Wednesday, December 26, 2007

F>O>D>E> DECEMBER 2007


จดหมายเดือนธันวา อากาศ (กลับมา) หนาวกำลังดี
เลือกตั้งเพิ่งผ่านไป ซานตาคลอสก็เหมือนกัน
merry X นะ

ทะลุหูขวา.ธันวา @ SEE-SCAPE เชียงใหม่.
F>O>D>E> DEC> 2007
(scroll down for english texts.)

สวัสดีเดือนธันวา เดือนสุดท้ายของปีแล้วซี

เดือนนี้ไม่ได้ส่งข่าวช้า แต่ว่าเลื่อนวันจัดงาน
เดิมทีว่าจะจัดประมาณกลางๆ เดือนเหมือนที่จัดทุกครั้ง
แต่เกิดเหตุฉุกเฉิน มีข่าวกระซิบว่าห้ามจำหน่าย จ่ายและแจก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงวันที่ 14-15-16 เนื่องจากตรงกับช่วงวันเลือกตั้งล่วงหน้า

นำมาซึ่งความแปลกใจเป็นล้นพ้น ว่าคนที่ไม่ต้องเลือกตั้งล่วงหน้า ทำไมต้องติดแหไปด้วย?(ถึงวันนี้ ก็คงรู้ผลเลือกตั้งกันแล้ว...)

ช่างเถอะ! ไหนๆ เราก็ทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว ข่าวว่ามาเป็นอย่างนี้ก็ไหลตามน้ำ จึงใคร่ขอเลื่อนวันจัดงานเป็นวันที่ 29 ธันวาคมแทน (ตรงกับวันเสาร์เหมือนเดิม)

ที่เคยเกริ่นไว้นานแล้ว ว่าพอขึ้นปีที่สอง จะมีการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ เพื่อเพิ่มความตื่นเต้น อย่างแรกก็คือเราตั้งใจจะย้ายที่จัดงานไปเรื่อยๆ จากเดิมที่ประจำการอยู่ขันอาษามาตลอดหนึ่งปี อันนี้ก็เพื่อทดลองหาบรรยากาศใหม่ๆ และโอกาสในการได้ทำอะไรใหม่ๆ ที่เราไม่คุ้นมาก่อน(แต่ยังคงรักษาตัวงานให้เป็นขนาดเล็กเหมือนเดิม) ถึงแม้ว่า 'ส่วนเมือง' ของเชียงใหม่จะมีขนาดไม่ใหญ่นัก แต่หนึ่งปีที่ผ่าน เราคิดว่ายังมีพื้นที่ต่างๆ ที่น่าสนใจรออยู่

ประเดิมการย้ายที่ครั้งแรกนี้ไปที่ SEE-SCAPE นิมมานเหมินทร์ ซอย 17 SEE-SCAPE เป็นร้านที่อยู่มานานพอควร (ดำเนินงานโดยเฮียเหิร) เป็นที่ชุมนุมของศิลปินมากหน้าหลายตาบรรยากาศเป็นสวนๆ มีบ่อน้ำตื้นๆ เล็กๆ (เล็กมาก...แต่เห็นคนตกบ่อย!) เหมาะกับอากาศหนาวๆทั้งยังเป็นร้านที่อยู่ระดับพอดีๆ คือไม่ผู้ใหญ่เกินไป ไม่เด็กเกินไป ไม่หรูหราเกินไป และไม่ซอมซ่อเกินไป

อีกเรื่องที่สำคัญมาก คือเดือนนี้เราได้การสนับสนุนจาก ABSOLUT VODKAซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญยิ่งที่ทำให้งานมีสีสันมากขึ้นเราคิดธีม 'THE GARDEN OF swEDEN' ขึ้นมาก็เพราะเหตุนี้เอง (ปล. ABSOLUT มาจากสวีเดน) หมายความว่างานเดือนนี้ จะเปิดแต่เพลงของศิลปินสวีดิชล้วนๆยกตัวอย่างที่พอคุ้นหูกันก็เช่น Club 8, Acid House Kings, The Cardigans, KENT, The Hives, Cloudberry Jam, Peter Bjorn and John, The Concrete, Popsicle (Andreas Mattsson), The Legends, The Radio Dept.(วงหลังนี่เราเพิ่งเขียนถึงไป และได้ข่าวว่ากำลังจะมาเล่นที่เมืองไทย!)

คนที่ฟังเพลงอาจพอทราบว่า ดนตรีบางส่วนจากสวีเดนนั้น ไพเราะเพราะพริ้งขนาดไหนโดยเฉพาะเมื่อยิ่งฟังในบรรยากาศสวนๆ หนาวๆ โอว..........

คนที่ติดตามงานหู คงจำได้ว่าเราเคยจัด 'ไทยไนต์' ที่เปิดเพลงจากศิลปินไทยล้วนๆนี่ก็คล้ายเป็นภาคขยายของแนวคิดเดียวกันนั้น ครั้งนี้สวีเดน ต่อๆ ไปก็จะมีอีกหลายๆ ชาติตามมาแต่คงต้องใช้เวลา เพราะต้องทำการบ้านมากพอดู

เมื่อช่วงต้นเดือนเราลงไปกรุงเทพฯ เพื่อติดต่อกับสถานทูตสวีเดน ขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเทศของเขาทั้งในด้าน ดนตรี หนัง หนังสือ งานออกแบบ หนังสือสำหรับเด็ก และแฟชั่น ซึ่งก็ได้รับความช่วยเหลืออย่างดียิ่ง (ขอขอบคุณสถานทูตสวีเดน และคุณพี่จงจิตต์ อัธยาตมวิทยา สำหรับความเอื้อเฟื้อด้วยนะครับ)
ทำให้ได้รู้และได้เห็นงานจากศิลปินจากสวีเดนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนทำให้เราต้องไปตามหาซีดีของ KENT และ THE KNIFE เพิ่มเติม (ซึ่งหาได้แล้ว!)
ทำให้เราต้องไปหาหนังสุดคลาสสิคของคุณปู่ Ingmar Bergman มาดูอีกครั้ง (แกเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อปลายเดือนกรกฎาที่ผ่านมานี่เอง)
และทำให้เรา..... (ขืนเล่าหมดคงเหนื่อยอ่านกันพอดี ถ้าใครสนใจเพิ่มเติม รออ่านอื่นๆ และอื่นๆ ได้จากในบล็อกนี่เน้อ!)

ให้บังเอิญอีกเช่นกัน เมื่อคิดธีมสวีเดนนี้ได้ ก็เหลือบเห็น OOM ฉบับล่า (No.21) ทำเรื่องสวีเดนพอดี (Let's Go Sweden) ปกติเราเป็นขาประจำ OOM อยู่แล้ว เล่มนี้ก็ยิ่งตั้งใจอ่านมากขึ้นและทำให้รู้สึกว่า มีโอกาสเมื่อไหร่ ต้องไปเยือนสวีเดนบ้างแน่ๆ เมืองอะไร...สวยงามชะมัด

ไม่ได้เดินทางนานแล้วเหมือนกันนะ

วัฒนธรรมจำเป็นต้องมีความหลากหลายและเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่าให้ใครหรืออะไรพยายาม 'กั้น' เราไว้เชียว

อ้อ...แวะมาที่โปสเตอร์นิดนึง รูปเดือนนี้ถ่ายที่หน้า TITA Gallery แม่ริมนี่เอง ขอบคุณคุณนุ้ย ที่เอื้อเฟื้อ จำไม่ได้แล้วว่าเป็นต้นอะไร แต่เห็นแล้วรู้สึกว่ามันหนาวๆ ดี ดูๆ ไปอาจคล้ายภาพถ่ายงานชุด muse ของคุณชยาภรณ์แต่ขอความกรุณาอย่านำไปเปรียบเทียบกันเลยนะ...อายเขา

ไปดีกว่า...กำลังเตรียมทำเตากระทะ ไว้ปิ้งมันกินกันคืนวันงาน...สมนาคุณจากทางร้าน!(เห็นพี่เหิรบอกว่าจะทำบาร์บิคิวมาขายด้วย)

สรุปอีกทีว่างานหูเดือนธันวานี้ จัดวันที่ 29 ที่ SEE-SCAPE นิมมานเหมินทร์ซอย 17เริ่มเวลาประมาณ 20.30 ยาวไปจนถึง 23.30 (เลิกเร็วหน่อยนะเดือนนี้! อย่ามาช้าล่ะ) ช่วงแรกจะมีฉายดีวีดีเช่นเดิม เป็นภาพต่างๆ จากสวีเดน และ THE CARDIGANS live in london (จากค่าย universal) และแถมพิเศษด้วยของขวัญเล็กๆ น้อยจาก ABSOLUT เจ้าาาาา... (ของที่ระลึกเจ๋งมาก...ขอบอก)
ขอขอบคุณ ABSOLUT VODKA อีกครั้งครับ

มาฟังเพลงใหม่ๆ กัน
สำรองโต๊ะล่วงหน้าได้ที่นี่ 086 663 0303 (มี 30 กว่าโต๊ะเท่านั้นนะ)
ส่วนคนที่จะเดินทางมาจากจังหวัดอื่น สำรองที่พักแต่เนิ่นๆ เน้อ

ช่วงนี้หนาวขึ้น ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอากาศหรือการเมือง
รักษาตัวด้วย
สวัสดีปีใหม่ครับ

เกือบลืม ในบล็อกมีให้โหวตวงดนตรีสวีเดนที่ชอบ ใครว่างๆ เข้าไปเล่นดู ไม่มีอะไรหรอก เพิ่งหัดทำเป็น ^^ (ตอนแรกจะให้โหวตนโยบายหาเสียงที่ชอบ แต่ขออภัย ยังจำชื่อพรรคการเมืองไม่ได้จริงๆ)
-----------------------------
ABSOLUT VODKA presents
F>O>D>E>14 'THE GARDEN OF swEDEN' by vajira
A Music-Listening Party
Dine, Drink and get down to Contemporary Swedish Tunes
Saturday 29 December 2007 @ SEE-SCAPE (Nimman Soi 17)
20.30 onward
FOR RESERVATION, PLS CALL 086 663 0303

Sunday, December 23, 2007

BLACK SUNDAY


วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ 23 ธันวาคม พุทธศักราช 2550 ขณะนี้เป็นเวลา 18 นาฬิกา 32 นาที ตามเวลาประเทศไทย

Wednesday, December 19, 2007

MIND THE GAP Northern Line Tour 2007


ข่าวฝากจากญาติโยม อันที่จริงก็เป็นญาติใหม่ เพิ่งรู้จักกัน ผ่านมาทางจีน (FUTON) น้องๆ MIND THE GAP เป็นกลุ่มดนตรีอิสระขนาดเล็ก (มาก) ฝีมือค่อนข้างดี ทำกันเอง ดูแลกันเอง ได้ข่าวว่ามีมิตรรักแฟนเพลงเหนียวแน่นแล้วประมาณนึง พวกเขาอยากมาเชียงใหม่ จีนเลยฝากฝังมา

เราไม่ได้ช่วยอะไรมาก ติดต่อประสานงานโน่นนี่ อาศัยว่าคุ้นเคยพื้นที่กว่าพวกเขานิดหน่อย ส่วนใหญ่ที่เหลือพวกเขาก็ทำกันเอง แต่ยิ่งประสานงานกันไป ก็ยิ่งพบว่าเขาเจอปัญหากันมากเหลือเกิน (น่าสงสารโคตร) ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องความไม่แน่นอนของข้อตกลง ที่ต้องคอยตามแก้ไขกันไป นี่จะวันเล่นอยู่แล้ว ข้อสรุปบางอย่างก็ยังไม่แน่ชัด

สิ่งเดียวที่ชัดคือยังไงก็เล่น ไม่เลื่อนแน่ๆ !
(เพราะว่าเหล่าวงดนตรี ออกเดินทางมาเชียงใหม่แล้วเป็นที่เรียบร้อย)

ทั้ง 4 วงจะเล่นที่ BeBop ปาย (พี่ชาติเจ้าเก่า) วันพฤหัสที่ 20 ธันวา สองทุ่มเป็นต้นไป แล้วจะกลับลงมาเล่นที่เชียงใหม่ วันศุกร์ที่ 21 ธันวา ที่ Urban (กาดเชิงดอย) สองทุ่มเป็นต้นไปเหมือนกัน
ไม่มีค่าผ่านประตูใดๆ!

