพี่ซี๊ด- นรเศรษฐ หมัดคง ของน้องๆ นี่เอง คราวนี้เราชวนพี่ชี๊ดมาในฐานะนักเขียนที่มาเปิดเพลง (เหมือนที่คราวที่แล้วชวนพี่หม่องในฐานะช่างภาพมาเปิดเพลง) ซึ่งก็จะเป็นเพลงในช่วงยุคของ JOY DIVISION นั้นแล (ปลาย 70s ถึง 80s) (ถ้าใครได้ดูหนัง 24 hour party people คงจะพอนึกออก ที่เขาเรียกช่วงนั้นว่า Mad-chester ซึ่งก็เพี้ยนคำมาจากชื่อของเมือง Manchester ที่เป็นต้นกำเนิดของวงดนตรีเหล่านั้นนั่นเอง)

ความรู้เรื่องเพลงของพี่ซี๊ดคงไม่ต้องเท้าความกันให้ยุ่งยากเอาเป็นว่าทุกวันนี้ก็ยังหยิบหนังสือ ดนตรี คีตา เวหา อีเล็กทรอนิกส์ ของแกมาพลิกอ่านอยู่บ่อยๆ (หนา-และบรรจุไปด้วยความรู้เรื่องดนตรีร่วมสมัย) แถมความสนุกสนานในทางเปิดเพลงก็ไม่ต้องพูดถึง ชาวคลับทั้งหลายคงรู้ดี

คราวนี้พี่ซี๊ดให้เกียรติมาร่วมเปิดในงานหู ขอขอบพระคุณมากครับ ^^

เอาล่ะ ไปจริงๆ แล้วพบกันวันเสาร์ที่ 22 นี้นะครับ คราวนี้จัดที่ร้านคุณเชิญ ร้านสวยและเป็นมังสวิรัติ แต่เราต้องทำความเข้าใจกันใหม่ว่า ร้านมังสวิรัตินั้นดื่มได้! ฉะนั้นไม่ต้องกังวลกันไปเน่อ (เราไปลองดื่มมาแล้ว)

อ้อ..ที่งานยังมี 'กาดต่าย' เหมือนเดิม

ขอขอบคุณ British Council (กรุงเทพฯ) ครับ
^^
วชิรา
RabbitHood
http://www.rabbithood.net/
http://www.beautifulbreathless.com/

ปล ขอส่งข่าวงานต่อไปเลยนะ
พุธ-พฤหัส ที่ 26-27 ที่จะถึงนี้ (พ.ย.) ที่ดวงจำปา วิลล่า (เส้นถนนคนเดิน)
ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมงานเปิดนิทรรศการภาพวาดต้นฉบับ
ของตั้ม-วิศุทธิ์ พรนิมิตร ครั้งแรกในเชียงใหม่
ติดตามรายละเอียดต่อไปได้ที่นี่ หรือไม่ก็รอจดหมายฉบับหน้านะ ^^

...................................................

Dear All,
Sorry for being delay, i have been away on the road and got few more projects on the way.

this month F>O>D>E> is about to support a british film 'CONTROL' (Directed by Anton Corbijn) CONTROL is a biography of the Joy Division lead singer, Ian Curtis, from school boy days to his suicide at the age of 23. Married young, the fears and emotions fuel his music slowly begin to eat away at him.

And more surprise, this month we do have a special guest, our beloved brother Zeed-Norsate Mudkong who fly away from bangkok to cm for this event. P'Zeed will bring us a Mad-chester music scene from his private collection. So, do you have any reason to ignore? ^^

Well, see you on this sat

^^
vajira,
RabbitHood
http://www.rabbithood.net/

F>O>D>E>19>A HARD DAY'S NIGHT IN PAI @ GrooveYard


มาแล้ว... รูปงานที่ปาย
ขอโทษที่ช้าไปมากกก
แต่รูปก็ไม่ได้หายไปไหนนะ
เอาล่ะ ขอเชิญรับชม

http://www.rabbithood.net/fode19/

ขอขอบคุณทุกท่านที่มีโอกาสแวะเวียนไป
ประชาชนอุ่นหนาฝาคั่งกว่าปีที่แล้วมากมายนัก
โดยเฉพาะพี่ๆ น้องๆ ชาวเชียงใหม่ที่ถือโอกาสไปเที่ยวกัน

ขอบคุณจริงๆ
ปีหน้าถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด
ก็คงได้แวะไปแถวนั้นอีก

ไปฉลองวันเกิดให้เด็กชายอะโนกัน ^^

เกือบลืม
งานคราวนี้ถ่ายโดยลุงหนวด-ชัยพร โสดาบรรลุ
ชอบไม่ชอบขอเชิญตามอัธยาศัย

โพรง (7): ทีวีของเรา


โพรง
เรื่องและภาพประกอบโดย วชิรา
www.rabbithood.net

พิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร HIP ฉบับตุลาคม 2551


ทีวีของเรา

ปกติแล้วสิ่งไม่มีชีวิตที่เรียกว่าโทรทัศน์นั้น ไม่ค่อยถูกโฉลกกับชีวิตผมนัก นอกเหนือจากการพยายามติดตามความตะกรุมตะกรามของผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองของเราและความอยากรู้อยากเห็นในสิ่งที่คนหมู่มากกำลังสนอกสนใจแล้วนั้น เครื่องรับโทรทัศน์ของผมก็มักไม่ค่อยทำหน้าที่ตามที่มันได้ถูกสร้างมามากนัก

จะว่าไป มันทำหน้าที่ใกล้เคียงกับจอภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์มากกว่า ยิ่งเมื่อเชียงใหม่ยังไม่มีโรงหนังสำหรับบางเวลาที่เราเกิดรู้สึกเบื่อหนังกระแสหลักหรือบางเวลาที่หนังบางเรื่องถูกถอดออกจากโรงฉายไป

ด้วยความที่ไม่เคยโยกย้ายตัวเองไปอาศัยอยู่ต่างเมือง ผมจึงเพิ่งพบว่าในแต่ละท้องถิ่นของตัวเองนั้น ส่วนใหญ่ล้วนมีเคเบิ้ลทีวีเป็นของตัวเอง นอกเหนือไปจากเคเบิ้ลเจ้าหลักที่มีกำลังส่งสัญญาณไปได้ทั่วประเทศ อย่างเช่น WETV (เวิร์ลเอนเตอร์เทนเม้นท์) ของเชียงใหม่ SVTV (แสนสุขวิชั่น) ของบางแสน หรือ ASTV ของชาวคณะพันธมิตร (เจ้านี้ก็ดูท่าว่าจะครอบคลุมพื้นที่ได้กว้างขวางขึ้นเรื่อยๆ ) เป็นต้น

แล้วจู่ๆ เคเบิ้ลท้องถิ่นก็กลายเป็นโลกใบใหม่ของผม
เปล่าหรอก, ผมไม่ได้ดั้นด้นไปสมัครเป็นสมาชิก เพียงแต่อพาร์ทเม้นท์ที่พำนักอาศัยอยู่นั้นเขาติดตั้งมาให้แล้ว

ว่ากันว่าเคเบิ้ลทีวีถือกำเนิดครั้งแรกในอเมริกาเมื่อหลายสิบปีก่อน เพื่อตอบสนองชุมชนในพื้นที่ที่สัญญาณทีวีหลัก
นั้นเดินทางไปไม่ถึง จากนั้นก็พัฒนากันมาตามลำดับ ในประเทศของเรานั้นก็เริ่มต้นเมื่อราวปีพ.ศ. 2525 จนป่านนี้ก็ได้ยินว่ามีเจ้าที่ได้รับอนุญาตถูกต้องอยู่ราวๆ 80 เจ้า

สำหรับเจ้าที่ให้บริการที่เชียงใหม่ ก็มีช่องให้เลือกดูราวๆ 40 ช่อง แต่ผมดูไม่ครบหรอกนะครับ พลัดหลงไปติดกับอยู่แถวๆ ช่องภาพยนตร์เสียส่วนใหญ่ ซึ่งก็พอมีภาพยนตร์ดังๆ แบบที่เคยฉายในโรงบ้างประปราย แต่นั่นไม่น่าสนใจสำหรับผมเท่ากับหนังประเภทที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนในชีวิต

เป็นหนังประเภทที่เรียกกันติดปากว่าหนังเกรดบี

สำหรับ
คอหนังคงไม่ต้องอธิบายความหมายของมัน แต่สำหรับคอไม่หนัง ผมพอจะอธิบายคร่าวๆ ได้ว่าหนังเกรดบีไม่ใช่หนังเกรดเอ (ตรงตัวตามชื่อเรียกของมัน) เป็นหนังที่ไม่ได้ผลิตมาจากสตูดิโอขนาดยักษ์ ไม่มีการโหมโฆษณาถล่มทลาย (ซึ่งงบโฆษณาของหนังบางเรื่องสามารถเอาไปทำหนังได้อีกหลายเรื่อง) ไม่มีดาราแม่เหล็กที่เชื่อกันมาตลอดว่าสามารถดึงดูดความสนใจของแฟนหนังได้อยู่หมัด ทุนสร้างไม่มาก ซึ่งหมายความถึงฉาก แสงเสียง บท และการแสดงที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับหนังฟอร์มใหญ่

รวมถึงการออกฉายในบางช่อง ที่มีการพากย์เสียงภาษาไทยทับลงไปให้เสร็จสรรพ
และความน่าสนใจของมันก็อยู่ตรงที่ความหละหลวมของมันนี่เอง

ประสบการณ์การดูดซึมหนังทุนสร้างร้อยสองร้อยล้านที่ส่วนใหญ่จะซ้ำซากและวนเวียนอยู่กับจุดขายเดิมๆ เรื่องเดิมๆ ดาราเดิมๆ และบริบทเดิมๆ (แบบอเมริกันนิยม) ถูกความหละหลวมที่เพิ่งรู้จักตีแตกกระจุยเป็นเสี่ยงๆ

เดี๋ยวก่อน
ผมไม่ได้หมายความว่าหนังทุนสูงจะเลวร้ายไปเสียหมด (อย่างล่าสุดเพิ่งดู WALL.E ก็รู้สึกว่าน่ารักน่าเอ็นดูดีแท้) เพียงแต่ผมเพิ่งได้รู้จักกับฆาตกรโรคจิตที่ชอบไปหลบอยู่ตามบ้านร้าง คอยดักฆ่านักศึกษา (อเมริกัน) ที่มักมีบุคลิกห่ามเกินกว่าเหตุ ชอบแอบไปเที่ยวกันในที่เปลี่ยวๆ ชวนคู่รักไปแอบ XXX กันในที่เสี่ยงๆ แล้วก็ค่อยๆ ถูกฆ่าไปทีละคนสองคน จนต้องหันกลับมาต่อสู้และเอาชนะเจ้าฆาตกรโรคจิตได้สำเร็จ (แต่กว่าจะสำเร็จเพื่อนก็ตายไปแล้วหลายศพ) หรือการบุกเข้าไปในป่าลึกเพื่อค้นหาวัตถุสำคัญ แต่ต้องต่อสู้กับจระเข้ยักษ์ที่ขยับตัวไม่ค่อยถนัด ทำได้เพียงอ้าปากพะงาบๆ ไล่ฆ่าผู้บุกรุก (ซึ่งแค่พะงาบปากก็ฆ่าคนได้แล้ว) หรือเรื่องของหญิงสาวชาวป่า (XXX) ที่ถูกค้นพบโดยขุนนางในเมืองแล้วเอามาเลี้ยงดู (เพื่อเป็นเมีย!) และต้องต่อสู้ต่างๆ นานากับชนชั้นสูงเพื่อให้เป็นที่ยอมรับ หรือพระเอกยอดนักบู๊ที่ไปไล่เข่นฆ่าเหล่าร้ายในเมืองลึกลับ ฯลฯ

เล่าได้ไม่หมดหรอกครับ เรื่องมันเยอะมาก

ผมพยายามถามตัวเองตลอดมาว่าอะไรดึงดูดให้ต้องเปิดทีวี มองหาหนังเกรดบีสักเรื่องดูก่อนนอน (ซึ่งทำให้กลายเป็นคนนอนดึกมาก เป็นเวลาติดต่อกันมายาวนาน) เหตุผลที่พอจะตรงกับใจมากที่สุดเห็นจะเป็นเรื่อง ’ความซื่อ’ ของมัน

กับอีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือการที่หนังประเภทนี้มีพื้นที่ให้นั่งๆ ยืนๆ อยู่ในโลกของภาพยนตร์ที่คนอย่างเราๆ ท่านๆ ส่วนใหญ่ไม่เคยแม้แต่จะชายตามอง โดยเฉพาะเมื่อโลกนี้อ้าแขนรับศาสตร์ของ ‘การตลาด’ ให้เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวดในระบบทุนนิยม เราก็สามารถแบ่งแยกคนออกเป็นกลุ่มๆ ได้โดยชอบธรรม เพราะมีกติการองรับชัดเจน

แน่นอนว่ากติกานี้กำหนดขึ้นมาโดยคนที่อยู่ ‘ข้างบน’

ขยับเก้าอี้เข้าไปลึกว่าลำพังเป็นคนดูอีกสักหน่อย ผมก็ค้นพบว่ามีฆาตกรโรคจิตเกิดขึ้นคนแล้วคนเล่า พร้อมๆ กับกลุ่มนักศึกษากลุ่มแล้วกลุ่มเล่าที่ยังเพียรออกไปทำตัวซ่ากันในที่รกร้าง มีหญิงชาวป่าคนแล้วคนเล่าที่ต้องต่อสู้กับคนจากเมืองใหญ่ พระเอกยอดนักบู๊คนแล้วคนเล่าที่ต่อกรกับเหล่าร้ายในแบบต่างๆ หรือจระเข้ยักษ์ตัวแล้วตัวเล่าที่ยังพะงาบปากไล่ฆ่าผู้บุกรุก

มีผู้กำกับ
คนแล้วคนเล่าที่สร้างหนังชนิดนี้ นักแสดงหน้าใหม่เกิดขึ้นคนแล้วคนเล่า (ผมพอรู้มาว่ามีผู้กำกับหลายคนที่ตั้งหน้าตั้งตาสร้างหนังชนิดนี้อย่างจริงจังและได้รับการบันทึกชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ด้วย หนำซ้ำยังเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้กำกับใหญ่ยกตัวอย่างอย่างเช่น เควนติน ทารันติโน่ สร้างหนังเลียนแบบหนังเกรดบีด้วยซ้ำ)

นั่นแสดงว่ายังมีกลุ่มคนกลุ่มแล้วกลุ่มเล่าที่ติดตามดูหนังเหล่านี้ใช่หรือไม่

ผม
ไม่รู้จริงๆ ว่าพวกเขาเป็นใคร ติดตามหนังเหล่านี้ด้วยความเต็มใจหรือจำใจ ในโลกที่ถูกแบ่งสัดแบ่งส่วนด้วยเนื้อหาทางการตลาดไว้ชัดเจน ในประเทศที่เราภูมิใจหนักหนาว่าเราจะเป็นศูนย์กลางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่มีทีวีสาธารณะให้ดูแค่ 6 ช่อง ซึ่งมีเนื้อหาแทบไม่แตกต่างกัน (ด้วยข้ออ้างว่าคนดู ‘ส่วนใหญ่’ ชอบแบบนี้) หนำซ้ำบางช่องบางรายการก็ยังเป็นเครื่องมือรับใช้รัฐบาลอย่างออกนอกหน้า

ในฐานะคนที่ไม่ค่อยดูทีวี ผมยังอยากเห็นทางให้เลือกมากกว่าที่เป็นอยู่

ระหว่าง
ที่รอวันนั้น ผมจะขอเพลิดเพลินกับพี่จระเข้ยักษ์พะงาบปากกินคนไปพลางๆ ก่อน

ทะลุหูขวา (18): artist: Beatle Barkers


Beatle Barkers

เห็นปกซีดีแล้วคงพอนึกออกใช่ไหม?

Beatle Barkers คืออัลบั้มล้อเลียนวงดนตรี The Beatles ที่ออกมาในปี 1983 โดย “Woofers & Tweeters Ensemble” ภายใต้สังกัด Passport Records โดยที่ยังคงความลึกลับของผู้ผลิตและผู้ให้กำเนิดไว้อย่างครบครับ (เพราะหาไม่เจอ) แม้ต่อมาภายหลังได้เปลี่ยนผู้จัดจำหน่ายเป็น S.D.E.G. Records (ย่อมาจาก Swamp Dog Entertainment Group) ก็ยังคงลึกลับดำมืดอยู่ดี

ด้วยความที่ Beatles เป็นวงดนตรีที่มีอิทธิพลไปทั่วโลก จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีคนเอาเพลงของพวกเขาไปสร้างสรรค์ออกมาใหม่ในรูปแบบต่างๆ อัลบั้มนี้ประกอบไปด้วยเพลงของ Beatles จำนวน 12 เพลง ส่วนของดนตรีนั้นใกล้เคียงต้นฉบับจริงทุกประการ แต่เสียงร้องนั้นต่างออกไป เพราะมันเป็นเสียงของ หมา แมว วัว ไก่ และ แกะ! ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าเสียงเหล่านี้ถูกนำมาเรียบเรียงให้สอดคล้องกลมกลืนกันอย่างสนุกสนานเบิกบานใจ ชนิดฟังแล้วก็สามารถเรียกรอยยิ้มออกมาได้ในทันที (ที่ด้านหลังปกเขียนว่า Dogs, Cats and Cattle from Liverpool Arf! Arf! Meow! Meow! Mooooo! The Greatest Beatle Hits Of All Times)

บ้างก็ว่าเหมาะกับเด็กเล็กที่อยากเริ่มหัดฟัง Beatles บ้างก็ว่าสามารถเปิดให้หมาฟังได้ เพราะว่าร้องภาษาเดียวกัน ส่วนหลายท่านฟังแล้วก็บอกว่าชวนนึกถึงอัลบั้มเสียงเสียดหูของ Chipmunks

แต่ไม่รู้ว่าสมาชิกที่เหลือของ Beatles ที่ยังมีชีวิตอยู่จะเคยได้ฟังหรือไม่ แล้วรู้สึกอย่างไร

Track List

1. I Want To Hold Your Hand
2. Love Me Do
3. Ob-La Di, Ob-La Da
4. We Can Work It Out
5. I Saw Her Standing There
6. I Feel Fine
7. Can’t Buy Me Love
8. All My Loving
9. Day Tripper
10. She Loves You
11. A Hard Days Night
12. Paperback Writer

Wednesday, November 5, 2008

Pai 2008


กลับมาแล้ววววววววว ^^
ขออภัยที่หายไปนานนนนนน
ออกไปเดินทาง แล้วก็ต้องเริ่มโปรเจกต์ใหม่ (เริ่มต้นไปแล้ว)
ค่อยๆ ไล่เรียงกันไปนะ

ภาพนี้ถ่ายตอนไปปาย ตอนที่ไปจัดงานหู
แต่ไม่เกี่ยวอะไรกับงานหรอก
(รูปงานหูรอแป๊ปเน่อ)
นี่เป็นที่ทำการของ Pai Post หนังสือพิมพ์ที่ปาย
เมื่อปีก่อนก็เปิดๆ ปิดๆ ไปตามเรื่อง
แต่ว่าปีนี้ เห็นเปิดเป็นร้านเล็กๆ มีเครื่องดื่มน้อยๆ ให้บริการ
มีวงดนตรีเล่น บรรยากาศดีมากจนตกใจกว่าเดิม
(เพราะว่าตอนที่ไปถึง ตกใจมาก ทำไมปายคนเยอะอย่างนี้ ยังไม่ถึงฤดูเที่ยวสักหน่อย)
นั่งๆ ฟังเพลงไป คุณพี่ชาก็ขึ้นไปแจม
พี่ชานั้นเป็นนักดนตรี ที่เคยมาช่วยเล่นให้ที่เชียงใหม่
ที่จริงแกตามไปเที่ยวงานหูที่ปาย เลยถือโอกาสไปแจมดนตรี

บรรยากาศคืนนั้นดีนักแล
คุยกับคุณหนุ่ย (ถ้าจำชื่อผิดขออภัย) ว่ามีโอกาสจะชักชวนเพื่อนๆ ไปแจมบ้าง
เห็นแกก็ยินดี

ส่วนงานหูนั้นก็...รอดูรูปละกันนะ
^^

Wednesday, October 8, 2008

RH Call for Volunteers!!!


(scroll down for english)

สวัสดี
เชียงใหม่กลางคืนอากาศเริ่มเย็นๆ

เข้าใจว่าเคยเอิ้นไว้บ้างแล้ว
ว่า RabbitHood นั้นจะมีโครงการเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม
หลังจากเตรียมการมายาวนาน ในที่สุดก็ถึงเวลาเสียที
โครงการนี้ชื่อ 'Breathless' ภาคภาษาไทยชื่อ 'ใจหาย'
เป็นโครงการที่ RH ทำร่วมกับ ภาคีคนฮักเจียงใหม่
และ British Council (เชียงใหม่)
โดยได้รับความสนับสนุนจากสถานทูตอังกฤษ
รายละเอียดภายในเป็นประการใดนั้น
ขอโปรดติดตามในจดหมายฉบับต่อๆ ไป

ขั้นตอนแรกของ โครงการใจหาย นี้
ขอเริ่มต้นด้วยการประกาศรับอาสาสมัครตามรายละเอียดดังต่อไปนี้

คุณสมบัติ
- สนใจเพื่อนมนุษย์ ปัญหาสิ่งแวดล้อม และงานศิลปวัฒธรรมร่วมสมัย
- ขยัน มีวินัย อดทน และมีมนุษยสัมพันธ์ดีเลิศ
- อยู่ในระหว่างศึกษา หรือจบการศึกษาแล้วก็ได้
- สามารถทำงานในวันเสาร์ อาทิตย์ และวันธรรมดาบางวัน
- ไม่ติดเพื่อน ไม่ติดแฟน ไม่ติดเที่ยว

ระยะเวลาการทำงาน
1 พฤศจิการยน 2551 - 31 มกราคม 2552

วิธีการสมัคร
- ส่งอีเมลแนะนำตัว + ความคิดเห็นเรื่องสิ่งแวดล้อมในจังหวัดเชียงใหม่ มาที่ vajira@rabbithood.net

หมดเขตรับสมัคร
25 ตุลาคม 2551

สงสัยอะไรเพิ่มเติม สามารถอีเมลมาถาม
หรือเข้าไปดูได้ที่ www.rabbithood.net

คนที่ปิดเทอม ว่าง หรือพอมีเวลา แล้วรู้สึกว่าอยากช่วยกันทำอะไรให้กับเมืองเชียงใหม่ ก็ลองคิดๆ ดูนะ คิดว่าน่าจะเหนื่อย แต่สนุก (เพราะรายละเอียดเยอะมาก)
อีเมลกลับมาแล้วจะนัดสัมภาษณ์กัน

ไปก่อนละ
ลองคิดดูนะ
^^
วชิรา
....................................................

RabbitHood Call for Volunteers
'Breathless'
Art Project for Environment

QUALIFICATION
- Interested in People, Environmental Issue and Contemporary Arts and Cultures.
- Hard Working, Discipline, Patient and Have Great Human Relation.
- Students or Graduates
- Available to work on Weekend and some Weekday.
- Not too attached to Friends, Girlfriends/Boyfriends and Parties.

DURATION OF PROJECT
1 November 08 - 31 January 08

APPLICATION
Send email to introduce yourself and write your comment on Chiang Mai's environmental issue
to vajira@rabbithood.net

Don't waste yr time!
25 Oct 2008 is the deadline.


^^
vajira

Tuesday, October 7, 2008

Beatles Dolls


มีผู้อ่านส่งรูปตุ๊กตา Beatles กลับมาให้ดู บอกว่าที่บ้านมีเต็มเลย (แถมยังช่วยเตือนว่าวันที่ 9 ตุลานี้ เป็นวันเกิด John Lennon ด้วย) ก็ขออนุญาตเอามาแบ่งๆ กันดูนะครับ น่ารักดี ขอบคุณมากครับ

ช่วงนี้รื้อเพลงBeatles กลับมาฟังหมดเลย หลายเพลงฮิตๆ ก็ได้ยินบ่อย บางเพลงบางอัลบั้มที่ไม่เคยฟังก็ได้ฟัง รู้สึกจริงจังว่าพี่ๆ เขาเยี่ยมจริงๆ ไม่แปลกใจเลยที่สามารถเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ ได้มากมาย

ขอบคุณหลายๆ คนที่แนะนำเวอร์ชั่น cover แปลก ๆ มาให้ด้วยนะครับ
(บางคนส่งเป็นเพลงมาให้เลยก็มี ^^ ขอบคุณ ขอบคุณ)

เพิ่งได้ดูหนังแอนิเมชั่นเรื่อง Yellow Submarine ขอบอกว่าสวยมาก ได้อารมณ์ 60s-70s ดีแท้ เรื่องก็สนุก ตลก คิดว่าคงเอาไปฉายที่งาน ใครที่ไปปาย แล้วค่ำนั้นไม่รู้จะทำอะไร ก็ขอชวนมาดูหนังกัน คงฉายราวๆ สองทุ่มครึ่ง

ฝากบอกๆ ต่อด้วยละกันนะ เพราะว่าอันนี้เพิ่งมาได้ดูทีหลัง ตอนส่งจดหมายออกไปแล้ว
พบกันที่โน่น...

Thursday, October 2, 2008

FALL ON DEAF EARS: OCTOBER 2008 in Pai!