เรื่องมีอยู่ว่า หลังจากที่ตกลงกันไปแล้ว จู่ๆ Urban ก็ปิดตัวลงกระทันหัน ทีมงานก็โทรไปคุย โดยเข้าใจดีว่าการปิดตัวของร้านใดๆ ก็ตามย่อมเกิดขึ้นได้ เป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า
ปัญหาคือว่า ทำประชาสัมพันธ์ไปหมดแล้ว นักดนตรีมาแล้ว แต่ตอนนี้ไม่มีเครื่องเสียงอยู่ที่ร้าน และไม่มีเครื่องดื่มจะจำหน่ายให้แล้ว
ไม่มีคนเสิร์ฟ ไม่มีอะไรทั้งนั้น

โชคดีที่แอร์ยังมี (และหวังว่าจะยังมีไปจนถึงวันงาน)

เรื่องก็เลยกลายเป็นว่า ทีมต้องเช่าเครื่องเสียง (จากเดิมที่ไม่ต้องเช่า) ต้องหาเครื่องดื่มมาขายเอง (จากเดิมที่ไม่ต้องหา) และคงต้องเคลียร์ร้าน เก็บกวาด และอื่นๆ ที่งอกเงยจากงานคืนนั้น

ฟังแล้วก็เหนื่อยใจแทน

ที่น่ารักก็คือ พวกเขา ทั้งทีมงานและนักดนตรี สมัครใจช่วยกันในทุกๆ อย่าง ทุกๆ ส่วน เห็นว่าจะคอยแบ่งๆ หน้าที่กันไปตามอัตภาพ

เราชอบบรรยากาศแบบนี้ ทำงาน ช่วยกัน
ในเงื่อนไขแบบนี้ เงินทองถึงแม้จะจำเป็น แต่ก็กลายเป็นเรื่องรอง
เขียนถึงตรงนี้แล้ว ถ้าใครอ่านเจอ ก็สามารถไปช่วยกันได้อีกหลายๆ แรง

ใครว่าง ไปชม
ใครอยากช่วย ไปช่วย
แล้วพบกัน

ปล ตามแผนแรกคือเราจะช่วยเปิดเพลงด้วยนิดหน่อย ซึ่งตอนนี้ แผนนี้ยังไม่เปลี่ยนแปลง ^^

Monday, December 17, 2007

EE--> DAY NIGHT DAY NIGHT a film by Julia Loktev


เป็นเรื่องของผู้หญิงที่กำลังเตรียมตัวไปเป็นมือระเบิดพลีชีพที่ตึกไทม์สแควร์ หนังตัดรายละเอียดอื่นๆ ทิ้งไปอย่างไม่มีเยื่อไย เหลือไว้แต่บรรยากาศและภาวะอารมณ์ของผู้หญิงคนนี้ ตั้งแต่การเตรียมตัว นัดหมาย ซักซ้อม ไล่ไปเรื่อยจนถึงวันปฏิบัติภารกิจ เหมือนจะน่าเบื่อ แต่ก็ละสายตาไปไม่ได้เลย เพราะรู้สึกเหมือนกำลังดูภาพเหตุการณ์จริง

แล้วความจริงก็พุ่งชนใส่หน้าเรา

Saturday, December 15, 2007

ทะลุหูขวา (8): artist: THE RADIO DEPT.


พิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร HIP ฉบับเดือนธันวาคม 2550
ขอขอบคุณ ABSOLUT VODKA

(ได้ข่าวว่า THE RADIO DEPT. กำลังจะมาแสดงสดในเมืองไทย มีความคืบหน้าอย่างไร จะแจ้งให้ทราบโดยด่วน ^^)

{artist}
THE RADIO DEPT.

ใครที่ได้ดู Marie Antoinette ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของ Sofia Coppola คงจำได้ว่าเพลงประกอบในหนังเรื่องนั้นไพเราะขนาดไหน (หนังของ Sofia เพลงเพราะทุกเรื่อง จนหลายคนค่อนขอดว่าเพลงดีกว่าหนัง) หนึ่งในบรรดาวงดนตรีที่มีรายชื่อร่วมบรรเลงในนั้นคือ THE RADIO DEPT.

พวกเขาเป็นวงดนตรีจากเมือง Lund (ลุนด์) ประเทศสวีเดน เมืองเก่าแก่ที่ประวัติความเป็นมาไม่ชัดเจนนัก
ว่ากันว่าถูกค้นพบแถวๆ ปีค.ศ.1000 โน่น

วงดนตรี THE RADIO DEPT. เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 1995 โดย Elin Almered กับ Johan Duncanson ในสมัยที่ทั้งสองยังเรียนมัธยม ชื่อของวงมาจากป้ายชื่อใหญ่ยักษ์ของร้านซ่อมวิทยุที่แต่เดิมเคยเป็นปั๊มน้ำมันมาก่อน ป้ายนั้นเขียนว่า "Radioavdelningen" ซึ่งก็คือ The Radio Department ในภาษาสวีดิช
กิจวัตรส่วนใหญ่ในชีวิตของทั้งสองคน มักคลุกคลีอยู่กับเพื่อนๆ ที่สนใจดนตรี ภาพถ่าย หนัง ศิลปะ และกิจกรรมอะไรเทือกๆ นั้น ชื่อ Radio Department จึงเป็นเหมือนชื่อแผนกหนึ่งในวิถีชีวิตของพวกเขา

แต่สองคนนี้ก็เล่นดนตรีอยู่ด้วยกันไม่นานนัก วงก็ต้องหยุดพัก

สามปีต่อมา (1998) Duncanson กลับมาทำดนตรีกับเพื่อนใหม่ Martin Larsson และตัดสินใจใช้ชื่อ THE RADIO DEPT. อีกครั้งจากนั้นอีกสามปีถัดมา Lisa Carlberg แฟนสาวของ Larsson ก็ถูกชักชวนมาร่วมวงในตำแหน่งมือเบส ตามมาด้วย Per Blomgren ที่ตำแหน่งกลอง และ Daniel Tjader ที่หน้าแป้นคีย์บอร์ด
พวกเขาออกแสดงตามที่ต่างๆ อัดเสียงระบบ 4 แทรกตามสถานที่หลากหลาย ทั้งในห้องนั่งเล่นที่บ้านเพื่อน โกดังเน่าๆ ที่บ้านตัวเอง ห้องอัดเดโมที่ไฟติดๆ ดับๆ หรือไม่บางทีก็อัดเสียงกันที่โรงเรียน ช่วงปลายปี 2001 นี้เอง THE RADIO DEPT.ส่งเพลงที่ทำเสร็จแล้วไปยังนิตยสารดนตรีที่ชื่อ Sonic ผลลัพธ์คือเสียงวิจารณ์ที่ดี และยังได้รับเลือกให้ถูกบรรจุลงไปในแผ่นซีดีตัวอย่างที่แถมไปนิตยสาร ค่ายเพลง Labrador Records (เจ้าพ่ออินดี้ของสวีเดน) ได้ยินเข้า ก็รีบจับเซ็นสัญญาทันที แล้วอัลบั้มแรก Lesser Matter ก็ออกสู่รูหูประชาชน

Per Blomgren ออกจากวงไปก่อนที่อัลบั้มแรกจะวางแผง ขณะที่ Lisa Carlberg ก็เก็บกระเป๋าตามไปติดๆ ในเวลาอีกไม่นาน

หลังจากนั้น THE RADIO DEPT. ยังไม่เคยใช้บริการมือกลองและมืองเบสคนไหนอีกเลย พวกเขาตกลงใจจะใช้โปรแกรมกลองพร้อมให้เหตุผลว่าเป็นสไตล์ใหม่สำหรับอัลบั้มที่สอง Pet Grief.

แน่นอน, คนทั้งโลกสนใจพวกเขามากขึ้น หลังจากที่หนัง Marie Antoinette ออกฉายเมื่อปี 2006

ดนตรีของ THE RADIO DEPT. ล่องลอย ชวนเคลิ้ม ติดรสหวาน แต่ก็หนักแน่นอยู่ในที พวกเขาถูกจัดอยู่ในหมวด Shoegazer ซึ่งเป็นหนึ่งในหมวดของดนตรี alternative rock หมวดนี้ตั้งชื่อโดยสื่อมวลชนอังกฤษที่ไว้ใช้เรียกวงดนตรีประเภท ‘เคลื่อนไหวน้อย’ ขณะอยู่บนเวที (คล้ายๆ กับว่าเล่นไปก็จ้องรองเท้าตัวเองไป...ทำนองนั้น) ตอนที่ออกอัลบั้มแรก นิตยสาร NME ถึงกับสรรเสริญว่าเป็น ‘a minor classic’ และได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในสิบอัลบั้มยอดเยี่ยมแห่งปีในปีนั้น ส่วนอัลบั้มที่สองนี้ ทางค่าย Labrador Records ก็ได้สรรเสริญสำทับไปว่าเป็น ‘a major classic’ เป็นที่เรียบร้อย

ปัจจุบัน THE RADIO DEPT. มีสมาชิกสามคนคือ Johan Duncanson, Martin Larsson และ Daniel Tjader

ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ http://www.myspace.com/officialradiodept

ทะลุหูขวา (8) lyric: I DON'T LIKE IT LIKE THIS

{lyric}
I DON’T LIKE IT LIKE THIS

WORDS FAIL ME ALL THE TIME
I DON’T EVEN FEEL LIKE TALKING
STILL I GO ON AND ON
I'M DYING HERE AND YOU KEEP WALKING

WHY ARE YOU ASKING ME THIS?
CAN’T YOU SEE I’M TRYING?
I DON’T LIKE IT LIKE THIS
NO I THINK I’M DYING

I CAN’T CALM DOWN AT ALL
PANIC IS WHAT PANIC FEELS LIKE
CAN’T WE JUST STAY SILENT?
SPEAKING NOW SEEMS FAR TOO VIOLENT


WHY ARE YOU ASKING ME THIS?
CAN’T YOU SEE I’M TRYING?
I DON’T LIKE IT LIKE THIS
NO I THINK I’M DYING

Friday, December 14, 2007

ทะลุหูขวา (8) essay: เงียบ

{essay}
เงียบ

มีเหตุจำเป็นบางประการที่ทำให้ผมต้องนั่งจ่อมตัวอยู่หน้าเครื่องโทรทัศน์เป็นเวลาติดกันยาวนานราวสองเดือนครึ่ง เนื้อในนั้นประกอบด้วยผู้คนหลากหลาย แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีสันฉูดฉาด เดินเหินไปมาขวักไขว่ สีหน้าอาการเคร่งเครียดเร่งรีบ บรรยากาศที่ทำงานถูกจัดขึ้นหลวมๆ ปึกกระดาษเอกสารวางพะเนินอยู่บนโต๊ะ เคียงข้างแฟ้มเอกสารสีดำที่เรียงตัวซ้อนกันขึ้นสูง บางครั้งภาพฉายให้เห็นช่วงเวลาเวลาประชุมที่สีหน้าของผู้คนเหล่านั้นมักจะเคร่งขรึมผิดปกติ สูทสีเข้มเกลื่อนจอ พร้อมเลขาสาวสวยตามติดข้างกาย

ตัดภาพมาที่บ้านเห็นประตูอัลลอยด์บานเขื่อง มีคนรับใช้ที่คอยจิกตาสอดรู้สอดเห็น ชนชั้นเจ้านายเคลื่อนไหวเชื่องช้า พร้อมบ่าวไพร่ที่แบ่งข้างเป็นฝักฝ่าย อาหารการกินจืดชืด ไม่ค่อยมีใครสนใจนัก เก้าอี้ชนิดหลุยส์ขนาดใหญ่อ้าแขนรอก้นงอนงามของเจ้าของหย่อนกระแทกลงไปด้วยความเกรี้ยวกราด

บางครั้ง เอ่อ...ก็ถูกใช้เป็นเตียงชั่วคราว ยามที่ใครสักคนมีปัญหารุมเร้าจนเมามาย (น่าสังเกตว่าคนเหล่านั้นไม่เคยดื่มเพราะมีความสุข เกือบทั้งหมดวิ่งเข้าหาการดื่ม เวลาที่มีความทุกข์ทั้งนั้น ทั้งที่ในชีวิตจริง คนเราก็สามารถดื่มบนพื้นฐานของการมีความสุขได้เช่นกัน)

ส่วนใหญ่นอกเหนือจากการกระทำ พวกเขามักจะพูด พูด พูด และพูดใส่กัน นานๆ ครั้งจะนุ่มนิ่มนวลหู แต่ส่วนใหญ่แล้วน้ำเสียงที่ใช้ เมื่อประกอบกับหน้าตาถมึงทึง ล้วนโหนขึ้นสูงปรี๊ดราวกับหมายจะทำลายแก้วหูของผู้ชมให้แหลกสะบั้นในบัดดล

เคราะห์ดีที่เครื่องรับโทรทัศน์ของผมมีรีโมตควบคุมเสียงได้จากระยะไกล
.........

เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่าการแสดงออกในละครโทรทัศน์นั้น มักใช้คำพูดและสีหน้าเป็นหลัก อันนำมาซึ่ง ‘ท่าทาง’ ของคนที่กำลังเครียด การพลิกข้อมือมองนาฬิกาขณะกำลังรอใครสักคน การ ‘บอกกล่าว’ สิ่งที่กำลังจะทำออกมาเป็นเสียงให้เราได้ยิน (เช่น “คอยดูเถอะ เดี๋ยวชั้นจะแก้แค้นให้สาสม”) รวมถึงการบอก ‘สิ่งที่คิด’ ออกมาในรูปคำรำพึงรำพันกับตัวเอง

(“เค้าจะรู้มั้ยนะ ว่าชั้นเจ็บปวดเพียงไหน ที่เห็นเค้าไปกับผู้หญิงคนนั้น...”)

หลายครั้ง ผมก็อดรำพึงออกมาไม่ได้ว่า (“เค้าจะรู้มั้ยนะ ว่าไม่ต้องให้ตัวละครพูดออกมาก็ได้ ดูจากสถานการณ์ก็รู้แล้วว่า หล่อนเสียใจขนาดไหน”)

ถ้าการพูดเป็นช่องทางหนึ่งของการ ‘สื่อ’ เนื้อหาที่คนเราคิดอยู่ข้างใน เราย่อมรู้กันดีอยู่ว่ามนุษย์เรามีการสื่อสารหลายทาง มีช่องทางอื่นที่จะสามารถสื่อ ‘สาร’ ชนิดเดียวกัน ในทางกลับกัน, ในฐานะที่เป็นผู้รับสาร เราจะสามารถ ‘รับสาร’ ได้เช่นกัน ลำพังการ ‘ฟัง’ สิ่งที่คนอื่นบอก ไม่น่าจะเป็นวิธีเดียวที่เราจะได้รับเนื้อหา

อย่างน้อย คุณก็กำลังอ่านอยู่ในขณะนี้

เป็นโชคและลาภที่มนุษยชาติมีสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่า ภาษา
ประดิษฐกรรมทางภาษา ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบไหน พูดหรือเขียน ถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับต้นๆ ของโลก ตามสายตาของผม เพราะมันสามารถแผ่ขยายขอบเขตการอธิบายสิ่งที่อยู่ใจมนุษยชาติให้กว้างไกลออกไปจากพรมแดนเดิม

คล้ายเป็นการกำหนด ‘ค่ากลาง’ ให้คนจำนวนมากไว้ใช้สื่อสารระหว่างกัน

แต่การพูดกันมากขึ้น จะทำให้คนเราเข้าใจกันมากขึ้นจริงหรือ ในบางครั้งบางสถานการณ์ ยิ่งพูดมากเท่าไหร่ สถานการณ์อาจยิ่งเลวร้ายลงไม่ใช่หรือ (ถึงตรงนี้ กรุณารำพึงออกมาว่า “นี่มันทำให้ชั้นนึกถึงนักการเมืองปากไวบางคน ที่ยิ่งพูดมากเท่าไหร่ ทุกอย่างก็ยิ่งดูแย่ลงทุกที ไม่รู้เหมือนกันนะว่า เค้าจะรู้ตัวมั้ย”)

อย่างไรเสีย แม้สิ่งที่มหัศจรรย์ที่สุดของโลกก็ย่อมมีข้อบกพร่อง ‘ค่ากลาง’ ที่ถูกคิดค้นไว้ให้สื่อสารระหว่างกันนั้น จำเป็นต้องใช้ประกอบกับคุณสมบัติบางประการของผู้ใช้-อย่างน้อยที่สุด ก็น่าจะอยู่บนพื้นฐานของการซื่อสัตย์กับสิ่งที่เคลื่อนไหวอยู่ในใจตัวเอง

ยังไม่ต้องพูดถึงความผิด-ชอบ-ชั่ว-ดี ให้ยากแก่การนิยาม เพราะด้วยแง่มุมหลากหลายของมิติทางภาษา การตีความคำ ผิด-ชอบ-ชั่ว-ดี นั้นย่อมสามารถพลิกพลิ้วให้เกิดมิติที่เอื้อประโยชน์ส่วนตนได้ไม่ยากเย็น

คนที่ชีวิตได้เคยเฉียดใกล้ปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘ความรัก’ น่าจะเข้าใจสิ่งเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี คำหวานที่พรั่งพรูออกมาจากปากของคู่รักนั้น ไม่ว่าจะพยายามทำความเข้าใจอย่างไร ไม่ว่าสภาพจิตใจจะเข็มแข็งหนักแน่นเพียงใด ก็ยังยากต่อการ ‘ค้น’ ให้ ‘พบ’ ความหมายที่แท้จริงของมัน

เราเกือบทุกคนล้วนยินยอมพร้อมใจหลงไหลเคลิบเคลิ้ม ไปกับอารมณ์สิเน่หาของถ้อยคำ

เสียดายที่ผมไม่ใช่ผู้สันทัดกรณี จึงไม่สามารถอธิบายอะไรไปได้มากกว่านี้ แต่เท่าที่นึกออก ผมยังคงตราตรึงภาพของตัวละครสองตัวในนิยายขนาดย่อมที่เคยผ่านตามาช้านาน เป็นเรื่องราวความของชายหนุ่มอายุน้อยและหญิงสาวสูงวัย ความรักของทั้งคู่หมิ่นเหม่ทว่าหนักแน่น ทั้งสองพบกันที่ประเทศญี่ปุ่น ในโอกาสที่สามีฝ่ายหญิงอยากพาไปเปิดหูเปิดตา ฝ่ายชายเป็นนักศึกษาหนุ่มเล่าเรียนอยู่ที่นั่น และต้องรับเป็นธุระจัดการดูแลให้ความสะดวก

ความรักของทั้งสองแตกต่างสิ้นเชิงจากความรักดาษดื่นที่พบเห็นได้ทั่วไป

ฉากกลางๆ ของ ‘ข้างหลังภาพ’ ที่ ‘ศรีบูรพา’ เขียนไว้เมื่อพ.ศ. 2480 ระหว่างที่ครบกำหนดสองเดือนในญี่ปุ่น คุณหญิงกีรติมาพบนพพรเพื่อกล่าวคำอำลา ขณะนั้นความรักของนพพรที่มีต่อคุณหญิงกำลังพลุ่นพล่านเกินเยียวยา

ช่วงนาทีนี้คือช่วงเวลาสุดท้ายที่ทั้งสองจะได้อยู่ด้วยกันเป็นส่วนตัว

คุณหญิงกล่าวคำอำลาขึ้นว่า “เธอจงตั้งหน้าศึกษาเล่าเรียนให้สำเร็จสมความปรารถนา อยู่ทางเมืองไทย ฉันจะภาวนาเอาใจช่วยเธอ”

นพพรตอบว่า “ขอให้คิดถึงผมตลอดเวลาด้วย ขอจงเห็นใจในความรักภักดีของผม”

“ฉันรับรองว่าจะปฏิบัติตาม แล้วมีอะไรอีกนพพร?” คุณหญิงถาม

“ผมมีคำพูดอีกตั้งล้านคำที่จะพูด แต่เวลามีไม่พอ ผมอยากจะเลือกสรรคำพูดเพียงร้อยคำ เพื่อที่จะให้คุณหญิงเข้าใจความทั้งล้านคำนั้น แต่ผมก็นังนึกหาคำไม่ออก” นพพรว่าต่อ

คุณหญิงได้ฟังดังนั้นจึงตอบกลับไปว่า “เธอจงพูดเท่าที่จะพูดได้ ส่วนที่เหลืออยู่นั้น ฉันจะอ่านจากดวงตาของเธอ”

จากนั้นนพพรสบตาคุณหญิงแล้วพูดขึ้นว่า “จงอ่านดูเถิด ผมยังไม่รู้ที่จะพูดว่ากระไร”

ลำพัง ‘ค่ากลาง’ ที่พวกเรามีไว้ใช้สื่อสารกันนั้น จริงอยู่อาจทำให้การสื่อสารจะหว่างพวกเราง่ายขึ้น ตรงขึ้น และอาจทำให้ชัดเจนขึ้น แต่การมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ผมเชื่อว่ายังมีอีกหลายเรื่องที่ค่ากลางของเราทำหน้าที่ไม่ได้ถนัดนัก

ถึงเวลานั้น ความเงียบจะทำหน้าที่ของมันเอง โดยไม่ต้องการคำอธิบาย
เข้าใจว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนรู้ แต่มักหลงลืมไป
หรือไม่ก็พ่ายแพ้แก่ความพลุ่นพล่านในใจตัวเอง

Wednesday, December 12, 2007

thepowerofiberry(ortv)


สองวันก่อนไปช่วยพี่โน๊ตเสิร์ฟไอติมที่ iberry
ที่จริงจะผ่านไปหาเฉยๆ แต่ปรากฏว่าคนแน่นร้าน ราวกับทัวร์ลง
เลยต้องไปช่วยเก็บโต๊ะ เช็ดโต๊ะ ส่งน้ำ เสิร์ฟไอติม
ที่จริงก็สนุก เพราะอยากทำมานานแล้ว
การที่ต้องเคลื่อนไหวร่างกายอยู่ตลอด ทำให้รู้สึกดี คล้ายๆ ทำให้เกิดสมาธิ ยิ่งทำนานเข้าจะยิ่งเหนื่อยและหมดแรง แล้ววันนั้นก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันอย่างรวดเร็ว

เริ่มเข้าใจหัวอกคนที่ทำงานเสิร์ฟ ชอบได้ยินบ่อยๆ ว่า
จะไปเรียนเมืองนอก จะทำงานร้านอาหารไปด้วย เรียนไปด้วย
ที่ได้ยินบ่อยกว่านั้นคือว่า พอไปทำงานจริงๆ แล้วไม่ค่อยได้เรียน หรือเรียนได้ช้า เพราะมันคงเหนื่อยเกินไปอย่างนี้นี่เอง
(ที่เชียงใหม่นี่ก็เห็นหลายคนทำงานร้านอาหารไปด้วย เรียนไปด้วย หรือว่าทำงานประจำไปด้วย แล้วก็ทำงานร้านอาหารด้วย)

คนที่ทำงานร้านอาหารไปด้วยแล้วเรียนไปด้วยจนสำเร็จ นับว่าน่ายกย่อง

อีกเรื่องที่คุยกันคือ อำนาจของสื่อทีวี
เพราะหลังจากที่แกไปโผล่ในรายการทีวี แป๊ปเดียวคนก็แห่แหนกันมา
บวกกับร้านที่บรรยากาศสบายๆ (สบายจริงๆ ไม่ต้องดัดจริตสบาย)
ยิ่งวันไหนที่แกอยู่ร้าน ก็คงปากต่อปากต่อๆ กันไป

มุมหนึ่งก็ดีใจไปกับแก
แต่อีกมุมก็รู้สึกสะท้อนใจในพลังอำนาจของทีวี

Friday, December 7, 2007

EE--> THIS IS ENGLAND a film by Shane Meadows


"Listen to me. He's a young lad. He's had a fucking bad week. So we bring him in wi' us to show him a bloody good time and you've just friggin back handed him roun' head. I'M DISAPPOINTED MATE! "

Saturday, December 1, 2007

Wisut LIVE IN CMU


เมื่อวานนี้เจอนรา (นราวุธ ไชยชมภู) โดยบังเอิญ
เรากำลังซื้อซีดีอยู่ที่ร้านป้าโดเรมี นราเปิดประตูเข้ามาทัก แล้วจากไป (โดยไม่ได้ซื้อซีดี-ฮา!!)
นราบอกว่าตั้มกำลังจะขึ้นมาเชียงใหม่ ช่วยงานตั้ม
ตั้มคือ วิศุทธ์ พรนิมิตร-เป็นเจ้าของงานการ์ตูน hesheit และอื่นๆ
มีงานมากมายทั้งในไทยและญี่ปุ่น
เมื่อก่อนวาดอยู่ที่ Katch และ Manga Katch
ต่อมาขยับไปลงที่ a day แต่หยุดไปได้สักพักแล้ว

นอกจากวาดการ์ตูนแล้ว ตั้มยังแสดงเปียโนสดประกอบการ์ตูนของตัวเองด้วย
ตระเวณไปเล่นมาแล้วมากมายหลายที่ในโลก
นราบอกว่าตั้มจะมาแสดงที่เชียงใหม่ วันที่ 6 ธันวาคมนี้
18.30 น. ที่ดาดฟ้าชั้น 3 MEDIA ART มช.
เลยเอาข่าวมาแปะไว้ เพื่อใครสนใจ (ขอแนะนำว่าควรลอง!)

เรียกน้ำย่อยแต่เพียงเท่านี้ละกัน
พบกันวันงาน ^^

ปล เข้าไปชมงานตั้มได้ที่นี่ (มี hesheit ตอนใหม่ให้อ่านด้วย)
http://web.mac.com/wisut/wisut/main.html



Wednesday, November 28, 2007

F>O>D>E 13 @ Khan-Asa

ภาพจากกล้องเราเอง ตอนแรกตั้งใจจะถ่ายไว้เยอะๆ
ปรากฏว่าป่วยหนัก ยืนยังจะไม่ไหว เลยกดๆ มาได้นิดหน่อย
ครางหน้าถ้าไม่มีอะไรติดขัดอีก คงถ่ายมาเก็บไว้
รูปบนเป็นตอนก่อนเริ่มงาน พอดีที่ร้านมีงานรูปถ่ายแขวนอยู่
ขออภัยจริงๆ ที่ไม่ทันได้ถามว่าเป็นงานของใคร
ได้ยินแต่พี่โหน่ง (สมชาย) บอกว่ารู้จักกับแก

รูปล่างนั้นถ่ายจากนอกร้าน พอมีคนเอาเพลงมาเปิด
เลยได้ออกเดินข้างนอกบ้าง
ขอบคุณทุกคนอีกครั้ง
ไม่คิดว่าจะเตรียมเพลงกันมาอุ่นหนาฝาคั่งขนาดนี้
ขอบคุณเพื่อนๆ พี่ๆ ทั้งที่มาประจำและเพิ่งเคยมา
ทั้งที่ตั้งใจมาและหลงมา (เช่น คุณอารียา)
พบกันใหม่เดือนหน้า ที่ SEE-SCAPE เน้อ
^^




Monday, November 19, 2007

FALL ON DEAF EARS: NOVEMBER 2007


งานผ่านไปแล้ว เดี๋ยวจะเอารูปที่มีนิดๆ หน่อยๆ มาแปะไว้
ตอนนี้ขอแปะโปสเตอร์กับจดหมายเก็บไว้ก่อน
เพื่อเป็นบันทึกและเผื่อการค้นคว้าในโอกาสต่อไป


สวัสดีทุกท่าน
ติดไว้ตั้งแต่คราวที่แล้ว ว่าครั้งนี้จะจัดงานฉลองครบรอบ
ตกลงก็จัดที่ขันอาษา เชียงใหม่ เหมือนเดิม
นัยว่ารักษาบรรยากาศเดิมๆ เอาไว้(วันเสาร์ที่ 17 พ.ย.นี้เน้อ!)
แต่ฤดูที่สองนี้จะเริ่มเตร็ดเตร่ออกไปที่อื่นๆ บ้างแล้วนะ

อยากขอบคุณทุกๆ คน ทั้งที่เคยมาและไม่ได้เคยมา
จากตอนเริ่มต้นที่จัดงานไว้ฟังเพลงกันเอง
ถึงวันนี้มันก็ขยับขยายออกไปเกินกว่าที่คาดคิดไว้มากมาย