ทะลุหูขวาปีที่ 2 ครั้งที่ 19
'กระต่ายกับเต่า(ทอง)'


Fall On Deaf Ears 19
'A Hard Day's Night in Pai'

(Rabbit Heart The Beatles)
Saturday 11 October 2oo8
@ GrooveYard, Pai. 22oo till late.

For Reservation, Pls call o86 663 o3o3
Visit
www.rabbithood.net
----------------------------------------

(scroll down for lousy english!)

สวัสดีสบายกันดีนะ?
แล้วก็ถึงเวลาของงานหูที่ปายอีกครั้ง ^^
ถ้าจำได้ เราเคยไปจัดกันมาแล้วเมื่อตุลาคมปีที่แล้ว ที่เดิม ที่ GrooveYard
GrooveYard นั้นเป็นร้านกาแฟ+ไวน์ บรรยากาศสวยงาม เจ้าของคือพี่ชาติ ซึ่งก็คือเจ้าของเดียวกับ BeBop นั่นเอง

สำหรับ เสือ สิงห์ กระทิงปาย คงไม่ต้องแนะนำ BeBop แต่อย่างใด

สัญญากับพี่ชาติเอาไว้ว่างานหูจะไปปายปีละครั้ง ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ปีนี้ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เราก็ไปตามสัญญา ปรึกษาพี่ชาติว่าจะพาเพลงของพี่ๆ สี่เต่าไปสนุกสนานร่วมกัน พี่ชาติก็เห็นดีเห็นงาม

สำหรับคอเพลง ก็คงไม่ต้องแนะนำ The Beatles เช่นกัน
ว่าพวกเขาส่งอิทธิพลต่อโลกใบนี้มากมายมหาศาลขนาดไหน

A Hard Day's Night เป็นชื่อเพลง ชื่ออัลบั้ม เป็นชื่อหนัง และเป็นคำที่หลุดออกมาจากปากของ Ringo Starr (ผู้ซึ่งเพิ่งมีคดีไปกับชาวลิเวอร์พูลที่ดันไปตอบคำถามออกรายการทีวี เมื่อพิธีกรถามว่า "ไม่มีอะไรสักอย่างเลยที่คุณถวิลหา หลังจากที่ไม่ได้อยู่ในเมืองลิเวอร์พูลอีกต่อไป"แล้วพี่ Starr ก็ตอบว่า "ไม่มี"-อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้มติชน สุดสัปดาห์ ฉบับ 1467 หน้าปกเจ๊แดงคอลัมน์ สำเริงคดี โดย ทรงวาด)

คุณ Starr เคยให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อปี 1964 ว่า พวกเขาไปทำงาน ซึ่งจริงๆ ควรใช้เวลาทำแค่ทั้งวัน แต่ปรากฏว่ามันกลายเป็นทั้งวันทั้งคืน แล้วพี่ Starr ก็รำพึงออกมาว่า 'It's been a hard day...' แต่พอมองไปรอบๆ ที่ท้องฟ้ามืดแล้ว เขาก็เลยพูดต่อว่า '...night!' แล้วคุณ Lennon ก็เอาไปแต่งเป็นเพลง

เราจะยกงานคืนที่ 11 นี้ให้พี่ๆ สี่เต่า และรวมถึงเพลง cover อีกหลายๆ อัลบั้มด้วย (ส่วนใหญ่เป็น Jazz)โดยเฉพาะ Beatle Barkers ที่เป็นเพลงของ Beatles แต่เสียงร้องเป็นหมา แมว แพะ แกะ วัว และ ไก่!(ขอแนะนำว่าน่ารักมาก ไม่ควรพลาด!)

ส่วนใครมีเพลงที่ cover แปลกๆ ของ Beatles ที่อยากแนะนำ ก็ส่งเมลกลับมาบอกได้นะความรู้จะได้ซึมถ่ายกันไปมา ขอขอบคุณล่วงหน้า ^^

โปสเตอร์เดือนนี้ได้รับความเอื้อเฟื้ออีกครั้งจากพี่มอ-ไทวิจิต พึ่งเกษมสมบูรณ์พี่มอเป็นผู้ออกแบบและตกแต่ง GrooveYard เราเลยของานพี่มอมาทำ(เช่นเดียวกับปีที่แล้วที่พี่มอให้งานสเก็ตช์รูป Jimmy Smith มาทำ)

อาร์ตเวิร์คนี้แฟนๆ Beatles คงนึกออก เพราะว่าเป็นปกของอัลบั้ม A Hard Day's Night ตุ๊กตาสี่ตัวที่เห็นนี้เป็นสี่ในงานปั้น Terra cotta 12 นักษัตร (อ่านว่า นัก-สัด) ที่พี่มอทำไว้ ซึ่งเราเอามาใช้แทนภาพพี่ๆ ทั้งสี่ ตามปีที่พวกเขาเกิด
-John Lennon (9 Oct 1940) = มะโรง
-George Harrison (25 Feb 1943) = มะแม
-Paul McCartney (18 June 1942) = มะเมีย
-Ringo Starr (7 July 1940) = มะโรง

แล้วก็ออกมาดังที่เห็น ขอขอบคุณพี่มอมากๆ ครับ

เอาล่ะ พบกันที่ปาย (ยังไม่หนาวมาก)
อ้อ เกือบลืมสามเรื่อง

หนึ่ง พี่ชาติฝากมาบอกว่าแถวๆ วันที่ 12-13 ปายจะมีงานประจำเมืองชื่อ 'กาดลู่' เข้าใจว่าเป็นงานขายของ โชว์การละเล่น และดนตรีท้องถิ่น พี่ชาติบอกว่าเป็นงานที่พ่ออุ๊ย แม่อุ๊ยจะได้ออกมาเที่ยวเล่นในเมือง ใครว่างๆ ขอเชิญอยู่เที่ยวต่อ (ยังไม่เคยเห็นเหมือนกัน)

สอง RabbitEyes คราวนี้คือ 'ลุงหนวด'

สาม งานหูคราวนี้ยังมี 'กาดกระต่าย' เล็กๆ เหมือนเดิม มีงานฝีมือใหม่ๆ ของเพื่อนๆ และเปิดตัว RabbitBagรุ่น 'คู่รัก' เป็นครั้งแรก

เอาล่ะ ดูแลตัวเองด้วย
แล้วพบกันนะ^^

วชิรา
RabbitHood
http://www.rabbithood.net/

ปล เตรียมพบงานหูครบรอบสองปี เดือนหน้า พฤศจิกายน!

....................................
Dear All,
here comes again our F>O>D>E>19
it s only once in a year we will be on the road to Pai (as i ve made a promise with P'Chart-BeBop and GrooveYard's owner)

this month Rabbit is very Heart to the-all-time-legend 'The Beatles'along with their consequences.(Don't Miss the cover album 'Beatle Barkers'!!)

All 'Chinese Zodiac' Terra cotta Sculpture in the poster is the work of Thaiwijit Peungkasemsomboon (P'Mor), one of the unique artist in this country.GrooveYard is also designed and decorated by P'Mor as well.

and hope you enjoy which is who in the poster ^^

well, take care and see you there...in Pai
^^
vajira
RabbitHood
http://www.rabbithood.net/

PS be ready for 2nd Anniversary of F>O>D>E> in November!PS be ready for 2nd Anniversary of F>O>D>E> in November!

Tuesday, September 30, 2008

โพรง (6): ชะตากรรมของคนหนุ่มสาว (ในเมือง)


โพรง
เรื่องและภาพประกอบโดย วชิรา

www.rabbithood.net

ชะตากรรมของคนหนุ่มสาว (ในเมือง)

บ่ายวันหนึ่ง ผมผ่านไปเยี่ยมเพื่อนแถวๆ ทิพย์เนตร ระหว่างที่นั่งคุยกัน ชะโลมคอด้วยน้ำเย็นแก้วแล้วแก้วเล่า พลันเหลือบไปเห็นบทสัมภาษณ์ที่ตัวเองเคยทำไว้เมื่อหลายปีก่อน เป็นบทสัมภาษณ์ที่ผมและทีมนิตยสาร a day เดินทางไปสัมภาษณ์ คริสโตเฟอร์ ดอล์ย ในช่วงที่เขามากำกับภาพให้กับหนัง Last Life In The Universe ของคุณเป็นเอก รัตนเรือง

ในบทสัมภาษณ์ช่วงท้าย ผมถามเขาว่าคิดอย่างไรกับคนหนุ่มสาวในปัจจุบัน (ถามเมื่อพ.ศ. 2545) คริสถามกลับว่า “หนุ่มสาวที่ไหนล่ะ” ผมเห็นเขามีโอกาสเดินทางไปทำงานตามที่ต่างๆ ของโลกจึงตอบกลับไปว่า หนุ่มสาวทั่วโลกโดยรวมๆ เท่าที่เขาพบเห็น

ผู้กำกับภาพระดับโลกตอบกลับทันทีว่า “ขี้เกียจ ผมคิดว่าพวกคนหนุ่มสาวขี้เกียจเกินไป”
หกปีผ่านไป ผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งที่คริสแสดงทรรศนะไว้นั้นเป็นจริงหรือไม่
.........

ในบรรดาคนที่ผมมีโอกาสคบค้าสมาคมอยู่ด้วยที่เชียงใหม่ จำนวนไม่น้อยที่ประกอบอาชีพเป็นอาจารย์สอนอยู่ในมหาวิทยาลัย หลายๆ ครั้งที่เรานั่งคุยกัน ความอัดอั้นในใจโยงไยไปถึงบรรดาลูกศิษย์ลูกหาของพวกเขาก็พรุ่งพรูออกมา

น้ำเสียงเหล่านั้นบอกถึงความอ่อนล้า ที่ต้องเขี่ยวเข็ญคนหนุ่มสาวในสังกัดให้ดำเนินชีวิตไปข้างหน้า เราประเมินกันคร่าวๆ ตามประสาคนที่เคยผ่านช่วงเวลาการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยมาก่อนว่าน่าจะเป็นเรื่องการขาดความกระตือรือล้นในการดำเนินชีวิต ทั้งที่คนหนุ่มสาวเหล่านี้อยู่ในช่วงวัยที่มีพลังชีวิตเหลือเฟือ ร่างกายสดชื่นแข็งแรง และที่สำคัญคือมี ‘เวลา’ ให้ใช้จ่ายเหลือเฟือในชีวิตประจำวันโดยไม่ต้องแบกภาระความรับผิดชอบใดๆ ที่มากเกินจำเป็น

ยิ่งสภาพแวดล้อมแบบเชียงใหม่ที่อุดมไปด้วยกิจกรรมมากมายหลายแขนงไม่เว้นแต่ละวัน ยิ่งเพิ่มความน่าสนใจที่จะค้นหา ‘ความกระตือรือล้น’ ที่พวกเราตั้งข้อสังเกตกันเองว่า ‘มีน้อย’ ไปสักหน่อยนั้น ว่ามันหายไปไหน

โดยส่วนตัวผมคิดว่าความกระตือรือล้นของคนหนุ่มสาวที่นี่นั้นมีอยู่ ไม่เชื่อลองสละเวลาเดินสำรวจความคึกคักตามสถานบันเทิงยามค่ำคืนดูสิครับ คุณจะเห็นพลังชีวิตมากมายขับเคลื่อนอยู่ในบรรยากาศเหล่านั้น หรือถ้าคุณมีโอกาสได้พูดคุยกับพวกเขาบ้าง ก็จะได้รู้ว่ามีคนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยที่ไม่เคยเบื่อหน่ายกับการออกไปท่องราตรีอย่างที่ทำอยู่ในเวลานี้

นี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ปริมาณผับบาร์ผุดขึ้นราวดอกเห็ดฤดูฝน ผิดกันก็แต่ว่าดอกเห็ดผับบาร์หน้าตาเหมือนๆ กันที่เราเห็นผุดซ้ำๆ อยู่ที่นี่นั้น มักเกิดขึ้นในฤดูหนาว
ไม่ต้องเรียนจบเศรษฐศาสตร์ ใครๆ ก็รู้ว่าเมื่อมีความต้องการเกิดขึ้นในตลาด ก็ย่อมมีการสนองตอบ

ความกระตือรือล้นที่จะออกไปเที่ยวกลางคืนเป็นความเลวร้ายจริงหรือ-ไม่จริงหรอก ผมเถียง
แต่ความกระตือรือล้นที่จะออกไปเที่ยวทุกคืนนี่สิ-ผมคิดว่าคงมีความผิดพลาดอะไรสักอย่างเกิดขึ้นแน่ๆ