ย้อนเวลากลับไปตอนแรกเดือนตุลา 2549
เพิ่งไปถึงเชียงใหม่ได้ไม่นานทำใบปลิวถ่ายเอกสารแค่ประมาณ 12
ใบ
(เรียกเองว่าครั้ง 'ซ้อมใหญ่')แถมยังแจกไม่หมดเพราะไม่รู้จะแจกใคร
ได้แต่ชักชวนกันเองในหมู่พี่น้องเพื่อนฝูง
จากนั้นตอนเดือนพฤศจิกาก็ค่อยถือเป็นครั้งที่ 1
จัดไปจัดมา เดือนมิถุนาก็จัดสองครั้ง ที่เชียงใหม่จัด 'ไทยไนต์'
คือเปิดแต่เพลงจากศิลปินไทยเท่านั้น
อีกครั้งไปจัดที่กรุงเทพฯ ให้คนไกลได้สัมผัสบรรยากาศกันบ้าง
เดือนสิงหาถัดมาก็จัด 80s พร้อม tribute อัลบั้มแรก
'ธรรมดา มันเป็นเรื่องธรรมดา' ให้พี่เพชร (ที่มีเพลง ไม่ใช่ผู้วิเศษ)
แถมเดือนที่แล้วก็ได้ไปจัดที่ปาย เปลี่ยนบรรยากาศกันอีกรอบ

ขอบคุณพี่โหน่ง สมชาย, พี่ๆ น้องๆ ที่ HIP และขันอาษา
สำหรับการเริ่มต้นอย่างอบอุ่น
ขอบคุณ a day, happening, DDT, City Life และ COMPASS
ที่ช่วยแปะข่าวให้ทุกเดือน
ขอบคุณพี่น้องศิลปินทุกท่าน ที่เอื้อเฟื้อผลงานมาร่วมสนุก
ทั้งเพลงและภาพ
ขอบคุณทุกคนที่คอยช่วยเหลือมาโดยตลอด
ขอบคุณย้อนหลังไปถึง NOKIA พี่เพชร และ M MAX ที่สนับสนุน
ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็สามารถต่ออายุ 'กิจกรรมฟังเพลง' ของเรานี้ให้หายใจคล่องขึ้น
ขอบคุณพี่ชาติ แห่ง GrooveYard ที่ชวนไปจัดที่ปาย
และออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด (ไม่งั้นคงไม่มีปัญญาไปหรอก...
แถมวันที่เราอยู่พักผ่อนต่อ พี่ชาติยังแอบไปจ่ายค่าที่พักให้อีก)
ก็อย่างที่ทราบ เราไม่มีรายได้อะไรจากการจัดแต่ละครั้ง
ยกเว้นเดือนไหนที่หาสปอนเซอร์ได้เท่านั้น

แต่เดี๋ยวก่อน-เขียนแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าจะเลิกจัดนะ
เพราะยังไงก็คงจะจัดต่อไปเรื่อยๆตามที่ตั้งใจไว้ว่า
อยากให้คนได้มีทางเลือกฟังเพลงที่แตกต่างออกไปบ้าง
และการมาพบกันแค่เดือนละหนึ่งครั้ง คงไม่ได้หนักหนาอะไรนัก
แต่แค่ก็จะบอกว่า ต่อไปนี้ถ้ายังหาสปอนเซอร์ไม่ได้
ก็คงลงโฆษณาไม่ได้
และพิมพ์โปสเตอร์กับโปสการ์ดไม่ได้แล้วเท่านั้นเอง

เราคงต้องสื่อสารกันทางอีเมล บล็อก
เว็บบอร์ดของเพื่อนๆ ที่ทำนิตยสารต่างๆ
และปากต่อปาก ^^(แต่ยังจะออกแบบโปสเตอร์ทุกเดือนอยู่ดี 555)

โปสเตอร์ของเดือนนี้ ได้นางแบบชั้นนำมาร่วมงาน
ชื่อในวงการชื่อ 'ชะมะ' อันที่จริงก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล
เป็นน้องกราฟฟิกที่ HIP ที่ช่วยเราทำโปสเตอร์ทุกเดือนๆ นี่เอง
อยากลองใช้หน้าคนมาทำโปสเตอร์นานแล้ว นึกถึงงานของพี่คนนั้น
ที่ชอบเอาตัวหนังสือไว้บนหน้า
(จำชื่อไม่ได้ เดี๋ยวจะเอาไปแปะไว้ให้ที่นี่ละกันนะ)
เพิ่งสบโอกาสก็เดือนนี้ ถือว่าเป็นงานเฉลิมฉลอง 'ประชาชนม้าเต่อ'
แห่งจังหวัดเชียงใหม่ก็แล้วกัน

งานครบปี ไม่มีอะไรพิเศษ เพราะคิดว่าไม่ควรฟุ้งเฟ้อ
แค่อยากมีของที่ระลึกเล็กๆ น้อยๆ ให้ แต่ขอดูงบประมาณก่อน
(อาจจะเปิดกล่องรับบริจาค สมทบทุนค่าอาหารกลางวัน ^^)

นึกได้หนึ่งอย่าง ไม่รู้ว่าจะสนใจกันหรือเปล่า
คือปกติที่ผ่านมา เราไม่ค่อยได้เปิดเพลงตามคำขอ
ไม่ใช่เพราะหยิ่ง แต่ว่าบางทีขอเพลงช้าตอนกำลังเปิดเพลงเร็ว
ซึ่งก็เปิดให้ไม่ได้
หรือไม่ก็ขอเพลงที่เราไม่มีหรือไม่ก็ขอเพลงที่ไม่เข้ากับงาน
ซึ่งพอเวลามาขอ ก็จะรู้สึกผิด ที่ต้องตอบว่า 'ไม่มีครับ' อยู่บ่อยๆ
งานครบรอบนี่ก็เลยคิดว่า
คนที่มาสามารถเตรียมเพลงที่ตัวเองอยากฟังมาได้
คนละเพลงสองเพลงแล้วก็เดินมาเปิดตอนไหนก็ได้
ถ้าเตรียมมากันหลายคนก็ยิ่งดี เราจะได้ไปนั่งฟังบ้าง
ถือเป็นการตอบแทน ที่ติดตามกันมาทุกเดือน
อืม...น่าจะดีนะ ตกลงตามนี้ก็แล้วกัน ไม่ต้องนัดแนะ
ถือซีดีหรือไอพอดหรืออื่นๆ ที่เปิดเพลงได้ เดินมาเปิดได้เลย
(หมายเหตุ ไม่รับเป็นตุ่ม MP 3 นะครับ!!!!)

อ้อ...อีกอย่างที่เพิ่มเติม
คือต่อไปนี้จะมีคล้ายๆ artist of the month อยู่บนโปสเตอร์ด้วย
เรียกชื่อเองว่า Rabbit in Love ก็หมายถึงศิลปินที่เราฟังบ่อย
กว่าคนอื่นในช่วงเดือนนั้นๆ แถมโปรดปรานเป็นพิเศษ
(ส่วนใหญ่ก็จะเอามาเขียนลงในคอลัมน์อยู่แล้ว)
แต่คิดว่าน่าจะช่วยเผยแพร่งานที่เราคิดว่าน่าสนใจ (มากกก)
ออกไปกับโปสเตอร์ด้วยเลย

เกือบลืม ดีวีดีเดือนนี้เป็นรวมมิตรมิวสิควิดีโอหาดูยาก
จากค่าย smallworld (ซึ่งก็คือ smallroom ของพวกเรานั่นเอง)
ขอบคุณกุ๊ย และ smallroom อีกครั้งที่เอื้อเฟื้อ แผ่นมาให้ได้ดู
เพราะถ้า smallroom ไม่เอื้อเฟื้อ ก็ไม่รู้จะมีปัญญาไปดูได้ยังไงเหมือนกัน
เท่าที่นึกออกก็มีเอ็มวีของ Ivy, Cloudburry Jam, Mocca และอื่นๆ อีกมาก
(ตอนนี้จำได้ไม่หมดเหมือนกัน เดี๋ยวเอาไปแปะไว้ให้เหมือนเดิม)

ฉบับนี้ยาวหน่อยนะ เหนื่อยอ่านหรือยัง...

เพราะว่าอยากขอบคุณค่ายเพลงต่างๆ ด้วย
ที่ช่วยสนับสนุนซีดีและดีวีดีบางส่วน
ทั้ง smallroom, universal, platinum, EMI และ SONY
(ยังไม่ได้ติดต่อกับ warner เลย)
อันที่จริงคนที่มาร่วมงานบ่อยๆ คงรู้ว่าเพลงที่เปิดส่วนใหญ่
ไม่ค่อยมีขายในร้านทั่วไปในบ้านเราเป็นแผ่นที่เราสั่งซื้อ ฝากซื้อ
และขอซื้อมาจากที่อื่นๆ ซึ่งสนนราคาสูงมากกกกกกกกก
โดยเฉพาะกับคนที่ไม่มีรายได้ประจำอย่างเรา T_T
คนที่ 'ซื้อ' ซีดีเท่านั้นจึงจะเข้าใจความจริงข้อนี้
เราก็อยากให้ค่ายสั่งเข้ามามากๆ เพราะถ้าค่ายสั่งมาขายหรือผลิตเอง
ราคาซีดีจะถูกลง จาก 950 หรือ 860 เหลือ 450 หรือ 350 เท่านั้น

ทีนี้มันก็เป็นงูกินหาง ถ้าคนไม่ซื้อซีดีของจริง ค่ายก็ไม่มีรายได้
โอกาสที่เราจะได้ฟังเพลงดีๆ ที่หลากหลายก็น้อยลง
เราก็คงต้องฟังเพลงที่เขากรอกหูทุกวี่ทุกวันอยู่อย่างนี้ไปจนตาย

วันก่อนได้ยินคุณป็อด (MD) พูดในรายการวิทยุว่า
"ถ้าซื้อแผ่นจริง ศิลปินก็มีข้าวกิน ก็จะทำงานดีๆ ออกมาให้พวกเราได้ฟังกัน"

เราไม่ได้เห็นด้วยเรื่องการกวาดต้อนไล่จับลิขสิทธิ์ที่ทำกันอย่างบ้าคลั่ง
แต่เห็นด้วยเรื่องการสนับสนุนคนที่ทำงาน 'ดี' และ 'สม' ราคา
เพราะเราควรให้ค่าของการทำงานหนักและความประณีตบรรจง
ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า เราสามารถแยกแยะ 'งานดี'
ออกจากงานที่ 'ถูกยัดเยียดจนกลายเป็นดี' ได้หรือไม่?
และเมื่อแยกแยะได้แล้ว เรายอมที่จะสนับสนุนคนเหล่านั้นหรือเปล่า?

เรื่องแบบนี้ บางทีคนที่เคยผ่านการงานที่เคี่ยวกรำอย่างหนักเท่านั้น ถึงจะรู้สึกรู้สา

เราว่าต้องช่วยกันทุกส่วน คนที่ทำงานก็ควรตั้งใจมากๆ
ค่ายก็ควรเลือกเพลงที่ดีและลดสัดส่วนการโปรโมทเพลงขาย
มาโปรโมทเพลงดีๆ บ้าง
แถมควรเลือกวิธีโปรโมทที่ใส่ใจในรายละเอียดของตัวคนและผลงาน
มากกว่าตีค่าเป็นสินค้าหนึ่งชิ้น
ส่วนคนฟัง ก็ควรสนับสนุนสิ่งที่ควรสนับสนุนบ้าง
ไม่ใช่รอแต่ของถูก หรือเลือกแต่ของฟรี
ส่วนเรา หน้าที่ตอนนี้เป็น 'สะพาน' ก็จะทำอย่างหนักหน่วงเช่นกัน

เกือบลืมอีกเรื่อง เราเปลี่ยนจากใส่เสื้อลายขวาง มาใส่เสื้อ 'รูปสัตว์' กันเถอะ!
สนุกๆ ไม่มีอะไรหรอก ปกติก็ไม่ได้เน้นเสื้อผ้าอยู่แล้ว
แต่ถ้ามันจะทำให้บรรยากาศน่ารักขึ้นก็เพลินดี
นึกภาพสิงสาราสัตว์กระจายตัวอยู่บนเสื้อคนที่มางาน ก็คงน่ารักดี
(อันที่จริง เราชอบใส่เสื้อรูปสัตว์มากกว่าเสื้อลายอีกนะ แต่ที่ใส่เสื้อลายเพราะมันหาซื้อง่าย)

ไปดีกว่า เดี๋ยวจะกลายเป็นจดหมายข่าวที่ยาวที่สุดในโลก...
พบกันวันเสาร์ที่ 17 ที่ขันอาษา เชียงใหม่
20.00 ฉายเอ็มวีจากค่าย smallworld
21.00 เริ่มงาน อย่าลืมเตรียมเพลงที่ตัวเองชอบมาเปิดได้ตามใจ ^^
(ปีละครั้งเท่านั้นนะ ที่จะเปิดโอกาสให้แบบนี้ อย่าลังเลเชียว ",)

อากาศหนาวแล้ว แต่มองไปเห็นบรรยากาศการเมืองแล้วหนาวกว่า
รักษาตัวด้วย
*_*
วชิรา

ปล RabbitCast กลับมาแล้ว ที่เดิม FM 106.5 MHz เชียงใหม่
แต่ขยับเวลาเป็นบ่ายโมงถึงสามโมง!
เริ่มวันอาทิตย์ที่ 11 พ.ย.นี้เจ้าาาาาา

Thursday, November 15, 2007

ทะลุหูขวา (7): artist: Sufjan Stevens



พิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร HIP ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2550

{artist}
Sufjan Stevens

Sufjan Stevens เป็นนักร้อง นักแต่งเพลง
และเป็นนักดนตรีที่เล่นเครื่องดนตรีได้หลายชนิด (มาก!)
เขาเกิดที่เมืองดีทรอยท์ มลรัฐมิชิแกน
เริ่มต้นเดินในเส้นทางดนตรีด้วยการเป็นสมาชิกวง Marzuki เป็นวงดนตรีโฟล์ค
ออกอัลบั้มกันได้ 2 ชุด Stevens ตัดสินใจแยกตัวและเตรียมออกอัลบั้มเดี่ยว

เขาเป็นนักดนตรีประเภท ‘หัดเอง’ Stevens
กระหน่ำเพลงโซนาตาของโมสาร์ทบนของเล่นคาสิโอตั้งแต่เด็ก
ต่อมาโตขึ้น เข้าเรียนมหาวิทยาลัย เขากลายเป็นผู้ช่ำชองโอโบ, ขลุ่ย,
แบนโจ, กีตาร์, ไวบราโฟน (ระนาดฝรั่ง), เบส, กลอง, เปียโน และอื่นๆ

ช่วงเวลาแถวๆ นั้น เขาเริ่มหัดร้องเพลง แม้ว่าเพื่อนๆ จะไม่สนับสนุนนัก
เขาซื้อเครื่องอัดคาสเสตต์ 4 แทรก ลงมือทำคอนเส็ปต์อัลบั้มความยาว 90 นาที
แต่ปรากฏว่าเพลงที่ออกมามีเสียงเหมือนวงเครื่องลมสมัยยุคกลาง
(ช่วงคริสตศตวรรษที่ 12-15) กำลังแกว่งดาบ
และคบไฟต่อสู้กับมังกร 12 หัว (ว่าไปโน่น!)
ในช่วงเรียนมหาวิทยาลัยปีสุดท้าย Stevens จัดการตกแต่ง
คัดเลือก และเรียบเรียงเพลงเหล่านั้นใหม่
จนกลายเป็นอัลบั้มเดี่ยวอัลบั้มแรก A Sun Came
ที่ออกในค่ายเพลงโฮมเมดของพ่อเลี้ยง Lowell Brams
หนึ่งพันแผ่นถูกส่งไปวางขายที่ไหนบ้าง ดูคล้ายจะไม่มีใครให้ความสนใจเลยแม้แต่น้อย

หลังจากนั้น Sufjan Stevens ย้ายไปนิวยอร์ก
สมัครเข้าเรียนต่อเรื่องวิชาการเขียนและพยายามจะจบมหากาพย์นิยายของเขา
ซึ่งก็ไม่สำเร็จ และดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจเช่นเคย
เขาเบื่อตัวหนังสือ และหันกลับไปหาเครื่องอัด 4 แทรกอีกครั้ง
ทำเพลงอิเลคโทรนิคเกี่ยวกับสัตว์ใน 12 จักรราศีของชาวจีน
และกลายมาเป็นอัลบั้มที่สอง Enjoy Your Rabbit
ซึ่งเขาพบว่ามันถูกนำไปลดราคาในชั้นซีดีมือสอง
ในร้านขายซีดีและแผ่นเสียงชื่อดังในนิวยอร์ก ภายในเวลาแค่สองสัปดาห์

Stevens ถือว่านั่นเป็นการสรรเสริญ
แต่ค่ายต้นสังกัดไม่ได้คิดอย่างงั้น
พ่อเลี้ยงยืนกรานให้เขาเขียนเนื้อเพลงลงไปในทำนอง

Stevens หันกลับไปหาหนังสืออีกครั้ง
และเริ่มเขียนเรื่องแต่งลงไปในโครงสร้างของเพลง
เขาเริ่มตระเวนออกไปอัดเสียงตามบ้านคน ทีละบ้านกับเครื่องมือบ้านละชิ้น
จนออกมาเป็นอัลบั้ม Greetings from Michigan: The Great Lake State
พ่อเลี้ยงของเขาชอบมาก
และตัดสินใจว่าจะต้องนำอัลบั้มนี้ออกไปสู่ประชาชนในวงกว้างให้ได้
พวกเขาเริ่มจัดการค่ายเพลงของตัวเองอย่างจริงจัง
ตั้งใจทำให้เป็นค่ายเพลงจริงๆ (ชื่อ Asthmatic Kitty)
และในที่สุดประชาชน รวมทั้งนักวิจารณ์ทั้งหลายก็ชื่นชอบเขา
และในช่วงเวลานั้นเองที่ Stevens ประกาศโปรเจกต์ Fifty Stages ออกมา
โดยเขาจะเขียนเพลงที่เกี่ยวข้องกับ 50 รัฐของอเมริกา
ตั้งใจจะใช้เวลา 1 รัฐ ต่อ 1 อัลบั้ม ต่อ 1 ปี
ซึ่งนั่นหมายความว่า โปรเจกต์นี้จะต้องใช้เวลาถึง 50 ปี กว่าจะเสร็จ!

ช่วงระหว่างฤดูหนาวของปี 2004 Stevens ใช้เวลาสี่เดือนเก็บตัว
อ่านหนังสือ อ่านอัตชีวประวัติ อ่านบทกวีของ Carl Sandburg
และนิยายของ Saul Bellow (นักเขียนรางวัลโนเบลปี 1976)
นักเขียนสองท่านนี้มีรากฐานอยู่ในรัฐ Illinois
ไม่นานจากนั้น หลังจากที่ค้นคว้าอย่างหนัก
Stevens เริ่มต้นใช้สัญชาตญาณของตัวเองทำงาน
และได้ผลลัพท์ออกมาเป็นอัลบั้ม Come on Feel the Illinoise
ซึ่งมียอดจำหน่ายมากกว่า 500,000 แผ่นใน Illinois
และได้รับรางวัลมากมายถล่มทลายจากหลายสถาบัน
ทั้งศิลปินยอดเยี่ยม อัลบั้มยอดเยี่ยม และอาร์ตเวิร์คยอดเยี่ยม

(อันที่จริง อัลบั้มนี้ออกมาล่าช้าเล็กน้อย เนื่องจากมีปัญหาทางกฏหมาย
เรื่องการใช้ตัวการ์ตูนซุปเปอร์แมนบนหน้าปก
จนต้องแปะสติ๊กเกอร์ทับตัวซุปเปอร์แมนลงบนแผ่นเสียง 5,000 แรก ก
ารพิมพ์ปกรุ่นต่อมาได้เว้นว่างตรงรูปซุปเปอร์แมนไว้
และกลายเป็นลูกโป่งสามลูกในปัจจุบัน)

เมษายนปี 2006 Stevens นำเพลงอีก 21 แทรกที่เขาคัดมาจาก
ตอนที่ทำอัลบั้ม Illinoise ออกมารวมอยู่ในอัลบั้ม The Avalanche
และหลังจากนั้นเขาเขียนเพลงใหม่ออกมาอีกมากมาย
โดยมี Oregon, Rhode Island และ Minnesota อยู่ในรายชื่อรัฐถัดไป
และหลังจากนั้นก็มีรายชื่อของ New York Album, California
และ Arkansas เผยออกมา
แต่แล้วในปี 2006 นี่เองที่มีคำประกาศในอัลบั้มรวมเพลงของค่าย Asthmatic Kitty ว่า
“Sufjan Stevens จะไม่ทำเพลงโปรเจกต์ 50 รัฐ อีกต่อไปแล้ว”
แต่มันอาจเป็นมุก เพราะหลังจากนั้น ข้อความนี้ก็ถูกเปลี่ยนไปกลายเป็นเรื่องพับผ้า (บ้าบอมาก!)

เพลงส่วนใหญ่ของ Stevens ให้น้ำหนักไปกับการสำรวจความหมายส่วนตัว
ของความศรัทธา ครอบครัว ความรัก และสถานที่

ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ www.sufjan.com

ทะลุหูขวา (7): lyric: Concerning the UFO Sighting Near Highland, Illinois

{lyric}
Concerning the UFO Sighting Near Highland, Illinois

When the revenant came down
We couldn't imagine what it was
In the spirit of three stars
The alien thing that took its form
Then to Lebanon, Oh, God!
The flashing at night, the sirens grow and grow
(oooohhh, history involved itself)
Mysterious shade that took its form (or what it was!)
Incarnation, three stars
Delivering signs and dusting from their eyes

ทะลุหูขวา (7): essay: แม่น้ำปายไหลไปรวดเร็ว



คอลัมน์ใน HIP ถูกปรับเป็นขาวดำ
เขียนบอกไว้ว่าสามารถรับชมแบบสีได้ที่นี่
ขอเชิญรับชม ^^


{essay}
น้ำในแม่น้ำปายไหลไปรวดเร็ว

หลายวันก่อนผมเดินเล่นอยู่ที่ปายตามลำพัง
ในวันธรรมดาที่นักท่องเที่ยวบางตา ถือเป็นวันพักผ่อน
หลังจากตรากตรำกับงานที่หนักหน่วงมายาวนาน
อันที่จริงผมก็ไม่ได้พิศวาส ‘ภาพลักษณ์’
น่ารักโรแมนติกของเมืองท่องเที่ยวขนาดเล็กแห่งนี้เท่าไหร่นัก
ด้วยความที่เห็นว่ามันรีบร้อนเจริญเติบโตไปหน่อย
ทำให้รู้สึกว่า ‘พลังงาน’ ที่เคลื่อนไหวอยู่ในเมืองนั้น
พลุ่งพล่านเกินขนาดของตัวมันเอง
แต่ที่ยังเดินเหินอยู่ได้ ก็คงเพราะพิศวาสอย่างอื่นมากกว่า

มีพี่-น้องบางคนที่นั่น ที่ทำให้ผมรู้สึกสนิทใจ

เดินไปเดินมาไม่ไกลจากที่พัก เห็นที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง
วางกระบะเล็กๆ ไว้เต็มโต๊ะ ในกระบะขนาดเล็กใหญ่ต่างกันเหล่านั้น
มีเส้นเขียวๆ ตั้งตัวดิ่งเหยียดตรงขึ้นฟ้า
มองไกลๆ คล้ายแผงข้าวขนเขียวสดขนาดย่อส่วน
ที่กำลังรอเคียวมากวัดเกี่ยว
เมื่อมองใกล้เข้าจึงรู้ว่าที่แท้คือกระบะปลูกถั่วงอก

สิ่งมีชีวิตบอบบางที่เติบโตจากเมล็ดถั่วเขียวธรรมดาๆ
ไม่มีอะไรพิเศษไปกว่านั้นสักนิด
.............

นานแสนนานมาแล้ว จนกระทั่งทุกวันนี้ ผมยังเชื่อหัวปักหัวปำว่า
ความสามารถของสมองคนเรานั้นมีขีดจำกัดบางอย่าง
ที่กั้นเราออกห่าง ‘ความจริง’ ของการมีชีวิตอยู่
แม้ว่า ‘ความเป็นอัจฉริยะ’ นั้นอาจสร้างได้จริงก็ตาม
แต่ก็เป็นคนละเรื่องการเข้าใจกลไกของการมีชีวิตอย่างถ่องแท้
ดังนั้นสำหรับผม, การพยายามใช้แต่เพียงลำพัง สมอง
จึงอาจเป็นข้อบกพร่องสำคัญที่กลับถูกมองข้าม

การคิด คิด และคิด อาจไม่ช่วยให้เข้าใจอะไรได้ทั้งหมด นั้นเป็นข้อจำกัด

แต่แน่ละ, ที่เราจำเป็นต้องคิด
เพราะมันคือเครื่องมือชนิดเดียวที่เห็นได้ชัด
และอาจเป็นวิธีเดียวที่จับความกระจัดกระจายของปรากฏการณ์ในชีวิต
ให้อยู่ในกรอบของระบบเหตุผล เพราะถึงที่สุดแล้ว
เราอาจต้องการความกระจ่างชัด มากกว่าความเป็นจริง

คู่รักที่เลิกรากัน ถ้าได้ยินเหตุผลชัดๆ เต็มสองรูหู
อาจทุกข์ทรมานน้อยกว่าการต้องใช้เวลานั่งงมหาคำตอบ
ในความมืดบอดตามลำพัง

ครอบครัวที่ต้องพลัดพราก ผืนแผ่นดินที่ถูกรุกราน
การพยายามถามหาความยุติธรรมที่ดูเหมือนจะมีอยู่จริง และอื่นๆ

ในสถานการณ์ที่รู้สึกสูญเสีย บางทีใครหน้าไหนก็ฉุดรั้งเราไว้ไม่ได้
หลายคนมุ่งหน้าเข้าหาศาสนา-ในเวลาคับขัน

บ้างตรงรี่เข้าหาปรากฏการณ์เหนือจริงทั้งปวง
ศาสตร์แห่งการพยาการณ์ รวมถึงไสยศาสตร์ต่างๆ นานา

บางคนมุ่งหน้าไปหามนุษย์ต่างดาวก็มี!

มิติในการพูดคุยเรื่องเหนือจริงนั้นหลากหลายและละเอียดอ่อน
(ดังมีคดีน้อยใหญ่เกิดขึ้นมาแล้วมากมาย)
ทั้งในแง่ประวัติศาสตร์ ปรัชญา จิตวิทยา มานุษยวิทยา
และอื่นๆ อีกหลายยา แต่ประเด็นหนึ่งที่พูดกันมาทุกยุคทุกสมัย
และยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติ คือการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่าง

ศรัทธาที่แตกต่าง อยู่ร่วมกันไม่ได้จริงหรือ?