ถ้าเราจะคุยเรื่องนี้กันต่อ ผมใคร่ขอความกรุณาทุกท่านช่วยถอดหน้ากากศีลธรรมปลอมๆ ออกไปก่อน ยิ่งศีลธรรมประเภทที่แบ่งแยก ‘ฉันดี แกเลว’ ภายใต้กิจกรรมต่างๆ นานาที่สรรหามาแบ่งแยกความดีเลวของคนนั้น ยิ่งต้องเอาไปเก็บไว้ให้ห่าง เพราะเราต่างรู้กันดีอยู่แก่ใจว่า พลังขับเคลื่อนสำคัญในช่วงวัยหนุ่มสาวนั้นเกิดขึ้นจากแรงขับทางเพศเป็นหลักใหญ่ (หรือสำหรับบางคนอาจเป็นทั้งหมด)

คนที่ตระเวณทำบุญเป็นร้อยๆ วัด ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นคนดี...ไม่ใช่หรือ

ศิลปินสำคัญๆ หลายๆ คนในโลกต่างยอมรับหน้าชื่นตาบานว่าจุดเริ่มต้นการทำงานของพวกเขาก็เริ่มจากความต้องการเป็นที่สนใจของเพศตรงข้าม

ง่ายๆ ไม่มีอะไรซับซ้อน

แต่ผมคิดว่าสิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือระยะทางจากจุดเริ่มต้นไปสู่กระบวนการพัฒนาตัวเองและผลงานของเขาเหล่านั้นจนชื่อเสียงของพวกเขาเลื่องลือมาเข้ารูหูของเราต่างหาก เพราะคนที่ลงมือทำอะไรสักอย่างย่อมรู้ดีว่าเส้นทางการยืนระยะทำงานอย่างต่อเนื่องนั้น ไม่ได้โรยด้วยกลีบดอกไม้ใดๆ ทั้งสิ้น

มันแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับกลีบกุหลาบหอมกรุ่นที่โรยรอไว้บนเตียงในคืนแต่งงาน

ผมเดาว่าแรงขับของการออกไปตะลอนยามค่ำคืนก็น่าจะมาจากจุดเริ่มต้นไม่ต่างกัน ผู้ชายแต่งตัวหล่อออกไปดูผู้หญิง ผู้หญิงแต่ตัวสวยออกไปดูผู้ชาย หรือผู้ชายอาจจะออกไปดูผู้ชาย และผู้หญิงออกไปดูผู้หญิง ก็ไม่ว่ากัน ความแตกต่างประการเดียวคือกระบวนการที่ดำเนินไปของมัน

น้อยแสนน้อยที่ได้ยินว่า พวกเขาออกไปซึมซับดนตรีดีๆ นักร้องดีๆ หรือกระทั่งบรรยากาศดีๆ

ถ้าการเที่ยวกลางคืนเป็นกิจกรรมหลักในชีวิตของใครสักคน ถึงตอนนี้ผมยังมองไม่ออกว่ากระบวนการของมันนั้นจะเดินทางไปสู่หนใด ช่วงเวลาของกิจกรรมเที่ยวกลางคืนนั้นก่อให้เกิดผลลัพธ์ใดๆ บ้างหรือไม่

เอาล่ะ ถ้าคุณมีโชค คุณอาจได้คู่ไปครอง ซึ่งอาจจะยั่งยืนหรือชั่วครู่ชั่วยาม ก็ว่ากันไป แต่เมื่อพบคู่แล้วก็ไม่ได้หมายความว่าพลังทางเพศที่ขับเคลื่อนในชีวิตคุณจะเปลี่ยนแปลงไปใช่หรือไม่

ย้ำอีกครั้งนะครับว่านี่เราไม่ได้กำลังพูดถึงเรื่องนี้ในสถานะที่ใครดีเลวกว่าใคร เพราะคำถามที่ตามมาของผมคืออะไรทำให้เกิดปรากฏการณ์นี้กับคนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อย ซึ่งจะว่าไปก็ไม่น่าจะเกิดขึ้นเฉพาะที่เชียงใหม่ หนุ่มสาวที่ไหนในโลกก็ไม่น่าจะต่างกันมากนัก

ภาพของคนกลุ่มหนึ่งที่ใช้ชีวิตกลางคืนเป็นหลัก สะท้อนว่ากลางวันไม่น่าสนใจสำหรับพวกเขาใช่หรือไม่?

ผมคิดว่าความโชคร้ายประการหนึ่งของคนหนุ่มสาวคือพวกเขาไม่ค่อยมีโอกาสได้จัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมให้กับตัวเองมากนัก เพราะอำนาจการควบคุมความเป็นไปในชีวิตกลับตกไปอยู่ในมือของคนที่โตกว่าและมีหน้าที่โดยชอบธรรมที่ต้องประพฤติปฏิบัติ

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือพวกเขาไม่มีโอกาส ‘ออกแบบ’ บรรยากาศการเรียนการสอนของตัวเอง ทั้งๆ ที่ตัวเขาเองเสียเงินมาเรียนแท้ๆ หรือในทางกลับกัน กระบวนการเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยก็ไม่เอื้อให้เกิดบรรยากาศที่เหมาะสมกับเขา

นี่พูดเฉพาะช่วงเวลาหลักตอนกลางวันของคนหนุ่มสาวที่มีโอกาสร่ำเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยเท่านั้นนะครับ ยังไม่พูดถึง บรรยากาศอื่นๆ ของเมือง เช่น ร้านหนังสือที่มีหนังสือมากพอสำหรับคนที่ชอบอ่าน ร้านซีดีที่มีซีดีมากพอสำหรับคนชอบฟังเพลง ห้องสมุดสำหรับคนที่อยากมาแสวงหาความรู้นอกห้องเรียนโดยไม่ต้องมีกฏกติการุงรัง สนามกีฬาสำหรับคนที่ชอบออกกำลังกาย โรงหนังที่มีหนังให้เลือกหลากหลายกว่าหนังฮอลลีวู้ด พิพิธภัณฑ์ที่เหมาะสมกับรสนิยมและยุคสมัย ลานกว้างๆ ที่ร่มรื่นเพียงพอให้คนที่ชอบแต่งตัวให้ออกมาเดินเฉิดฉาย และอื่นๆ อีกมากมาย

เป็นความจริงที่สิ่งเหล่านี้มีอยู่นะครับ แต่น่าสนใจว่ามันมีในปริมาณที่เพียงพอหรือไม่ ตั้งวางอยู่ในทำเลแบบใด และที่สำคัญคือมีบรรยากาศที่เหมาะสมกับคนหนุ่มสาวหรือไม่

ถ้านึกภาพไม่ออก ลองเปรียบเทียบกับทำเลและบรรยากาศของผับบาร์ที่มีอยู่ตอนนี้ก็ได้ครับ แล้วถ้าได้คำตอบว่าไม่ อย่างนั้นเราจะไปคาดหวังอะไรกับกระบวนเจริญเติบโตของคนหนุ่มสาวในเมืองของเราล่ะครับ

ต้นไม้ที่ได้ดินดีก็ย่อมเจริญเติบโตงอกงาม

แต่ถ้าในสภาวะที่ดินสมบูรณ์ไม่พอ ต้นไม้เองอาจต้องทบทวนว่าจะทำอย่างไรต่อไป ถ้ามีความต้องการเจริญเติบโตงอกงาม ก็เห็นจะไม่มีวิธีอื่นนอกจากแข็งใจ อดทน และพยายามแทงรากไปหาผืนดินที่อุดมสมบูรณ์กว่า

แน่ละ...ถ้าขี้เกียจก็จบกัน

ทะลุหูขวา (17) artist: Husky Rescue



ทะลุหูขวา [Fall On Deaf Ears]
text and artwork by RabbitHood
www.rabbithood.net


ขออนุญาตงด ‘ทะลุหูขวา’ เดือนกันยายนนะครับ พบกันใหม่ 11 ตุลาคม 2551 ที่ GrooveYard ปาย!
There will be NO ‘Fall On Deaf Ears’ in September. See you guys again on 11 October 2008 @ GrooveYard, Pai!


*ภาพประกอบจากอาร์ตเวิร์คในปกอัลบั้ม



HUSKY RESCUE

Husky Rescue เป็นวงดนตรี ambient-pop ห้าชิ้นจาก เฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ ก่อตั้งโดย Marko Nyberg ในปี 2002 โดยใช้แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ ภาพถ่าย ภาพวาด และสภาพภูมิอากาศ ตอนที่บันทึกเสียงอัลบั้มแรก ‘Country Falls’ ที่ออกมาเมื่อปี 2004 นั้น Nyberg ใช้นักดนตรีและนักร้องมาช่วยบันทึกเสียงรวมกันราว 20 ชีวิต ทุกคนล้วนเป็นเพื่อนของเขาที่อาศัยอยู่ในเฮลซิงกิ

Nyberg พูดถึงเพลงของ Husky Rescue ว่า “ทุกๆ แทรกออกแบบมาให้เป็นเหมือนสายลมอุ่นๆ ที่ไว้ปะทะกับความหนาวเย็นในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าคุณจะอาศัยอยู่ในที่ที่อากาศหนาวเย็นหรือไม่ก็ตาม ช่วงสำคัญต่างๆ ในชีวิตกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของดนตรี Husky Rescue สะท้อนปูมหลังของพวกเราในเฮลซิงกิ ที่ซึ่งกลางคืนในฤดูหนาวเยือกเย็นและยาวนาน ขณะที่ฤดูร้อนนั้นร้อนและสั้น แต่ก็สวยงามดีนะ มันเป็นดนตรีหม่นเศร้าแต่ก็มีความหวัง ดนตรีของ Husky Rescue เหมือนหิมะแรกบนผืนดินที่คุณยังมองเห็นสีเขียวของต้นหญ้าผ่านหิมะนั้น มันเหมือนแสงอาทิตย์ในฤดูใบไม้ผลิที่โผล่มาหลังจากความมืดมิดยาวนานของฤดูหนาว”

สมาชิกทั้ง 5 ของ Husky Rescue ประกอบด้วย Marko Nyberg เล่นเบส (ชอบกินบลูเบอร์รี่แพนเค้ก) Reeta-Leena Korhola ร้องนำ (ชอบอาหารอิตาเลียน) Ville Riippa คีย์บอร์ด (ชอบกินปลาย่าง) Anssi Sopanen เล่นกลอง (ชอบกินต้มยำ) และ Miika Colliander เล่นกีตาร์ (ชอบกินซูชิ) เพลง My World จากอัลบั้ม Country Falls เพิ่งถูกนำมาใช้ประกอบโฆษณาชุด Think About It ของ Hyundai (ไพเราะและน่ารักมาก)

เพลงของ Husky Rescue ไม่เหมือนกับเพลงยอดนิยมทั่วไปที่เนื้อหานั้นเริ่มต้นและจบลงในโลกแห่งความเป็นจริง แต่พวกเขาต้องการให้ดนตรีของ Husky Rescue เปิดประตูออกไปสู่โลกอื่น ที่ไม่มีจุดหมายแน่ชัดและไม่เกิดข้อสรุปใดๆ ในใจ อัลบั้มแรกเป็นเหมือนฝันกลางวันที่มีส่วนผสมของความหวานและความหม่นเศร้า ส่วนอัลบั้มที่สอง Ghost is not Real ที่ออกมาเมื่อปี 2007 นั้นบรรยากาศหม่นกว่า เป็นเหมือนการตามหาแสงสะท้อนวิบวับหลังก้อนเมฆหม่นดำของโลกสมัยใหม่ที่เราอาศัยอยู่

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.husky-rescue.com/


I see tree in this World with you
I see earth in this world with you
I see cloud in this world with you
I see rain in this world with you

The rain in high
So high
In the sky
It's raining high

SONG: MY WORLD

Monday, September 22, 2008

EATING PARTY 5 @ minimal


มีแล้ว ปาร์ตี้ของกินของ minimal คราวนี้เป็นปลาหมึก!
ไม่ได้ไปร่วมเปิดเพลงกับเขา เพราะเห็นว่ารอบนี้มีแต่ดีเจฝรั่ง เลยเสนอว่าน่าจะเป็นเพื่อนๆ ต่างชาติของพวกเราเปิดให้หมดทั้งคืนไปเลย จะขอเป็นผู้ชมบ้าง ใครว่างๆ ขอเชิญไปเยี่ยมชมที่ minimal ตามวันและเวลาดังกล่าว
อืม..คราวนี้โปสเตอร์สวยงามเชียว

Please Peace Me


มีงานฉายหนังสั้นเกี่ยวกับสันติภาพ ของพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ รายละเอียดตามโปสเตอร์ที่เห็นนี้ ไม่รู้ว่าจัดฉายวันเดียวที่กรุงเทพฯ (คือวันอาทิตย์ที่ผ่านมา) หรือว่ามีโปรแกรมฉายต่อเนื่องอย่างไร ใครสนใจลองเข้าไปดูตามลิ้งค์ในโปสเตอร์ละกันนะ ^^

Friday, September 19, 2008

RabbitBag: Stripe o1


นี่คือกระเป๋าแบบลาย ที่ทำขึ้นมาพร้อมๆ แบบคลาสสิค
ลายนี้เป็นลายแรก ทำมาแค่ 6 ใบ ซึ่งขณะนี้หมดแล้ว
(เลยสำนึกได้ว่าทำน้อยไปนิด ลายต่อๆ ไปเลยทำเพิ่มเป็นแบบละ 15 ใบ)
ถึงตอนนี้ทำมาแล้วประมาณ 8 ลาย บางลายหมดไปแล้ว และจะไม่ทำเพิ่ม
(เนื่องจากสัญญากับคนซื้อไว้ว่าจะทำแค่นั้น)
มีโอกาสจะค่อยๆ เอามาลงให้ดูนะ ; )

กระเป๋ารุ่นลายนี้จะมาพร้อมเข็มกลัดกระต่าย ที่ทำมาจำนวนจำกัดพอดีๆ กับจำนวนกระเป๋า (ท่านท่ีซื้อไปแล้ว กรุณาอย่าทำเข็มกลัดหายนะ)

เหมือนเดิม, ยังไม่รู้ว่าจะซื้อขายกันยังไง ก็เอาเป็นว่าขอเชิญมาซื้อที่งานหู
คนที่มาไม่ได้ ก็ฝากๆ กันมาซื้อละกันนะ

ส่วนงานท่ีปายจะมีคอลเล็กชั่นใหม่ เป็นรุ่น 'คู่รัก' (น่ารักสมชื่อ)
กับรุ่น Classic o2 (อันนี้ก็คลาสสิคจริง)
ใครสนใจโปรดติดตามอย่างใกล้ชิด

ขอขอบคุณทุกท่านที่สนับสนุนโครงการยังชีพของ RabbitHood
; )

Saturday, September 13, 2008

11 September 2008


“Ask, and it shall be given you; seek; and you shall find; knock and it shall be opened unto you. For every one that asketh receiveth; and he that seeketh findeth; and to him that knocketh it shall be opened.