หากหรี่ตามองผ่านความขัดแย้งรุนแรงในระดับสงครามในอดีต
(แต่อย่าหรี่นานนัก!) การเข่นฆ่าอาฆาต ปลิดชีวิตผู้อื่น
อันมีต้นตอจากความแตกต่างทางความคิดความเชื่อ
และการใช้ความศรัทธาของกลุ่มก้อน
เป็นเครื่องมือสังหารของพวกตัวเองแล้วนั้น
ผมยังมองเห็นว่า คนเราควรมีศรัทธาในบางอย่างอยู่ดี

การมีชีวิตอยู่โดยไม่ศรัทธาอะไรเลย
คงเหมือนกระดาษชำระชุ่มน้ำ ที่ค่อยๆ แห้ง กรอบ
และรอวันบุบสลายไปอย่างช้าๆ

เพียงแต่น้ำเลี้ยงของแต่ละคนอาจไม่จำเป็นต้องมาจากที่เดียวกัน

พระเจ้าของผม อาจไม่ใช่แค่ภาพผู้ชายสูงอายุไว้หนวดเครา
หน้าตาใจดี แต่ล้อเล่นไม่ได้ (เพราะศาสนจักรกำชับเราว่า
ท่านศักดิ์สิทธิ์มาก! ห้ามล้อเล่น ซึ่งน่าแปลกใจมาก
เพราะในขณะเดียวกันก็พร่ำสอนเราว่าท่านรักและเอ็นดูเรามาก?)
แต่อาจหมายถึงทุกสิ่งอย่าง ที่เคลื่อนไหวไปมาอยู่รอบตัวผม
รวมถึงภาพของชายสูงอายุผู้นั้น

อาจอยู่ในคนที่ผมสนิทใจ ในเมืองที่ผมรัก
ในงานที่ผมทำ หรือกระทั่งในเมล็ดถั่วเขียว
ที่กำลังเจริญเติบโตขึ้นเป็นถั่วงอก

ความหมายของการศรัทธาอะไรสักอย่าง จึงไม่ต้องยิ่งใหญ่ค้ำฟ้า
ถ้ามันจะนำมาซึ่งความขัดแย้งที่นำไปสู่การทำลายล้าง

ผมเดินผ่านกระบะถั่วงอกกลับไปยังที่พัก นั่งอ่านหนังสือ
เมื่อยก็ลุกขึ้นยืนเดิน ปวดตาก็หยุดพัก
ตรงหน้าคือมุมโค้งน้ำปายที่เลี้ยวตัวไปทางขวา
แม่น้ำปายที่เมื่อสองปีก่อนสร้างความเสียหายให้กับนักท่องเที่ยว
นักลงทุน และชาวบ้านอีกหลายหลังคาเรือน

แต่ผมไม่โทษแม่น้ำ

ช่วงปลายฤดูฝนอย่างนี้ แม่น้ำปายไหลไปรวดเร็ว
ราวกับรีบร้อนจะไปให้ถึงที่หมายที่ไหนสักแห่ง
จินตนาการว่ากระแสน้ำคงมีพละกำลังรุนแรงไม่น้อย
สังเกตจากปลายระลอกของผิวน้ำ
เด็กๆ สองสามคนวิ่งเล่นปาก้อนหินอยู่ข้างๆ กอตะไคร้ริมฝั่ง
ไม่มีใครลงไปเล่นน้ำเลยสักคน

ผมนั่งดูแม่น้ำอยู่อย่างนั้นจนฟ้ามืด ไม่มีอะไรพิเศษกว่านั้นเลยสักนิด

Wednesday, November 14, 2007

EE: PUNCH-DRUNK LOVE directed by Paul Thomas Anderson


"I have so much strength in me you have no idea. I have a love in my life. It makes me stronger than anything you can imagine."

Tuesday, November 13, 2007

เวลาเปลี่ยน

เท่าที่รู้ข่าวสารแบบจำความเอาเอง
ซึ่งก็ได้ความแบบเอาเองว่ามารี อองตัวเนต
คือราชินีผู้ฟุ่มเฟือย มีชีวิตอยู่ในช่วงสมัยการปฏิวัติฝรั่งเศส
เป็นชาวออสเตรียที่ต้องไปแต่งงานกับราชกุมารของฝรั่งเศส
และเสียชีวิตด้วยการถูกบั่นหัว ด้วยเครื่องกิโยติน
ประเทศของเราไกลกัน ประวัติศาสตร์ภาคชาวบ้านก็ไกลเป็นเงาตามตัว

ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอเป็นเจ้าของวลี "Let them eat cake"
ที่ลือกันว่าก่อกระแสรุนแรงให้เกิดการปฏิวัติในครั้งโน้น
เพราะความที่หรูหรา ฟุ่มเฟือย
ในขณะที่ประชาชนของประเทศตัวเองนั้นไม่มีขนมปังจะกิน
พูดกันว่า ในวันที่มีคนไปบอกราชินี
ถึงความเดือดร้อนของประชาชนที่ไม่มีขนมปังจะกิน
แล้วราชินีของพวกเขาตอบว่า "ก็ให้กินเค้กสิ"

แต่พอดูหนัง รวมทั้งหาอ่านเพิ่มเติมจากหนังสือ
มารี อองตัวเนต:กุหลาบแห่งแวร์ซาย (บก.เรียบเรียงโดย ดวงแก้ว วิญญตรา)
ซึ่งบอกเล่ากับเราเพิ่มเติมว่าเธอไม่ได้พูดเช่นนั้น
(น่าเสียดายที่หนังสือเล่มนี้ไม่ได้บอกที่มาอ้างอิงไว้
ใครที่สนใจ คงต้องไปตามหาอ่านเอาเองจากที่อื่น)
ที่จริงแล้ว, เธอกลายเป็น 'เหยื่อ' ของการประชาสัมพันธ์
ปลุกปั่นให้เกิดการปฏิวัติเท่านั้น

สถานการณ์ที่ยิ่งใหญ่ สำหรับบางคนบางแผนการ, จำเป็นต้องมีเหยื่อ

จริงอยู่ ดูจากในหนังและอ่านจากหนังสือ
สาเหตุหลักของความยากจนไม่ได้มาจากลำพังความฟุ่มเฟือย
แต่มาจากการที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 สวามี
ตัดสินใจสนับสนุนกองกำลังทหารสำหรับสงครามในอเมริกา
ซึ่งอยู่ไกลออกไปและเป็นการตัดสินใจบนความลังเล

แต่ประวัติศาสตร์โดยทั่วไป ก็ล้วนขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนเขียน
และแต่ละคนจะมีทางออกให้ตัวละครในอดีตนั้นอย่างไร

ยกขบวนออกจากประวัติศาสตร์ราชวงศ์ฝรั่งเศสเมื่อหลายร้อยปีก่อน
มองไปรอบๆ แถวๆ บ้านเรา การบริโภคข่าวลือ ยังคงเป็นกิจวัตรที่เกิดกับทั่วไป
ทั้งในระดับชาวบ้านและการเมือง
เป็นอาหารรสโอชาที่ใครได้ลิ้มก็ล้วนติดใจ

บางคนเกิดมาแล้วตายไป พร้อมข่าวลือต่างๆ นานา
เพียงเพราะเขาไม่สำคัญกับโลกเพียงพอ
ที่จะเป็นตัวละครที่มีคนรุ่นหลังๆ มาคอยตั้งประเด็นให้ถกเถียง

การเปลี่ยนผ่านของเวลา
จะช่วยให้คนอื่นๆ มองเห็นคนอื่นๆ ในมิติที่หลากหลายขึ้นจริงหรือ?

มารี อองตัวเนต ถึงจะเป็นราชินี แต่โดยพื้นฐานก็เป็นคนธรรมดาๆ
แต่งงานเร็ว มีความรักในสามี มีลักลอบร่วมรัก
เป็นเด็กสาวที่ฟุ่มเฟือย หรูหรา ชอบแต่งตัว
ชอบสนุกสนาน ต้องสูญเสียลูกน้อย กล้าหาญ และเล่นการพนัน
ขณะเดียวกัน ก็ต้องแบกรับภาระใหญ่หลวง
ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วยวัยเพียงสิบห้าปี

ลองออกไปเดินเล่นตามสยามสแควร์ดูสิ
เราอาจประเมินเด็กสาวจากภายนอกต่างออกไปจากเดิม

..................................................

หมายเหตุ ค้นๆ รูปพระนางแล้วตลกดี
รูปแรกเป็นภาพเสมือนจริง
รูปที่สองเป็นผลงานของใครสักคน สำหรับงานฮาโลวีนhttp://www.makezine.com/blog/archive/2006/10/homemade_headle.html

ส่วนรูปที่สาม เป็นอมยิ้มหัวคน
http://www.mcphee.com/items/11768.html
จากประวัติศาสตร์ที่หดหู่ที่สุดเรื่องหนึ่งของโลก
กลายมาเป็นอมยิ้มภายในเวลาเพียงสองร้อยกว่าปี!

Monday, November 5, 2007

ทะลุหูขวา (6): artist: Goldfrapp


ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร HIP
ฉบับเดือนตุลาคม 2550

Goldfrapp

Goldfrapp คือวงดนตรีดูโอชาวอังกฤษ ประกอบด้วย

Alison Goldfrapp (Vocals/Synthesizer) และ Will Gregory (Synthesizer)
มีผลงานออกมาแล้วทั้งหมด 3 อัลบั้ม
(ไม่รวม อัลบั้ม We Are Glitter ที่เอาเพลงเก่ามามิกซ์ใหม่ )
คือ Felt Mountain ในปี 2000, Black Cherry ปี 2003 และ Supernature ในปี 2005

Alison Goldfrapp เพิ่มพูนความรู้ทางดนตรีและทดลองทำเพลง

ในสมัยที่เรียน fine art painting อยู่ที่ Middlesex University
แรงบันดาลใจส่วนใหญ่ในการแต่งเพลงของเธอมาจากความรู้สึกเหงาตอนเด็ก
เพลงที่เธอฟัง และหนังที่เธอชอบ
อย่าง James Bond และ Cul-de-Sac ของ Roman Polanski

Alison ยังได้แรงบันดาลใจอีกส่วนจากความเหนือจริง (surrealism)

และธรรมชาติ ซึ่งดูได้จากปกซีดี ที่เธอออกแบบเอง

ขณะที่ Will Gregory ชอบเพลงคลาสสิคและเป็นคนทำเพลงประกอบหนัง

จนกระทั่งวันหนึ่ง Will ได้มีโอกาสฟังเดโมเพลง Human
(ซึ่งภายหลังเพลงนี้มาอยู่ในอัลบั้ม Felt Mountain) แล้วชื่นชอบเสียงร้อง
เขารู้สึกได้ถึงความชอบทางดนตรีที่คล้ายกัน
จึงตัดสินใจชวน Alison ทำงานร่วมกันภายใต้ชื่อ Goldfrapp
ซึ่งก็คือนามสกุลของเธอ

การทำงานของทั้งคู่ในสตูดิโอเริ่มต้นด้วยการที่ Alison เขียนเนื้อเพลง

เธอจะร้องออกมาเป็นทำนอง พร้อมกำหนดจังหวะของกลองออกมาเลย
ส่วน Will ก็รับหน้าที่ในส่วนของดนตรีทั้งหมด
โดยจะทำให้เข้ากันกับอารมณ์ของเนื้อร้องที่ Alison เขียนและร้องเอาไว้

เพลงของ Goldfrapp มีลักษณะของเสียงร้องที่เป็นเอกลักษณ์

นุ่มนวล เน้นเสียงหายใจและลมของ Alison
ผนวกกับการเรียบเรียงเพลงที่ซับซ้อนและเน้นการเรียบเรียงเครื่องสายของ Will

ถึงแม้จะได้รับคำชมมากมายจากนักวิจารณ์

แต่อัลบั้มแรกอย่าง Felt Mountain ที่มาในดนตรีแบบ Ambient
ถือว่าไม่ประสบความสำเร็จทางด้านยอดขายเท่าที่ควร (ทั้งๆ ที่ไพเพราะมาก)
อย่างไรก็ตาม อัลบั้มถัดมาอย่าง Black Cherry ที่มาในแบบ Electronic
ที่ฟังง่ายขึ้นนั้นก็ได้รับความนิยมมากขึ้น
และขยายความนิยมไปถึงตามไนต์คลับต่างๆในสหรัฐอเมริกาด้วย
ต่อมาในปี 2005 อัลบั้ม Supernature ก็ได้กำหนดคลอด
พร้อมได้รับความนิยมอย่างมาก โดยมีเพลงเปิดตัวอย่าง Ooh La La
และซิงเกิ้ล Number 1 และ Ride A White Hourse

ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ www.goldfrapp.com

ทะลุหูขวา (6): lyric: Fly Me Away

Fly Me Away

Drifting out of time
Something on your mind
And I wanna be the one that you call
When you get down
No matter where you are in the world
I'll be around

Fly me away on an Aeroplane
High in the sky
Wanna see you again
Wanna know this time,
Gonna tell you what I'm feeling
Gonna know this time,
Gonna get it back that feeling

Miles and miles of sun
Endless roads twist on
Don't wanna live a life
In a world that's all the same
The crazy little things
That you do are magical


This crazy life
This crazy world
We're living in is
Magical

ทะลุหูขวา (6): essay: Middleton’s Black&Mild

Middleton’s Black&Mild

หลายวันก่อน ผมมีโอกาสได้พบปะกับเพื่อนสองคน
หนึ่งคนมาจากกรุงเทพฯ อีกหนึ่งพำนักอาศัยอยู่ที่เชียงใหม่นี้
อันที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนักหนา
ปกติเราก็รับประทานอาหารร่วมกันอยู่บ้าง
ตามจังหวะเวลาและโอกาส
บทสนทนาบนโต๊ะก็ไม่ผิดไปจากเดิมมากนัก
เรากิน จิบ พูดคุย บอกเล่าสิ่งที่เป็นมาและกำลังจะเป็นไป
ถกเถียง แลกเปลี่ยน หลายจังหวะไพล่ไปถึงการนินทาเพื่อนคนอื่นๆ
ที่ไม่ได้อยู่ร่วมโต๊ะอาหารนั้น
น้ำสีองุ่นพร่องไปตามเวลาและการสนทนา ผมหยิบบุหรี่ขึ้นมามวน
“ขอบ้าง” เพื่อนจากบางกอกเอ่ยปาก
“ขอด้วย” เพื่อนชาวเชียงใหม่พูดขึ้นบ้าง

ทั้งสองคนไม่ใช่คนสูบบุหรี่

วูบหนึ่ง หลังจากแจกจ่ายไปตามเสียงร้องขอ
ผมพลันเกิดความรู้สึก ‘เชื่อมโยง’ บางประการระหว่างเราทั้งสาม
ไม่น่าจะเกิดจากตัวบุหรี่
และโดยธรรมชาติของการทำกิจกรรมร่วมกันบนโลกมนุษย์นั้น
เรามักไม่นับการสูบบุหรี่ร่วมกันให้เป็นกิจกรรมหมู่ประเภท ‘เชื่อมโยง’ อยู่แล้ว

ไม่เหมือนเตะฟุตบอล ดื่มเหล้า ไปดูหนัง เต้นแอโรบิก และหรืออื่นๆ
คนที่สูบบุหรี่เป็นกิจวัตรย่อมน่าจะทราบดีว่า
แม้เรากำลังสูบบุหรี่ร่วมกับผู้อื่น
ก็ไม่ได้หมายความว่าเรากำลังดำเนินกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับพวกเขาแต่อย่างใด

ความรู้สึก ‘เชื่อมโยง’ นั้นเกิดขึ้นจากไหน
.........