[Matthew 7:7-8].”

Wednesday, September 10, 2008

LHC: Large Hadron Collider (BIG BANG EXPERIMENT)


เห็นในรายการข่าว 3 มิติของคุณกิตติ เรื่่องการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่จะเกิดขึ้น บ่ายสามโมงวันนี้ (10 กันยายน 2551) โครงการนี้ชื่อ LHC (The Large Hadron Collider) ซึ่งเป็นชื่อของเครื่องเร่งอนุภาค ที่ฟังแล้วก็ไม่ค่อยเข้าใจนัก ได้ยินคร่าวๆ ว่าถ้าเครื่องนี้ทำงานสำเร็จ นักวิทยาศาสตร์ก็อาจจะเข้าใจจุดกำเนิดของเอกภพได้ แถมยังได้แหล่งพลังงานที่มีค่ามหาศาลและบริสุทธิ์กว่าพลังงานนิวเคลียร์ที่เรามีกันอยู่

แต่ไม่ใช่แค่นั้น เพราะมีคนค้านว่าการทดลองนี้อาจทำให้เกิดหลุมดำขนาดใหญ่ ซึ่งอาจสามารถดูดกลืนทวีปยุโรป หรืออาจจะดูดกลืนโลกทั้งโลกหายไปเลยก็ได้

เพื่อความกระจ่างมากขึ้้น ขออนุญาตคัดลอกข้อความมาจาก http://www.thaigaming.com/general-discussion/37004.htm มาให้อ่านกันนะ

Large Hadron Collider (LHC) เป็นเครื่องเร่งความเร็วอนุภาคของศูนย์วิจัย CERN ในสวิตเซอร์แลนด์ มีลักษณะเป็นท่อใต้ดินวนเป็นวงกลมยาว 27 กิโลเมตร เป้าหมายของ LHC คือใช้ทดลองเร่งความเร็วอนุภาคแล้วเอามาวิ่งชนกัน เพื่อตรวจสอบทฤษฎีทางฟิสิกส์อนุภาคว่าเป็นไปได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะ ซึ่งถ้าสร้างขึ้นมาได้จริงตามทฤษฎี วงการฟิสิกส์จะก้าวหน้าขึ้นไปอีกมาก

อย่างไรก็ตาม มีกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่คาใจเรื่องความปลอดภัยของ LHC ในหลายประเด็น เช่นว่า การใช้งาน LHC อาจก่อให้เกิดแบล็คโฮล (หลุมดำ) ขนาดเล็กขึ้นมาทำลายล้างโลก หรือเปลี่ยนขั้วแม่เหล็กโลกให้เหลือข้างเดียวได้ ล่าสุดได้มีคนยื่นฟ้องต่อศาลสหรัฐ ให้กระทรวงพลังงานสหรัฐและห้องทดลอง Fermilab ซึ่งเป็นภาคีสมาชิกของ LHC ชะลอการใช้งานไปอีก 4 เดือนเพื่อตรวจสอบความปลอดภัย ซึ่งทางฝ่ายสนับสนุน LHC เองก็ออกมาโต้แย้งว่าไม่มีหลักฐานใดๆ ว่าจะเกิดอันตรายขึ้นแต่อย่างใด ส่วนศาลจะรับฟ้องหรือไม่นั้นอยู่ระหว่างกระบวนการด้านเอกสาร

แม้นักฟิสิกส์ทั่วโลกจะใช้เวลาถึง 14 ปีและลงทุนไปกว่า 8 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อสร้างเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี (Large Hadron Collider: LHC) ที่ใหญ่สุดในโลก ภายใต้ความร่วมมือขององค์การศึกษาวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป "เซิร์น" (Cern) เพื่อเร่งให้อนุภาคโปรตอนชนกัน แล้วสร้างพลังงานและเงื่อนไขที่เหมือนกับเสี้ยววินาทีที่ 1 ในล้านล้านล้านหลังเกิดบิ๊กแบง (Big Bang) โดยนักวิทยาศาสตร์จะวิเคราะห์เศษซากที่เกิดขึ้น เพื่อไขปริศนาธรรมชาติของมวลและแรงใหม่ๆ รวมถึงความสมมาตรของธรรมชาติด้วย

ทั้งนี้แม้จะฟังดูประหลาด แต่กรณีนี้ก็เป็นประเด็นเคร่งเครียดที่สร้างความวิตกให้กับนักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์ในช่วงเวลาไม่กี่ปีมานี้ กล่าวคือพวกเขาจะประมาณความเสี่ยงจากการทดลองใต้ดินที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนนี้ได้อย่างไร และใครที่จะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะหยุดหรือเดินหน้าการทดลอง

สรุปคือเครื่องเร่งอนุภาคเพื่อจะทำให้ตัว LHC ทำความเร็วไปแตะระดับความเร็วแสง เพื่อทำให้เกิดปรากฎการใหม่ที่มนุษยชาติไม่เคยมีใครทำและทำได้ ถ้าทำได้สำเร็จจริงจะเป็นผลแห่งความรู้ใหม่อันมหาศาลทางวิทยาศาสตร์ของมนุษย์โลก เอาแบบง่ายๆ ถ้าทำสำเร็จจะเป็นพื้นฐานของการทำเครื่อง Time Machine แต่ถ้าสำเร็จจริงผลเสียที่ตามมา ที่มีกลุ่มคนต่อต้านกันอยู่คือ มันเป็นเทคโนโลยีที่ใหม่มาก การประเมินผลเสียที่เกิดขึ้นเป็นแค่การสมมุติฐานและคำนวนตามทฤษฎีเท่านั้น จึงเป็นไปได้ทั้งสองทางคือ อาจจะเป็นผลที่ดีมาก หรือผลเสียมากต่อมนุษยชาติก็ได้ ดีก็ดีไปแต่ข้อเสียก็คือ การทำให้อะไรสักอย่างบนโลกใบนี้เร็วในระดับไปแตะก้นความเร็วแสงได้จริงมัน อาจทำให้เกิดหลุมดำขนาดหนึ่งขึ้นมาได้ และอาจจะดูดกลืนทุกสิ่งบนโลกใบนี้ให้หายไปเลยก็ได้ครับ ทั้งผลร้ายและผลดีนั้น คำนวนตามทฤษฎีของนักวิทยาศาสตร์ทั้งนั้นครับ ซึ่งไม่เคยมีใครมีประสบการณ์ในการทดลองจริงได้สำเร็จ

เพิ่มเติม
CERN ได้ประกาศเมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมาว่าจะเดินเครื่องเร่งอนุภาค Large Hadron Collider (LHC) ในวันที่ 10 สิงหาคมนี้ ข่าวนี้มาพร้อมกับระยะทำเครื่องให้เย็นหลังจาก CERN ได้ประสบความสำเร็จในการข้อสรุปในการเดินเครื่องเร่งอนุภาคตัวใหม่ สถานีโทรทัศน์ได้ทำรายงานครอบคลุมตั้งแต่การเริ่มเดินเครื่องผ่านทางสถานี Eurovision LHC เป็นเครื่องเร่งอนุภาคที่มีกำลังมากสุดในโลก สร้างลำแสงอิเล็กตรอนที่มีพลังงานมากกว่า 7 เท่าของเครื่องเก่า และมีความเข้มมากกว่า 30 เท่าเมื่อไปถึงประสิทธิภาพที่คาดหวังไว้ในปี 2010 อุโมงค์ขนาด 27 กิโลเมตรที่เป็นท่อลำแสง LHC อิงเทคโนโลยีที่ไม่คิดว่าจะเป็นไปได้เมื่อ 30 ปีที่แล้ว เครื่อง LHC ในปัจจุบันจึงเปรียบเสมือนเครื่องต้นแบบในตัวมันเอง

สิ้นเดือนกรกฎาคม งานทั้งหมดใกล้จะเสร็จสมบรูณ์แล้วกับเครื่องยิงอนุภาค 8 ส่วนที่มีอุณหภูมิในการทำงานอยู่ที่ 1.9 องศาเหนือจุดเยือกแข็งสมบูรณ์ (-271°C) ระยะต่อไปขอการทำงานคือการทำเชื่อมต่อ LHC กับเครื่องเร่ง Super Proton Synchrotron (SPS) ที่จะมารวมเป็นส่วนเชื่อมต่อสุดท้ายของห่วงโซ่การยิง ของ LHC เวลาระหว่างเครื่องทั้ง 2 ต้องมีความแม่นยำในระดับส่วนเสี้ยวของนาโนวินาที การทดสอบการเชื่อมต่อจะเริ่มในวันที่ 9 สิงหาคมนี้ และการยิงลำแสงอิเล็กตรอนที่สองแบบหมุนตามเข็มนาฬิกา จะเริ่มในสัปดาห์ถัดไป การทดสอบจะทำเรื่อยจนถึง 9 กันยายน เพื่อแน่ใจว่าเครื่องพร้อมที่จะเร่งและทำให้เกิดการชนของแสงอิเล็กตรอนที่ ยิงไปที่มีระดับพลังงาน 5 TeV ต่อลำแสง ซึ่งเป็นพลังงานเป้าหมายในปี 2008 นี้ และลำแสงที่จะวิ่งวนภายใน LHc อย่างเป็นทางการนี้คือวันที่ 10 กันยายน 2008 ซึ่งจะใช้พลังงาน 450 GeV (0.45 TeV)

เมื่อการโคจรของลำแสงอิเล็กตรอนเสถียรแล้ว นักวิจัยก็จะนำเข้าสู่ระยะการชนและสุดท้ายก็จะเร่งระบบ LHC ให้เร่งพลังงานไปถึง 5 TeV

เอาล่ะ...ตอนนี้ BBC กำลังถ่ายทอดสดอยู่...
อ้อ เกือบลืม มีสิ่งนี้อยู่ใน YouTube ด้วยนะ เป็นคลิปของนักศึกษาที่ไปฝึกงานโครงการนี้ ถ่ายคลิปออกมา แล้วทำแร็ปประกอบ สนุกดี ดูแล้วเข้าใจมากขึ้นนิดหน่อย

น่าจะมีใครทำอะไรแบบนี้กันเยอะๆ นะ สนุกดี ^^

Tuesday, September 9, 2008

RabbitBag/Classic


เอาล่ะ...ถึงเวลาคุยกันเรื่องกระเป๋าอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเสียทีนะ ^^

เรื่องก็เหมือนกับที่หลายๆ คนทราบ ว่าหลายๆ งานของ RabbitHood นั้นไม่มีรายรับ ยกเว้นบางครั้งที่หาสปอนเซอร์ได้เท่านั้น แต่ในสถานการณ์ที่ค่อยๆ แย่ลงเรื่อยๆ อย่างทุกวันนี้ ก็คิดว่าเข้าใจสปอนเซอร์นะ จะใช้จ่ายอะไรก็คงต้องคิดมากกว่าเดิม ครั้นจะรอรายรับจากสปอนเซอร์อย่างเดียว ก็เกรงว่าจะมักง่ายเกินไปสักหน่อย ก็เลยลองคิดเล่นๆ ว่า ในระหว่างการรอนั้น เราลงมือทำอะไรได้บ้าง