ในบรรดาสิ่งต่างๆ ที่ตลบอบอวลอยู่ในโลกใบนี้
บางคนอาจมองเห็น ‘ความมหัศจรรย์’ จับจองตัวเองอยู่ในความอลม่านนั้น
การเจริญเติบโตของต้นไม้ จากเมล็ดเล็กๆ งอกเงยแตกกิ่ง
ผลิใบออกดอก บ้างให้ผลหลากสีหลายรส
ความหนักแน่นมั่นคงของขุนเขาที่เราเห็น
ความกว้างใหญ่ไพศาลของผืนทะเลทราย
ที่สะท้อนภาพเวิ้งว้างสุดลูกหูลูกตา
การใช้ชีวิตของแมลงตัวน้อยที่บอบบางกว่าเศษกระดาษชำระ
แววตาซื่อสัตย์ของสัตว์เลี้ยง-ที่ไม่ใช่มีต่อตัวเรา

แต่หากมีต่อตัวมันเอง
สิ่งเหล่านี้มีอยู่ในความปกติ

และมหัศจรรย์เกินกว่าจะจินตนาการด้วยเหตุผล

ผมโชคดีที่พอจะมองเห็นความมหัศจรรย์เหล่านั้น
และมันทำให้การมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ ไม่น่าเบื่อเกินไปนัก

เมื่อความเบื่อหน่ายเปิดที่ให้ชีวิตได้มีโอกาสสัมผัสสิ่งอื่น
การมีชีวิตอยู่ก็เริ่มจะมีความหมายขึ้นบ้างอีกนิด
และการที่ชีวิตมีความหมาย เราก็จะสนิทสนมกับ ‘เวลา’ แนบแน่นขึ้น
แม้ว่าเราจะไม่เคยมองเห็น ‘เวลา’ เลยสักครั้ง

ไม่ว่าจะต้องการหรือไม่ เราจำเป็นต้องอาศัยอยู่ร่วมกันบนโลกในนี้
และไม่ว่าจะอย่างไร เราจำเป็นต้องสื่อสารกับเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์คนอื่นๆ
เพื่อการดำรงอยู่
มันเป็นช่วงเวลาของการป่วยไข้แล้วมีคนคอยดูแล
เป็นช่วงเวลาของการหิวโหยและได้กินอาหาร
เช่นเดียวกับเวลาที่พลัดหลงและพบทางออก
เป็นช่วงเวลาของความปีติดีใจและได้สวมกอด
เป็นการแพ้ฟุตบอลที่มีอีกหลายคนร่วมรู้สึกไปด้วยกัน
เป็นความเอื้ออาทร ที่ไม่ใช่ ‘บ้าน’ จากรัฐบาลจอมปลอม
แต่คือความหมายของการอยู่ร่วมกัน

บุหรี่ที่มวนขึ้นเองกับเพื่อนสามคนอาจหมายถึงสิ่งนี้

เป็นไปได้ว่ามีความมหัศจรรย์มากมายฟุ้งกระจายอยู่บนโลก
หรือแท้ที่จริงแล้ว ทุกสิ่งบนโลกในนี้ล้วนคือความมหัศจรรย์ทั้งนั้น
รวมทั้งความปกติธรรมดาในชีวิต

ในภาพยนตร์เรื่อง Before Sunrise

ตัวละครหญิงชายพบกันบนรถไฟ
ตัดสินใจแวะลงเที่ยวด้วยกันในเมืองแปลกหน้าหนึ่งคืน
และแยกจากกันไปในเช้ารุ่งขึ้น
ใครสักคนหนึ่งในสองคนนั้นพูดขึ้นว่า
“ถ้าจะมีความมหัศจรรย์อยู่ในโลกใบนี้
มันต้องเป็นความมุ่งมั่นที่จะทำความเข้าใจคนบางคน
ที่กำลังแบ่งปันบางสิ่งแน่ๆ มันอาจจะไม่เข้าใจหรอก
แต่ก็ไม่เห็นเป็นไร เพราะคำตอบมันจะอยู่ในความมุ่งมั่นนั้นแหละ”


ผมอาจจะโชคดี ที่สูบบุหรี่เป็น มวนบุหรี่ได้
เป็นเพื่อนกับสองคนนั้น และพอจะรู้สึกได้ถึงความมหัศจรรย์ที่ว่า
มันคงเป็นความเดียวกับการที่เรารู้สึกว่ามีใครบางคนอยู่ร่วม ‘เวลา’ ไปกับเรา
ในท่ามกลางเวลาของชีวิตที่ทุกคนมีจำกัด
เป็นความเปราะบางของมนุษยชาติผู้เย่อหยิ่ง
เป็นการยอมรับข้อจำกัดเรียบง่าย ที่เราไม่สามารถอยู่อย่างโดดเดี่ยว

ถ้าความโหดร้ายสาหัสของมนุษยชาติ
คือการที่ใครสักคนสร้างเรามาให้เป็นหนึ่งหน่วยที่จำเป็นต้องพึ่งพิงหน่วยอื่น
การมีบางคนที่ว่านั้น ก็น่าจะเป็นของขวัญล้ำค่าที่มาคู่กัน
บางทีการมองเห็นสิ่งนี้ อาจคือความมหัศจรรย์ล้ำเลิศของชีวิต

หมายเหตุ ไม่น่าเชื่อว่า ‘การสูบบุหรี่’ ที่นับวันผู้สูบกำลังถูกสวมบทให้เป็นสัตว์ประหลาดน่ารังเกียจกว่าสิ่งมีชีวิตที่เชิดหน้าชูตาแต่เอารัดเอาเปรียบและคดโกง จะสามารถ ‘ก่อให้เกิด’ กระบวนการทบทวนความคิดให้กับผู้ที่ตั้งใจสูบอย่างจริงจังได้-มหัศจรรย์มาก!

Friday, November 2, 2007

ฟังไว้เพลินหัว


ตอนที่กลับมาจากปาย นั่งมากับรถตู้ขนของ
พวกแอมป์ และลำโพงที่ใช้จัดงานหู
ฟังเพลงมาตลอดทาง
จู่ๆ ลุงแก้ว (คนขับรถ) ก็ถูกโบกให้จอดหลบข้าง
กลางถนนมีกรวย ข้างถนนมีรถตู้จอดอยู่
มีเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว โผล่หน้ามาดู
ถามว่ามาจากไหน จะไปไหน ทำไมมาคนเดียว
ก็ตอบไปตามจริง

เขาถามต่อว่า จ่ายค่ารถเท่าไหร่
ก็ตอบไปตามจริงว่าไม่ได้จ่าย
เพราะติดรถขนเครื่องเขากลับมา
แล้วเขาก็ให้เจ้าหน้าที่คน
ที่เขาบอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากกรมขนส่ง
ไปคุยกับลุงแก้ว

ตำรวจท่องเที่ยวบอกว่า
ได้รับแจ้งจากนักท่องเที่ยว ว่ามีรถตู้โก่งราคา
บางคันเรียกเงินจากฝรั่ง 700 บาท
นี่ใกล้เข้าฤดูท่องเที่ยวแล้ว
เดี๋ยวจะเสียชื่อประเทศชาติ
ซึ่งรถตู้แบบที่วิ่งรับคนนี้ ตามกฏถือว่าผิด เพราะว่าไม่ได้ตีทะเบียนรถรับจ้าง

เราบอกไปว่า น่าจะไปตรวจเกสต์เฮ้าส์และร้านเหล้าบ้าง
เพราะเห็นหน้าไฮทีไร ก็โก่งราคาขึ้นสุดตัวเหมือนกัน
แกก็ว่า ทำไม่ได้ เพราะติดขัดหลายอย่าง

กลับขึ้นรถมา ถามลุงแก้วว่า เกิดอะไรขึ้น
ลุงแก้วเล่าว่า โดนปรับไปสองพัน
ข้อหาติดตะแกรงบนหลังคารถโดยไม่ขออนุญาต
แกว่าเป็นการหาเรื่องปรับไปตามประสา
เพราะทะเบียนรถก็มี ผู้โดยสารที่เก็บเงินมาก็ไม่มี
จะปรับเป็นรถตู้เถื่อนก็ไม่ได้

ลุงแก้วบอกอีกว่าที่จริงแล้ว เป็นการว่าจ้างจากบริษัทเดินรถ
(ซึ่งเข้าใจว่าผูกขาดอยู่เจ้าเดียว)
เพื่อตัดทางทำมาหากินของบรรดารถตู้
หวังให้ทำมาหากินไม่ได้ คนก็จะไปขึ้นรถที่ให้บริการ
(จำชื่อบริษัทไม่ได้แล้ว แต่เข้าใจว่าลุงแก้วคงหมายถึงรถบัสโดยสารประจำทาง)

ไม่รู้จะเชื่อข้างไหน
ฟังไว้เพลินๆ หัว
และจบเรื่องเล่าเมืองปายแต่เพียงเท่านี้

Monday, October 29, 2007

Tuesday, October 23, 2007

ELECTRO ROMANTIC MOMENT



รูปบางส่วนจากงาน มีเพื่อนหลายคนจากหลายจังหวัดอยากเห็น
ฝีมือช่างภาพจากบางกอก ชื่อแอ็ป (APPLE)
ขอบคุณทุกๆ คนอีกครั้งครับ พอกันใหม่งานหน้า ^^

Thursday, October 11, 2007

FALL ON DEAF EARS: OCTOBER 2007 in Pai!

เพิ่งฟื้นจากเหนื่อย ส่งเมลยังไม่ทัน
เลยขอเอามาแปะไว้พลางๆ เผื่อใครเข้ามาดู
ว่างๆ ไปเที่ยวกัน (จะเตรียมตัวทันมั้ยนะ)

สวัสดี
ในที่สุด งานแรกของ RabbitHood ก็ผ่านไปได้
ท่ามกลางอุปสรรคหมื่นล้านอย่าง ทั้งคน เทคนิค และธรรมชาติ
แต่สุดท้ายทั้งหมดก็ผ่านพ้นไปได้
อยากขอบคุณพี่เพชรและทีมงาน
ขอบคุณทีมงานเฉพาะกิจของ RabbitHood
ขอบคุณเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกท่านที่คอยให้กำลังใจ
และคอยช่วยเหลือมาโดยตลอด
ขอบคุณผู้ชมที่แม้ฝนตกก็ไม่ทิ้งกัน
ดีใจที่ในที่สุดก็ได้เห็นมันปรากฏขึ้นตรงหน้าจนได้
เหนื่อยขาดใจ แต่พอได้พักสองสามวันก็ดีขึ้นบ้าง

เอาล่ะ กลับมาที่งานหู ครั้งนี้จัดที่ปาย
อันที่จริงก็ไม่ได้คิดไว้ก่อน ให้บังเอิญว่าจู่ๆ พี่ชาติแห่ง BeBop
ก็โทรมาชวนอยากให้ไปจัดที่ GrooveYard (ข้างๆ BeBop)
เมื่อพี่ชาติออกปาก ไหนเลยจะปฏิเสธ
กับคิดอีกอย่างว่า แฟนๆ งานหูก็จะได้เปลี่ยนบรรยากาศกันบ้าง
เพราะเท่าที่สื่อสารกัน ก็ได้ยินว่าจะมีพี่น้องเชียงใหม่
ตามไปสมทบไม่น้อยอยู่(ที่จริงชาวบางกอกก็ไปสมทบได้นะ ^^)

เราจะไปก่อนตั้งแต่วันศุกร์ ไปเตรียมตัว ดูที่ดูทาง
แล้ววันเสาร์ก็ค่อยว่ากัน(ถ้าใครจะไป ติดต่อที่พักแต่เนิ่นๆ เน้อ)

เดือนนี้โชคดีอีกแล้วที่ได้รูปวาดจากฝีมือพี่มอ (ไทวิจิต พึ่งเกษมสมบูรณ์)
ถ้าจำได้ เคยถ่ายผนังร้านพี่มอมาทำโปสเตอร์ไปครั้งหนึ่งแล้ว
แต่เดือนนี้พิเศษกว่า เรื่องมันมีอยู่ว่าพี่มอไปเที่ยวงานหูเดือนที่แล้ว
(ที่โปสเตอร์เป็นรูปของนวล) คุยไปคุยมาแกเลยบอกว่ามีรูปๆ นึง แกวาดไว้
เป็นรูปของนักดนตรีแจ๊ซชื่อ Jimmy Smith
แกว่าในรูปกำลังทำมือเล่นคีย์บอร์ด แต่อนุญาตให้เอามาใช้ได้
(ท่าทางของมือคล้ายๆ ดีเจกำลังเปิดแผ่น)
ตื่นเต้น ไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้ทำงานบนรูปของพี่มอ
งานออกมาเลยเกร็งๆ เล็กน้อย(ตอนหลังคุยกับแก แกก็บอกว่าเรียบไปหน่อย
ดูเกร็งๆ คราวหน้าไม่ต้องเกรงใจ ใส่ไปเต็มที่ได้เลย!)