ที่จริงสินค้าชิ้นแรกนั้นควรจะเป็นเสื้อยืด แต่ก็ยังหาผ้าและที่ตัดเย็บที่ถูกใจไม่ได้ โครงการทำเสื้อก็เลยยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง ระหว่างนั้นก็เลยคิดถึงกระเป๋า เพราะเป็นของใกล้ตัวที่ใช้เองกับมือมายาวนาน ก็พอจะรู้ ขนาดและลักษณะที่น่าจะใช้งานได้ดี กระเป๋าชุดแรกก็เริ่มต้นในเวลาต่อมา

ต้องเล่าว่ากระเป๋า RabbitBag นี้ถ้าไม่ได้รับความช่วยเหลือจาก 'ไอ้เกี๊ยง' ก็คงทำไม่สำเร็จ ไอ้เกี๊ยงเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการประดิษฐ์ประดอย แม่นยำเรื่องกาดหลวง (ตลาดวโรรส) เป็นที่สุด ก็ได้ไอ้เกี๊ยงนี่แหละเป็นคนพาไปเดินตลาด เลือกผ้า ส่วนการตัดเย็บนั้นก็ได้คุณแม่เพื่อน ที่เขามีโรงเย็บผ้าขนาดเล็กๆ ทำเป็นอุตสาหกรรมเล็กๆ ในครัวเรือน

ที่เย็บนี้อยู่ไกลเมืองพอสมควร แต่วิวทิวทัศน์ระหว่างทางไปก็สวยงามจับใจ มีทุ่งนาเขียวสดสลับบ้านเรือนไปตลอดทาง วันไหนที่ไปนั่งทำฉลากกับเขา (รีดฉลากเล็กๆ ที่อยู่ขอบกระเป๋า-สำหรับรุ่น stripe) ก็นั่งฟังแม่บ้านเขาคุยกันสนุกดี ส่วนใหญ่ก็บ่นเรื่องข้าวของ ผัก ผลไม้ที่ราคาแพงขึ้น อีกอย่างคือรายการวิทยุที่พวกเขาฟังกันก็น่ารักดี จัดเป็นภาษาเมือง ฟังรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง ก็พยายามกันต่อไป

RabbitBag จึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการรณรงค์เพื่อลดภาวะโลกร้อน ไม่ใช่ไม่สนใจ แต่ว่าลำพังการใช้กระเป๋าผ้าตามแฟชั่นอย่างเดียวไม่น่าจะพอ คงต้องปรับพฤติกรรมอื่นๆ ในชีวิตประจำวันควบคู่ไปด้วย

คุยกันเล่นๆ ว่า เหมาะจะเป็น 'โครงการยังชีพ' มากกว่า ^^

ที่จริงกระเป๋านี่ก็ทำมาได้สักพักแล้ว มีรุ่นใหม่ๆ ออกมาบ้าง แต่ยังถ่ายรูปได้ไม่หมด แถมบางลายก็หมดไปแล้วด้วย (โฆษณาชวนเชื่อ!) ไว้มีโอกาสคงได้นำมาทยอยลงให้ดูกัน แบบ classic นี้คงทำไปเรื่อยๆ แต่ก็ทำได้ทีละไม่มากนัก เพราะไม่ได้กะเอาเป็นเอาตาย ส่วนแบบ stripe นั้นทำแบบละสิบกว่าใบเท่านั้น หมดแล้วก็หมดเลย คงไม่ทำซ้ำลาย

ยังไม่ได้ฝากขายที่ไหนจริงจัง ที่เชียงใหม่สามารถซื้อได้ที่ 'งานหู' ส่วนที่กรุงเทพฯ และจังหวัดอื่น ยังไม่รู้จะขายยังไงเหมือนกัน ขอคิดก่อนนะ

จบเรื่องกระเป๋า RabbitBag ครั้งแรกไว้แต่เพียงเท่านี้...

Friday, September 5, 2008

First Night...


ขออนุญาตนำมาแปะไว้นะ
จะเอามาแปะไว้นานแล้ว แต่ไม่ค่อยสะดวก

นี้คือภาพของการซ้อมดนตรีวันแรก เมื่อคืนวันจันทร์ที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่ minimal บรรยากาศการซ้อมนั้นสนุกสนานดีแท้ เพราะว่าเล่นกันสนุกๆ งูๆ ปลาๆ ไปตามประสา ตอนแรกก็ไม่มีใครคิดจะถ่ายเก็บไว้ แต่บังเอิญคุณปุ๊ (แห่งวอร์ม) เอาแผ่นหนัง Control มาคืน เลยพูดขึ้นว่า น่าจะถ่ายเก็บไว้สักหน่อย พยายามเลือกรูปที่เบลอที่สุดแล้ว แถมจุดเหลืองให้ด้วยอีกต่างหาก (ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับการชุมนุมประท้วงนะ แต่ทำเป็นสีอื่นไม่เป็น -_-')

หลังจากนั้นก็ซ้อมเกือบทุกวัน สองสามครั้งแรกปวดมือและแขนซ้ายบรม คงเพราะไม่ได้ออกแรงกดสายนาน แต่วันหลังๆ กำลังแขนและมือก็ดีขึ้นมาก ยิ่งมีน้องๆ นักดนตรีที่เล่นเป็นอาชีพมาช่วยเล่น ก็ยิ่งสนุกกันใหญ่ วันหลังๆ พอซ้อมเสร็จ (เที่ยงคืน ตีหนึ่ง) ก็ยังไม่กลับบ้าน นั่งดูมืออาชีพเขาแจมกันให้เป็นที่สนุกสนาน

บรรยากาศเช่นนี้ ครึ้กครื้นยิ่งนัก

F>O>D>E>18>Come On Feel The 80s!! @ M.I.X.


(scroll down for lousy english ^^)

มาแล้วรูปงานหู! บรรยากาศงานคืน 80s
ขอขอบคุณทุกๆ คนที่อยู่ร่วมสนุกสนานด้วยกันจนจบ ตอนที่ฝนตกลงมาราวๆ สี่ทุ่ม ก็นึกว่าจะแยกย้ายกลับบ้านกันไปหมดแต่ปรากฏว่าส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ เห็นหลบกันอยู่ตามใต้ร่ม แล้วพอฝนหยุดก็ออกมารวมกันใหม่

เป็นบรรยากาศงานหูที่สนุกสนานมาก จะไม่ลืมเลยจริงๆ
(โต๊ะกระจกของร้านแตกไปสองบาน -_-')

อีกคนที่สำคัญมากคือพี่หม่อง-ชัยชนะ สิมะเสถียร (ช่างภาพ) ที่มาร่วมเปิดเพลงด้วยกัน พี่หม่องเป็นเจ้าพ่อเพลงเก่าและแปลก (ไม่รู้เหมือนกันว่าแกไปเสาะหามาจากไหน) คนที่มีโอกาสมาคืนนั้นคงได้ฟังกันแล้ว
พี่หม่องฝากชมแฟนๆ งานหูว่าอบอุ่นมาก มีโอกาสแกสัญญาว่าจะกลับมาร่วมสนุกกันอีกเราก็อยากให้พี่หม่องมาอีกเช่นกัน ขอบคุณพี่หม่องมากๆๆ ครับ

งานภาพคราวนี้เป็นของเน-เนติพล แก้วกมล ผู้ที่วนเวียนมาเชียงใหม่ไม่รู้จักเบื่อ
อะไรเป็นอะไรโปรดคลิ้กเข้าไปชม (รอมันโหลดแป๊บนึงนะ)

http://www.rabbithood.net/fode18/

จบงานแล้วมีคนมาขอยืมดีวีดี Joy Division เต็มเลย
(หมายความว่า มาไม่ทันตอนฉายไง!) ก็ให้ยืมได้ ไม่ได้หวงอะไรรวมไปถึงหนังเรื่อง Control ที่ทำจากประวัติชีวิตของ Ian Curtis ก็เหมือนกันดีใจที่สิ่งเหล่านี้ได้แพร่กระจายออกไป ส่วนใครจะชอบหรือไม่ชอบนั้นก็คงเป็นอีกเรื่องเราอาจไม่ต้องชอบเหมือนกันก็ได้ แต่อย่างน้อยก็มีโอกาสได้เลือกว่าชอบอะไรหรือไม่ชอบอะไร

เอาล่ะ ขอบคุณร้าน M.I.X. สำหรับสถานที่
เดือนกันยายนนี้งด พบกันใหม่ 11 ตุลาคม ที่ GrooveYard ปาย!
F>O>D>E>On The Road!> "กระต่ายกับเต่า(ทอง)!"

ขอบคุณครับ
วชิรา
RabbitHood
http://www.rabbithood.net/
.......................

Dear All,
here comes the pix of that night, the 80s!
unfortunately, our beloved photographer from Bkk, Nae, was too drunk to shot all images of people who ve been there.
So, enjoy the rest of all.

----> http://www.rabbithood.net/fode18

there will be again, NO Fall On Deaf Ears in Sept
see you on Oct 11 @ GrooveYard, Pai....
"Rabbit Heart The Beatles!"

take care,
vajira

Saturday, August 30, 2008

EATING PARTY 4 @ minimal


คืนนี้มีงานกินที่ minimal (ที่ที่งานหูเคยไปจัด Radiohead ไง)
ปกติ minimal จัดงานกินแบบนี้ทุกเดือน สรรหาของแปลกๆ มากินกัน
ถ้าเวลาตรงกัน เราก็ไปเปิดเพลงกับเขาบ้าง สนุกสนานกันพี่ๆ น้องๆ
อยากช่วยสนับสนุนกิจกรรมแบบนี้เท่าที่ช่วยได้ อยากเห็นเมืองเชียงใหม่มีทางเลือกฟังเพลงที่หลากหลายขึ้นกว่าที่มีอยู่ แถมเดือนนี้พิเศษกว่าเดือนอื่น เพราะว่าจะมีการเล่นดนตรีสด ซึ่งก็ไปเล่นกับเขาด้วย รู้สึกดี ห่างเหินการเล่นดนตรีมานาน ใครว่างๆ ก็ขอเชิญชวน
^^
แล้วพบกันนะ

Tuesday, August 19, 2008

Guest Lecture @ CMU


ได้รับชวนจากอาจารย์ขลุ่ย ให้ไปพูดคุยกับนักศึกษาวิทยาลัยสื่อฯ ที่ม.ช.
อาจารย์ขลุ่ยอยากให้คุยเรื่อง ชีวิตหลังจบการศึกษา เผื่อจะสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นๆ
งานนี้เปิดให้คนภานนอกเข้าไปร่วมฟังและพูดคุยได้ด้วย
ใครสนใจก็ขอเชิญนะ ^^

เกือบลืม รูปนี้้ถ่ายตอนไปกรุงเทพฯ ครั้งโน้นนนน ช่วงที่ฝนตกพายุพัด
บรรยากาศคล้ายช่วงใกล้จบการศึกษาดีแท้
ว่ามั้ย?

FALL ON DEAF EARS: AUGUST 2oo8


(scroll down for lousy english)

ทะลุหูขวา.สิงหา/F>O>D>E>18>AUGUST>Come On Feel The 80s!!
Feat. ชัยชนะ สิมะเสถียร (ช่างภาพ)/ Chaichana Simasatien (Photographer)

เสาร์
23 สิงหาคม 2551/Saturday 23 August 2oo8
@ M.I.X. Nimman Soi 1 (former location of Drunken Flower)
21.oo till Midnight/ Admission Free/
for reservation, pls call o86 663 o3o3 (recommended)


This Month 'Rabbit Heart JOY DIVISION' (1976-198o)
DVD Screening: Joy Division; A Documentary by Grant Gee 19.3o-21.oo


สวัสดีเดือนสิงหา เชียงใหม่ฝนตกนักขนาด

ตอนแรกเดือนนี้จะจัดงานวันที่ 15 แต่ขอเลื่อนมาเป็นวันที่ 23 เพราะตั้งใจมีแขกรับเชิญพิเศษซึ่งก็คือพี่หม่อง พี่หม่องเป็นช่างภาพคร่ำหวอดในวงการมานาน จณะเดียวกับที่มีงานอดิเรกคือการเปิดเพลงอยู่ที่กรุงเทพฯ มานานแล้วเหมือนกัน คราวนี้พี่หม่องตกปากรับคำหลังจากที่คุยกันมานานแล้ว แต่เพิ่งสบโอกาสที่พี่หม่องมาเชียงใหม่พอดี

ครั้งนี้เลย
เป็นครั้งแรกที่งานหูมีแขกรับเชิญที่มาเปิดเพลงด้วยกัน!(ที่ผ่านมามีแต่แขกรับเชิญที่มาแสดงงาน)
พี่หม่องนั้นเป็นเจ้าพ่อเพลงไทยเก่าๆ ยิ่งถ้าวันไหนแกได้รู้ว่าใครอกหัก ก็จะตะบี้ตะบันเปิดเพลงเจ็บปวดอัดใส่โดยไม่มีการบันยะบันยัง (เคยโดนมาแล้ว!) ขอยืนยันว่าหนำใจจนบอกไม่ถูก แต่ไม่ใช่แค่นั้น แกยังมีเพลงไทยแปลกๆ ที่เราไม่ค่อยได้ฟังกันอีกเยอะแยะ ถ้าไม่ติดธุระอะไรก็ไม่อยากให้พลาดเลยจริงๆ

เดือน
นี้จัดเป็นคืน 80s! เคยจัดไปเมื่อปีที่แล้ว ย้อนวัยกันไปชุดใหญ่ สนุกสนานอย่าบอกใคร ปีนี้ก็หวังว่าจะสนุกสนานเช่นกัน แถมด้วยความระลึกถึง Joy Division วงดนตรีของยุคสมัยปลาย 70s ที่โด่งดังเปี้ยงปร้างในสมัยนั้น และส่งอิทธิพลกับวงการดนตรีมาจนถึงวันนี้ (ลายเส้นขาวๆ ในโปสเตอร์นั่นคือลายเส้นบนปกอัลบั้มแรกของพวกเขา) แต่น่าเสียดายที่ Joy Division กลับต้องจบวงไปอย่างรวดเร็วด้วยการฆ่าตัวตายของนักร้องนำ Ian Curtis ผู้ซึ่งเขียนเนื้อเพลงได้งดงามเหลือเกิน (ใครสนใจขอแนะนำให้ไปหาหนังเรื่อง Control มาดู)

ถ้านึกไม่ออก Joy Division ที่เหลืออยู่ก็คือ New Order ในปัจจุบันนั่นเอง(อ่านเรื่อง Joy Division เพิ่มเติมได้ที่นี่ http://iamvajira.blogspot.com/2008/08/16-artist-joy-division.html
)

เดือน
นี้จะฉายหนังสารคดีของ Joy Division ตอนทุ่มครึ่ง ผู้กำกับก็ไม่ใช่ใครที่ไหนคือ Grant Gee ที่กำกับมิวสิควิดีโอให้ Radiohead บ่อยๆ แกทำสารคดีปกติธรรมดาออกมาได้ล้ำจริงๆ ใครสนใจขอเชิญมาร่วมชม (ขอเริ่มฉายตรงเวลานะ)

งานคราวนี้จัดที่ร้าน M.I.X. เป็นบริเวณเดิมของร้านเมาดอกไม้เก่านั่นเอง เจ้าของคือคุณจ้ำ คุณจ้ำนี้เป็นอาจารย์สอนประวัติศาสตร์ในมหาวิทยาลัย (มีวันนึงนั่งคุยกับแกเรื่องเขาพระวิหาร สนุกดี) ร้านแกเพิ่งเปิดได้เดือนเดียว ที่จริงเคยไปเล็งๆ ไว้ตั้งแต่ตอนเริ่มจะปรับปรุง แต่โอกาสไม่อำนวย ตอนนี้สบโอกาสแล้วก็เลยได้ร่วมงานกันเสียที ร้านสวย กว้างขวาง จุคนได้มาก (จะได้ไม่โดนบ่นว่าจัดงานร้านแคบอีก) เราตกลงกันว่าจะใช้พื้นที่ด้านนอกสำหรับงานหู ส่วนพื้นที่ด้านในก็จะเก็บไว้ให้แขกประจำของร้านแก

อ้อ..เกือบลืม ปกติงานหูไม่เน้นแต่งตัว แต่เดือนนี้เห็นว่าเรียกร้องกันอยากให้สนุกสนาน จึงใคร่ขอเชิญชวนทุกท่านแต่งตัวกันมาเต็มที่ จะ Retro แบบ 80s ก็ยินดี หรือถ้าไม่สะดวกจะ Colourful ก็ได้ไม่ว่ากัน

RabbitEyes (ช่างภาพประจำคืนวันงาน) ก็ยังรับอยู่ ใครสนใจก็ส่งผลงานมาดูกันได้ ส่วนท่านๆ ที่เคยส่งมาแล้วยังไม่ได้รับการตอบกลับ โปรดอดใจรออีกนิดนะ

งานเดือนนี้ก็ยังมี RabbitShop (กาดกระต่าย) เหมือนเดิม คนที่ได้มาคราวที่แล้วคงพอจำได้ ใครอยากเอาอะไรมาขายก็ขอให้ถ่ายรูปผลงานแล้วส่งมาให้ดูกันก่อน (เห็นไอ้เกี๊ยงกำลังเร่งผลิตงานอยู่) ส่วน RabbitHood ก็จะส่งกระเป๋าผ้าลายใหม่ๆ เข้าประกวด ส่วนลายเก่ายังพอมีเหลืออยู่แต่น้อยเต็มที

เกือบลืมอีกแล้ว พอดีเดือนนี้นิตยสาร Compass และ Click ของเชียงใหม่มาสัมภาษณ์เรื่องโปรเจกต์งานหูและ RabbitHood ท่านที่สนใจว่า RabbitHood คิดอะไร สุขสบายดีหรือไม่อย่างไร ก็สามารถหยิบเอากลับไปได้ในงาน

เขาลือกันว่าคืนวันที่ 23 เราจะเห็นคล้ายๆ พระจันทร์สองดวง ตอนหลังเที่ยงคืน เพราะเป็นคืนที่ดาวอังคารโคจรมาใกล้ดวงจันทร์ที่สุด ถ้าสติยังอยู่ จบงานแล้วมารอดูกันนะ

เดือนหน้า (กันยา) ขอแจ้งงดไว้ล่วงหน้า เจอกันอีกครั้งตอนเดือนตุลาวันที่ 11 ที่ GrooveYard, ปาย.

แล้วเจอกันในงานนะ
รักษาตัวด้วย

วชิรา
RabbitHood
http://www.rabbithood.net/

-----------------------------

Dear all,
This month we are going to make The 80s night! (again) with the first time Guest spinning for F>O>D>E>. He is a senior photographer from bkk who become famous on spining Thai Retro for years. I bet you shouldn't miss!.

Along with 80s, This month Rabbit also tribute one of most influential bands of our time, Joy Division. We are going to screen this very fantastic documentary by Grant Gee (Radiohead's MVs Director). It s the true story of the meteoric rise and fall of the band. The screening will start at 19.30 on time!

well, normally we never give a shit on yr dress, but this month we may ask you to dress extremely 80s or colourful. Let's make it together.

Last, there will be no F>O>D>E> in September. See you guys again on Oct 11 @ GrooveYard, Pai.

take care,
vajira
RabbitHood

โพรง (5): เบื่อคนเบื่อคนบ่น


โพรง
เรื่องและภาพประกอบโดย วชิรา
www.rabbithood.net


เบื่อคนเบื่อคนบ่น

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าตั้งแต่มาอยู่เชียงใหม่ ผมมักได้ยินกลุ่มคำซ้ำๆ ทั้งจากคนที่อาศัยอยู่ที่นี่และนักท่องเที่ยวจากที่อื่นไม่กี่คำ ยกตัวอย่างเช่น ‘เมืองนี้ชิลจริง’ ‘คืนนี้ไปเที่ยวไหน’ หรือในกรณีที่มีร้านดังเพิ่งเปิดใหม่ ก็มักได้ยินว่า ‘ไป (ชื่อร้าน) มาหรือยัง’ หลายๆ คำโดยส่วนตัวถือเป็นคำต้องห้าม เรียกว่าถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ก็อย่าได้อุตริพูดออกมาให้ฟุ่มเฟือยรูหูคนฟัง โดยเฉพาะคำว่า ‘ชิล ชิล’

นี่ไม่นับรวมพวกบทสนทนาป้องปากนินทากันว่าใครเป็นแฟนกับใคร ใครเลิกกับใคร หรือใครไปแอบคบใคร ที่มักลอยละล่องมาเข้ารูหูอยู่เนืองๆ

จับแพะ
ชนแกะเอาเองว่าคงเป็นบรรยากาศของเมืองขนาดเล็กที่เอื้ออำนวยให้การไปไหนมาไหนใช้เวลาไม่มาก ผู้คนจึงมีเวลาเหลือเฟือสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ เมื่อหย่อนกันมากเข้าก็ยานจนกลายเป็นหนึ่งกิจวัตรในชีวิตประจำวันไปเฉยๆ อย่างนั้น

อันที่จริงถ้าการพักผ่อนหย่อนแบบ ‘เย็นใจ’ ไม่ว่าจะตามร้านกาแฟหรือพื้นที่นอกชานบ้านเพื่อนกลายเป็นหนึ่งในกิจวัตรประจำวันของคนเราจริงๆ ก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องน่ายินดีที่แสดงให้เห็นว่าประชากรที่ปรากฏอยู่ในแผนที่ภูมิศาสตร์ของตัวเมืองเชียงใหม่นั้นเป็นประชากรประเภทที่ไม่เร่งรีบจนลนลานเหมือนประชากรในเมืองใหญ่ทั่วๆ ไป

จัดอยู่ในหมวดผู้ใช้ชีวิตช้าๆ (ทว่ามั่นคง)

แต่
ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าในหมวดหมู่ประชากรผู้นิยมใช้ชีวิตช้าๆ นั้น พวกเขาตั้งใจบรรจุความหมายของการใช้ชีวิตเช่นนี้ลงไปในกิจวัตรประจำวันเพื่อให้สมดุลกับหน้าที่การงานหรือความรับผิดชอบที่มนุษย์คนหนึ่งพึงมีทั้งต่อตัวเองและคนรอบข้าง หรือเป็นเพียงข้ออ้างของการหลีกหนีจากภาระหน้าที่ที่พึงกระทำ

สอง
ประการนี้ผิวนอกดูคล้ายกัน แต่เนื้อในกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
สิ่งที่เหลือเชื่อที่สุดและเป็นคำที่ผมได้ยินบ่อยที่สุดในเชียงใหม่คือการบ่นว่า ‘เบื่อ’ และ ‘ไม่มีอะไรทำ’

ขยี้
หูหลายครั้งเพื่อความแน่ใจว่าไม่ได้ฟังผิดไป แต่ถ้อยคำเหล่านั้นก็ยังพรั่งพรูออกมาระลอกแล้วระลอกเล่า จากผู้คนหลากเพศหลายวัย จากทางโน้นทีทางนี้ที ฟังบ่อยๆ เข้าจนเกือบหลงเชื่อว่ามันเป็นความจริง

แต่โชคดีที่มันไม่จริง

เป็น
ไปได้ว่า ‘ทางเลือก’ ในการทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันนั้นมีค่อนข้างจำกัด หรือจะพูดอีกอย่างหนึ่งได้ว่าในเมืองที่ขนาดใหญ่โตนี้ ควรจะมีทางเลือกให้ประกอบกิจกรรมในชีวิตมากกว่าที่มีอยู่ พลเมืองตาดำๆ อย่างเราๆ จะได้ไม่ต้องฝากความหวังไว้แค่ห้างสรรพสินค้า ร้านกาแฟ หรือว่าผับบาร์ เพียงอย่างเดียว

แต่ถึงจะมีทางให้เลือกไม่มากนัก ผมก็ยังเห็นว่าพอมีทางให้เดินไปได้อยู่ดี

ขออนุญาตเล่าประสบการณ์ส่วนตัว

ในบรรดากลุ่ม
เพื่อนที่ผมพอจะมีอยู่บ้างที่นี่ (ถ้าพวกมันมาอ่านเจอบรรทัดนี้เข้าก็คงพูดว่า ‘ใครเพื่อนมึง’) ต่างคนเขาก็มีหน้าที่ภาระที่ต้องรับผิดชอบกันไปตามสภาพ ตกเย็นว่างๆ เสร็จจากงานเราก็พบปะกันบ้าง ช่วงไหนเจอกันบ่อยเกินไป ก็ห่างๆ กันไปบ้าง ตามระยะที่เหมาะสมของแต่ละบุคลิกที่มีความต้องการไม่เท่ากัน

ก็ถือเป็นข้อดีของการพบกันตอนโต ปัญหาจุกจิกเล็กน้อยก็สามารถคลี่คลายได้ง่ายขึ้น

เรื่อง
นี้เกิดเมื่อจู่ๆ ผมก็อุตริคิดทำกระเป๋าผ้า ซึ่งไม่เกี่ยวกับการรณรงค์เพื่อแก้ปัญหาโลกร้อนแต่อย่างใด จริงอยู่การลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติกนั้นสามารถช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนได้และควรเป็นหนึ่งในหลายๆ สำนึกที่ประชากรโลกควรร่วมแรงร่วมใจปฏิบัติ แต่เราต่างก็รู้กันอยู่ว่าการแก้ปัญหาโลกร้อนนั้นเกี่ยวข้องกับการใช้กระเป๋าผ้าน้อยมาก เมื่อเทียบสัดส่วนกับการสร้างปัญหาจากกลไกทางการเมืองและอุตสาหกรรมโดยเฉพาะจากประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกา ในเวลาภาวะวิกฤตเช่นนี้