อันที่จริงมันก็มีความเชื่อมโยงกันอยู่ เพราะว่า GrooveYard
ของพี่ชาตินั้น พี่มอก็เป็นคนออกแบบให้(ร้านสวยมาก!)
การได้รูปของพี่มอมาทำโปสเตอร์ในคราวนี้
เลยช่วยเสริมบรรยากาศของการไปจัดงานที่ GrooveYard ขึ้นอีกด้วย

ดีวีดีเดือนนี้ก็เจ๋งเชียว สำหรับคนรู้จัก Goldfrapp คงไม่ต้องอธิบาย
แต่สำหรับคนที่ไม่รู้จัก เดี๋ยวรออ่านในบล็อกนี้แล เราก็เพิ่งรู้จักเหมือนกัน
เพิ่งรู้ว่าเล่นเป็นวงเปิดให้ Coldplay ในช่วงหลังเขกกบาลตัวเองไปสองที
ปล่อยให้หลงหูหลงตาไปได้ยังไง

ยังไงก็ตาม เพลงดีๆ ในโลกนี้มียังมีอีกมากจริงๆ

อันที่จริงครั้งนี้เป็นครั้งที่ 12 เผลอแป็บเดียว
เดือนหน้าจะเริ่มต้น season 2 แล้วพร้อมฉลองครบ 1 ปี!
ที่ไหน เมื่อไหร่ ยังไง เดี๋ยวว่ากัน (ตอนนี้ยังไม่ได้คิด)

เอาล่ะ ยังพักฟื้นไม่หายดีขอตัวไปพักก่อน
ถ้าใครไปได้ พบกันวันเสาร์ที่ปายนะ
20.00 ฉาย Goldfrapp 21.00 ค่อยเริ่มบรรเลง
โทรไปสอบถามรายละเอียดได้ที่ 089 560 8561
^^
วชิรา

ทะลุหูขวา (5): artist: MEW



{artist}
Mew

Mew คือวงดนตรีจากเดนมาร์ค
ประกอบด้วย Jonas Bjerre, Bo Madsen, Jahan Wohlert และ Silas Graae
พวกเขารู้จักกันมาตั้งแต่ 6 ขวบ และรวมกลุ่มกันตอนเรียนอยู่เกรด 7
และรวมเป็น Mew เมื่อปี 1995

การแสดงสดครั้งแรกของ Mew เกิดไปเตะตาเอเย่นต์ของสำนักพิมพ์
ซึ่งชมการแสดงอยู่ในคืนนั้น เขากลับไปโน้มน้าวบริษัทให้ปรับแผนธุรกิจ
และออกอัลบั้มแรกให้กับ Mew

A Triumph for Man ออกสู่ผู้ฟังในปี 1997 ด้วยจำนวน 2000 แผ่น
และได้รับคำวิจารณ์มากมาย
สามปีต่อมา Mew ออกอัลบั้ม Half the World Is Watching Me
จำนวนจำกัดแค่ 5000 แผ่น ภายใต้สังกัดตัวเองชื่อ Evil Office
จนค่ายใหญ่อย่าง SONY/Epic มาเห็นเข้า
และจับเซ็นสัญญาเข้าตลาดนานาชาติ
Half the World Is Watching Me ในคราวนั้น
เคยมีราคาสูงถึง 200 เหรียญใน eBay
(อัลบั้ม Half นี้เพิ่งทำออกมาใหม่เมื่อต้นเดือนสิงหาคมนี้เอง)

Mew ออกอัลบั้มที่สาม Frengers ในปี 2003
และได้รับรางวัล Album of the Year ควบ Band of the Year
จาก Danish Music Critics Awards ในปีนั้นเอง

Mew มีโอกาสได้ออกทัวร์ยุโรปกับ R.E.M. ในฐานะวงสนับสนุน
และทำให้ชื่อเสียงของวงแพร่ขยายออกไปมากขึ้น
สองปีต่อมา Mew ออกอัลบั้มใหม่ And the Glass Handed Kites
(ออกแบบปกโดย M/M (Paris)-ที่เคยออกแบบใบปิดหนัง ‘สัตว์ประหลาด’
(Tropical Malady) ให้กับ อภิชาติพงษ์ วีระเศรษฐกุล)

ปีถัดมา Jahan Wohlert (เบส) ลาออกจากวงด้วยเหตุผลที่ว่า
ตัวเองไม่สามารถเป็น ‘ร็อคสตาร์’ และ ‘คุณพ่อ’ ที่ดีไปพร้อมๆ กันได้
ไม่กี่เดือนจากนั้นมีคนพบใน myspace ว่ามี account ของวงดนตรีใหม่ชื่อ
The Storm ซึ่งปรากฏชื่อของ Jahan Wohlert และ Pernille Rosendahl
(แฟนสาว) ในรายชื่อสมาชิกของวง แต่ที่น่าแปลกก็คือ account นั้น
ถูกลบในวันถัดไป!
ข่าวว่า The Storm เซ็นสัญญากับ Universal Music Denmark
และคาดกันว่าจะออกอัลบั้มแรกปลายปี 2007 นี้

ลือกันว่าการแสดงสดของ Mew น่าสนใจมาก เพราะนอกจากจะสนุกแล้ว
ยังมีภาพเคลื่อนไหวจากฝีมือของนักร้องนำ Jonas Bjerre ให้ชมอีกด้วย

ดนตรีของ Mew ค่อนข้างซับซ้อนแต่สวยงามและมีบรรยากาศ
และที่สำคัญ-ประณีต
Jonas Bjerre เคยให้สัมภาษณ์ (Popgurls Interviews by Twilight) ว่า
“เราทำดนตรีเหมือนทำหนัง จากส่วนหนึ่งต่อไปอีกส่วนหนึ่งเหมือนเป็นบทๆ เราไม่ต้องการทำดนตรีที่พอเริ่มต้นเพลง คุณก็จะรู้ทั้งหมดของมันทันที ผมคิดว่าเพลงแบบนั้นมีอยู่ตามหน้าปัดวิทยุเยอะแล้ว เรามักจะฉายภาพเวลาที่เล่นสด ซึ่งเป็นหน้าที่ของผม ภาพพวกนั้นมาทีหลังดนตรี ผมจะนั่งและฟังเพลงที่พวกเราทำเสร็จแล้ว ภาพจะค่อยๆ โผล่มาในหัว ซึ่งเป็นวิธีเดียวกันกับที่ผมเขียนเนื้อเพลง”

ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ www.mewsite.com

ทะลุหูขวา (5): lyric: Chinaberry tree

{lyric}
Chinaberry tree

In parallel sea what would I be?
My first love said to me:
"Tears out for the world to see"
I would not be
I did not see the chinaberry tree
Tears out, it would feel so
Heavenly, heavenly, heavenly
Hard now to picture a me
Without a you

"Don't interfere"
Part of her back was frozen
For the remainder of the war
"Don't be concerned"
But I never learned how not to be
As my first love said to me:
"I don't care. I'm not there"
So that I could not sleep
My whole being was falling apart
So that I soon cried out:
"Dear friends, hold me!"

ทะลุหูขวา (5) : essay: ระหว่างสองสิ่งและทั้งหมด

ทะลุหูขวา
text and artwork by วชิรา

ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร HIP ฉบับเดือนกันยายน 2550

{essay}
ระหว่างสองสิ่งและทั้งหมด

เวลาที่ว่างจากการทำงานและเที่ยวเตร่ ผมมีความคิดว่า

เราไม่ควรใช้ช่วงเวลาน้อยนิดนั้นเพื่อการทำงานและเที่ยวเตร่ซ้ำอีก
จึงพยายามใช้โอกาสนั้นหยุดพัก ครุ่นคิด ตรึกตรอง
ทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นไปในชีวิตของตัวเอง
(เพราะผมมีความคิดอีกเช่นกันว่า ไม่มีความจำเป็นใดๆ
ที่เราควรใช้เวลาอันมีค่านั้นเพื่อการคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
และเป็นไปในชีวิตของคนอื่น อันมักนำมาซึ่งความสาแก่ใจส่วนตัวเป็นที่ตั้ง)

เมื่อมีโอกาสหยุดคิด ผมจึงพบว่าช่วงชีวิตหนึ่งๆ ของคนเรานั้น
ถ้าไม่เกียจคร้านเกินไปจนไม่เคยกระดิกตัวทำอะไร
หรือปฏิสัมพันธ์กับใครหน้าไหนเลย
ก็มักจะประกอบด้วยเรื่องราวต่างๆ นานาที่ตกค้างอยู่ในใจ
ทั้งที่ก่อขึ้นมาเองและมีผู้อื่นมาช่วยก่อให้

เหตุที่ก่อให้เรื่องราวเหล่านั้นเกิดขึ้น ผ่านไปเนิ่นนานแล้ว
แต่ ‘สิ่งตกค้าง’ ยังคงอยู่
........

วิธีสลายสิ่งตกค้างนั้นก็ไม่ยาก คุณก็แค่บอกตัวเองว่า ‘ลืมมันซะ’
แล้วทุกอย่างก็จะดีขึ้น-ผมเคยได้ยินใครสักคนเปรยให้ฟัง พลางหัวร่อออกมาดังๆ
คงตลกพิลึก ถ้าเราสามารถทำอย่างนั้นได้จริง
จินตนาการคล้ายสองมือกลายสภาพเป็นยางลบ
เมื่อยกขึ้นถูหัวสามครั้ง ความทรงจำทั้งหลายทั้งปวงที่เราไม่ต้องการก็จะเลือนลับ
หายวับ

แน่ละ! ฉันจะลบความทรงจำเลวร้ายออกไปให้หมด
คิดถึงแต่เรื่องดีๆ คิดแต่เรื่องที่สวยๆ งามๆ
เรื่องที่ทำให้ฉันยิ้มได้ทุกครั้งที่นึกถึง เรื่องแบบนั้นฉันจะไม่ลบ

ผมคิดเอาเองว่ามันไม่ยุติธรรม-กับ ‘ชีวิต’

จริงอยู่ อาจมีบางท่านชื่นชอบ หลงใหล คลั่งไคล้
ให้ตัวเองเจ็บปวดรวดร้าว-นั้นก็เป็นเรื่องและสิทธิของเขา
พอกับที่หลายๆ ท่าน ตื่นเต้น ฮึกเหิม ซาบซ่าน
มีความหวังให้ตัวเองได้พบประสบแต่ความสุขความเจริญ
ซึ่งก็เป็นเรื่องและสิทธิของเขาอีกเช่นกัน

โดยส่วนตัว, ผมสนใจการ ‘เลือกรับ’ ประสบการณ์
พอๆ กับผลลัพธ์ของมัน
หมายความว่านอกเหนือจากความสุขทุกข์ในชีวิต
ผมยังสนใจว่าทำไมเราจึงต้องพยายามลืมความทุกข์
และจดจำแต่ความสุขที่เกิดขึ้นเท่านั้น

ชีวิตที่มีแต่ความสุข เป็นชีวิตที่ดีจริงหรือ?

ในยามที่ร่างกายมีบาดแผล เราต่างร้อนรนพยายามหาทางรักษา
วิ่งหาหยูกยา เราเดินหน้าเข้าหาบาดแผล ไม่ใช่วิ่งหนี
การพยายามห่างหนี ไม่น่าจะช่วยให้อะไรดีขึ้น

เช่นเดียวกับการกล่าวโทษสิ่งอื่นและคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเรา

ชีวิตที่มีแต่บาดแผล ไม่น่าจะใช่ชีวิตที่ดีแน่ๆ -ผมคิด

แต่ที่หนักหน่วงกว่าบาดแผล คือการที่เราไม่สามารถกดปุ่ม
ลบความทรงจำทิ้งไปได้ (ใครๆ ก็รู้) การคร่ำครวญหวนไห้
ถึงแต่ความโศกเศร้าที่ผ่านมานั้น จึงหาเหตุผลมารองรับได้ยากเย็น
โดยเฉพาะในยามที่กำลังพยายามใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
อย่างที่ผมกำลังพยายามทำอยู่นี้

บวกลบคูณหารแล้ว ผมจึงเลือกที่จะไม่ลบ

หนำซ้ำยังยังพยายามพยายามปลุกให้ภาพเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านั้น
เดินทางย้อนเวลากลับมาช้าๆ ชัดๆ พยายามทะนุถนอมมัน
ราวกับทำด้วยวัสดุเปราะบางอันมีค่า
ให้เวลากับการนึกคิดโดยไม่นึกเสียดาย
หลายเรื่องรายละเอียดยังชัดเจน ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

ถ้าจำเป็นต้องเลือกระหว่างสองสิ่ง
มีความเป็นไปได้มากว่าผมจะขอเลือกทั้งหมด
ชีวิตที่มีแต่ด้านดีและสวยงามไปตลอดรอดฝั่ง
ไม่น่าจะเป็นชีวิตที่ดี

เพราะในท่ามกลางความโศกเศร้า ผมมองเห็นความงดงาม
และเผลอเรียกมันว่า ชีวิต

Wednesday, October 3, 2007