กระเป๋าผ้าของผมจึงเกิดขึ้นจากความอยากทำอะไรในสิ่งที่ตัวเองพอเข้าใจอยู่บ้าง เนื่องจากสะสมและใช้สอยมันมายาวนาน

แต่ก็นั่นแหละ ผมทำคนเดียวไม่ได้ ต้องมีคนช่วย จึงไปเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจาก ‘ไอ้เกี๊ยง’

ไอ้เกี๊ยงนั้นจบการศึกษาปริญญาตรีสาขาวิชาออกแบบผลิตภัณฑ์จากมหาวิทยาลัยย่านชานเมืองกรุงเทพมหา
นคร พื้นเพเป็นชาวเชียงใหม่ ปัจจุบันช่วยที่บ้านดูแลกิจการแผงพระ เวลาว่างขณะเฝ้าแผงก็ประดิษฐ์โน่นนี่เอาไปฝากขายตามร้านต่างๆ เช่น เสื้อผ้า พวงกุญแจ กระเป๋า ฯลฯ โดยส่วนตัวผมมองว่าสิ่งประดิษฐ์ของไอ้เกี๊ยงนั้นน่าตาแปลกๆ ค่อนไปทางพิลึกพิลั่น ถ้าไปตกอยู่แถวๆ ทะเลทรายก็อาจเชื่อได้ว่าเป็นชิ้นส่วนที่ร่วงลงมาจากกระเป๋า (ผ้า) ของมนุษย์ต่างดาวเผ่าไหนสักเผ่า แต่สิ่งนี้เองกลับทำให้งานของไอ้เกี๊ยงมีลักษณะเฉพาะไม่เหมือนใคร

ด้วยความเป็นคนช่างประดิษฐ์ ไอ้เกี๊ยงจึงมีชีวิตวนเวียนอยู่แถวๆ กาดหลวงราวกับเป็นบ้านที่สี่ (บ้านที่สองของมันคือแผงพระ บ้านที่สามคือบ้านเพื่อน)

และด้วยความที่ไอ้เกี๊ยงเป็นคนมีน้ำใจ มันจึงตกปากรับคำพาผมไปเดินกาดหลวงเพื่อหาซื้อผ้ามาทำกระเป๋า

สารภาพว่าตั้งแต่มาอยู่เชียงใหม่ ผมไปกาดหลวงเพียงไม่กี่ครั้ง ทุกครั้งไปเพื่อซื้อของกินจำพวกหมูทอด ไส้อั่ว น้ำพริกกลับไปฝากผู้มีอุปการะคุณทางบ้านตามคำสั่งเท่านั้น ไม่เคยไปซื้อหามากินเองหรือไปเพื่อกิจธุระอย่างอื่นมาก่อน

กาดหลวงที่ไอ้เกี๊ยงพาผมไปเดินจึงไม่ใช่กาดหลวงที่ผมคุ้นเคยเลยสักนิด

ร้าน
ขายผ้ามากหน้ากลายตาเรียงรายอยู่ตามขอบถนนและในตรอกซอกซอย มันพาผมเดินเข้าร้านนั้นออกร้านนี้ ทักทายเจ้าของร้านบางคนที่มันรู้จักสนิทสนม รวมถึงญาติมิตรคนรู้จักที่เดินจับจ่ายซื้อของอยู่ ไอ้เกี๊ยงเดินทักไปเรื่อยราวกับส.ส.ที่กำลังเดินหาเสียง ผิดกันก็แต่ว่ามันรู้จักมักคุ้นกับคนเหล่านั้นจริงๆ ไม่ได้ยกมือไหว้ปะหลกๆ เพื่อขอคะแนนเฉพาะในช่วงก่อนเลือกตั้ง

หลังจากตระเวณซื้อผ้าที่ในกาดหลวงตลอดหนึ่งสัปดาห์โดยมีไอ้เกี๊ยงเป็นผู้นำทาง สายตาของผมที่มีต่อกาดหลวงก็เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงสายตาที่มองงานฝีมือชิ้นเล็กชิ้นน้อยของหนุ่มสาวเชียงใหม่ก็เปลี่ยนไปด้วย

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าคนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยที่นิยมประดิษฐ์ประดอยข้าวของเครื่องใช้ บ้างก็เอาไว้ใช้เอง บ้างก็แบ่งสรรปันส่วนออกมาขาย หารายได้เล็กๆ น้อยๆ ให้กับตัวเอง

นี่อาจเป็นลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นที่เชียงใหม่

หลายท่าน
แนะนำให้ผมลองไปเดินถนนคนเดินบ้าง ก็จะพบว่าสิ่งเหล่านี้มีอยู่มานานแล้ว (เพื่อนบางคนหัวเราะ เรียกผมว่า ‘ไอ้บ้านนอก’ เพราะเป็นคนกรุงเทพฯ ไม่รู้ประสีประสา) เหมือนกับที่กรุงเทพฯ ก็มีสวนจตุจัตรไว้รองรับงานฝีมือหลากหลายรูปแบบจากผู้ผลิตรายย่อย ผมฟังแล้วก็ว่าจะหาโอกาสไปเยี่ยมชมดูบ้าง ถ้าไม่ติดว่าผู้คนที่แห่แหนกันไปเดินถนนคนเดินนั้นแน่นขนัดเกินกว่าจะรู้สึกสบาย สบาย

แต่ไม่ต้องรอจนถึงวันอาทิตย์ หลังจากที่หมกมุ่นอยู่กับผ้า ผ้า และผ้า ผมก็ได้เรียนรู้เพิ่มเติมว่ากระเป๋าผ้าสวยๆ ที่คล้องอยู่บนไหล่ของใครต่อใครที่เดินไปเดินมาในวันธรรมดาๆ นั้น หลายต่อหลายใบเกิดขึ้นด้วยวิธีเดียวกันนี้

แอบสงสัยว่าเจ้าของผลงานเหล่านั้นจะนั่งบ่นว่าชีวิตของเขา ‘น่าเบื่อ’ หรือ ‘ไม่มีอะไรทำ’ บ้างหรือไม่

ผมเหมาเอาเองว่าไม่ พวกเขาอาจจะเหนื่อยและอยากพัก หรือหาเวลาไปนั่งหย่อนใจตามร้านกาแฟบ้าง แต่นั่นก็เป็นช่วงการพักผ่อนของชีวิต ซึ่งทุกคนก็ต้องการอยู่แล้ว

พิสูจน์ได้จากชีวิตไอ้เกี๊ยง ที่ตั้งแต่รู้จักกันมา ผมก็เห็นมันหาอะไรทำได้ตลอดเวลา ไม่เคยเห็นมันบ่นว่าเบื่อชีวิตเลยสักครั้ง (ยกเว้นเวลาเฝ้าแผงพระ)

นี่เราใช้ชีวิตอยู่ในเมืองเดียวกันใช่ไหม

*พิมพ์
ครั้งแรกในนิตยสาร HIP ฉบับเดือนสิงหาคม 2551

Saturday, August 16, 2008

ทะลุหูขวา (16) artist: Joy Division


JOY DIVISION

Joy Division คือวงดนตรีจากอังกฤษ ก่อตั้งครั้งแรกเมื่อปีค.ศ. 1976 ที่เมือง Salford ใน Greater Manchester หลังจากที่วง Sex Pistols ปรากฏโฉมออกมาไม่นาน ชื่อแรกเมื่อเริ่มก่อตั้งคือวง Warsaw สมาชิกในช่วงเริ่มต้นประกอบด้วย Ian Curtis ร้องนำ (และเล่นกีต้าร์ในบางครั้ง) Bernard Sumner เล่นกีตาร์และคีย์บอร์ด Peter Hook เบส และ Stephen Morris เล่นกลอง

ดนตรีของ Joy Division ได้รับอิทธิพลจากดนตรี Punk Rock ในตอนแรกๆ แต่ต่อมาพวกเขาได้พัฒนาซาวนด์และสไตล์จนกลายเป็นผู้เริ่มต้นแนวดนตรี Post Punk ในปลายยุค 70 John Savage (นักเขียนและนักวิจารณ์ดนตรีผู้มีชื่อเสียงจากหนังสือ England’s Dreaming: Anarchy, Sex Pistols, Punk Rock and Beyond ที่ได้รับการสรรเสริญว่าเป็นหนังสือที่พูดถึงประวัติศาสตร์และปรากฏการณ์ของดนตรีพังค์ได้สมบูรณ์ที่สุด) บอกว่า “Joy Division ไม่ใช่พังค์แต่ได้รับแรงบันดาลโดยตรงมาจากพลังของดนตรีพังค์”

อัลบั้มแรกชื่อ Unknown Pleasure ออกมาในปีค.ศ. 1979 และได้รับเสียงชื่นชมมากมายจากสื่อมวลชนอังกฤษในขณะนั้น แต่ในขณะที่วงกำลังประสบความสำเร็จมากขั้นเรื่อยๆ นักร้องนำ Ian Curtis ก็เกิดภาวะหดหู่รุมเร้าพร้อมกับปัญหาส่วนตัวต่างๆ มากมาย รวมถึงการตรวจพบว่าเขาเป็นโรคลมบ้าหมู ซึ่งทำให้การขึ้นแสดงสดบนเวทีเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับเขามากขึ้นเรื่อยๆ การเป็นลมชักบนเวทีบ่อยๆ ทำให้เขารู้สึกแย่และอับอาย

ช่วงต้นปีค.ศ. 1980 วงกำลังเดินสายออกทัวร์ในยุโรป การพักผ่อนไม่เพียงทำให้ร่างกายของ Ian Curtis รวน และอาการลมบ้าหมูก็กำเริบมากขึ้นจนไม่สามารถควบคุมได้ ทั้งหมดนี้ส่งผลให้ความเครียดโหมเข้ารุมเร้า Ian Curtis โดยที่ผู้ชมกลับเข้าใจว่าอาการต่างๆ เหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งของการแสดง จนกระทั่งเขาตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยการกินยากล่อมประสาท แต่ไม่สำเร็จ

Joy Division ตกลงจะไปออกทัวร์ในอเมริกาช่วงเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน แต่ Curtis แอบบอกคนสนิทไม่กี่คนว่าเขาที่จริงแล้วเขาอยากพัก เขาแกล้งทำเป็นตื่นเต้นกับทัวร์ที่จะมาถึงเพราะไม่อยากทำให้เพื่อนๆ ในวงและค่ายผิดหวัง ในช่วงนั้นชีวิตสมรสของเขากับ Deborah Curtis ก็พังทลายลง(พวกเขาเป็นเพื่อนร่วมโรงเรียนเดียวกันและตกลงปลงใจแต่งงานกันตอนที่ Ian อายุ 19 และแฟนสาวอายุ 18) มีการวิเคราะห์ว่าปัจจัยสำคัญๆ สามประการคือ ปัญหาเรื่องสุขภาพ ปัญหาเรื่องการที่ภรรยาสาวไม่มีส่วนร่วมใดๆ เลยในชีวิตนักดนตรีของสามี และการที่สามีหนุ่มไปพัวพันกับหญิงสาวชาวเบลเยี่ยมตอนที่ไปออกทัวร์ยุโรป

ช่วงเย็นของวันที่ Joy Division กำลังจะออกเดินทางไปทัวร์ในอเมริกา Ian Curtis กลับไปที่บ้านของเขาเพื่อขอร้องให้ภรรยายกเลิกคำร้องขอหย่า จากนั้นก็ขออยู่คนเดียวตามลำพังก่อนที่จะขึ้นรถไฟกลับไปในวันรุ่งขึ้น แต่ในวันถัดมา Deborah ก็พบร่างไร้ชีวิตของสามีแขวนอยู่บนขื่อในห้องครัว

หลังจากการเสียชีวิตของนักร้องนำ Joy Division ก็ออกอัลบั้มที่สอง Closer ซึ่งบันทึกเสียงไว้ก่อนหน้านั้นแล้วและซิงเกิ้ล Love Will Tear Us Apart ได้กลายเป็นเพลงที่ติดชาร์ทสูงสุดของวง Joy Division ออกอัลบั้มเต็มมาแค่สองอัลบั้มเท่านั้น หลังจากการเสียชีวิตของ Ian Curtis สมาชิกที่เหลือก่อตั้งวงดนตรีขึ้นมาใหม่ ซึ่งประสบความสำเร็จทั้งเสียงชื่นชมและรายได้ วงนั้นคือ New Order

*สนใจชีวิต Ian Curtis สามารถไปหาหนังเรื่อง Control มาดูได้ (กำกับโดย Anton Corbijn เชียวนะ)

When the routine bites hard
And ambitions are low
And the resentment rides high
But emotions won’t grow
And were changing our ways,
Taking different roads
Then love, love will tear us apart again.

Song: Love Will Tear Us Apart