Friday, April 25, 2008

KoKo for HAPPENING!


KoKo (ออกเสียงว่า โก๊ะ-โกะ) ออกเดินทางจากในบล็อกไปสู่ Happening
และเดินทางกลับมาที่บล็อกนี้อีกครั้ง (ตลกดีเนอะ * *)
สำหรับชาวบางกอก ติดตามได้ที่ Happening บนแผงหนังสือ
สำหรับชาวที่อื่น ติดตามที่นี่ไปพลางๆ ละกันนะ มีเขียนเพิ่มเติมจากบล็อกที่แล้วเล็กน้อย!

หมายเหตุ พบข้อผิดพลาดหนึ่งประการคือ เขียนพ.ศ.ผิด!
อันที่จริงเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นปีนี้ คือ 2551 ไม่ใช่ 2550 ขออภัยทุกท่านมา ณ ที่นี้
T_T


เอาล่ะ นี้คือข้อความที่พี่วิภว์เขียนแนะนำไว้

วชิรา
บรรณาธิการคนที่ 2 ของนิตยสาร a day ที่ปัจจุบันหันไปตั้งรกรากที่เชียงใหม่ พร้อมทำตัวเป็นผู้จัดงานสุดเก๋ในซีรี่ส์ 'ทะลุหูขวา' ที่จัดต่อเนื่องมาแล้วทุกเดือนได้เป็นปี และคอนเสปต์แต่ละครั้งก็ยังสด แปลก และได้ใจคนไม่ชอบอะไรซ้ำซาก แต่วชิราไม่ได้ไปอยู่เชียงใหม่เพื่อเป็นเจ้าพ่องานปาร์ตี้หรือเป็นดีเจเท่านั้น เขายังไป 'ใช้ชีวิต' อีกด้วย โดยการพบปะทำความรู้จักกับผู้คนที่น่าสนใจ และในวันหนึ่งเขาก็ได้พบและได้ร่วมงานกับช่างภาพสาวชาวญี่ปุ่นชื่อ คาโยะ อูเมะ (Kayo Ume) ซึ่งกำลังมาแรงอย่างยิ่ง เรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป โปรดพลิกไปอ่านที่หน้า 20 โดยพลัน


เป็นศิลปะ
KoKo Girl! (and her dinosaurs)
เรื่องและภาพ วชิรา

ทั้งหมดนี้ออกจะเป็นเรื่องส่วนตัวสักหน่อย ผมจึงคิดว่าน่าจะใช้บางบรรทัดต่อจากนี้อธิบายที่มาที่ไปพอสังเขป เมื่อวันหนึ่งคุณวิภว์ บูรพาเดชะ โทรศัพท์มาแจ้งว่า อ่านพบข้อความที่ผมเขียนถึงช่างภาพชาวญี่ปุ่นท่านหนึ่งในบล็อก iamvajira.blogspot.com ที่ผมใช้เป็นโกดังไซเบอร์สำหรับเก็บข้อเขียนและเรื่องราวบางส่วนในชีวิตประจำวัน และอยากให้เขียนเล่าถึงมุมมองที่มีต่อการทำงานของเธอ ผมตรึกตรองแล้วจึงเห็นว่าน่าจะนำข้อความที่เคยเขียนไว้แล้วนั้นลงเสียเลย โดยถือโอกาสปรับคำและบางความให้สามารถอ่านได้เข้าใจตรงกัน จากนั้นเพื่อไม่เป็นการเอาเปรียบผู้ที่เคยอ่านในบล็อกมาแล้วจนเกินไปนัก ผมจึงพยายามทำการบ้านเพิ่มเติม และขออนุญาต Kayo Ume ผ่านทางคุณฟูมิยะ เพื่อนำผลงานบางส่วนของเธอมาลงให้ชมกัน

ซึ่งได้รับอีเมลตอบกลับมาว่าเธออนุญาตด้วยความยินดี

เรื่องราวต่อจากนี้เกิดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2551 และนี่คือข้อความที่เคยปรากฏอยู่ในบล็อกที่ว่านั้น

เมื่อสัปดาห์ก่อน ผมได้รับประสบการณ์ 'แปลกใหม่' คือทั้งแปลก และใหม่ และคาดว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นได้อีก จู่ๆ Kimura ชาวญี่ปุ่นที่พอรู้จักมักคุ้นกันสมัย SOI MUSIC ก็ติดต่อมาว่าอยากชวนมาถ่ายแบบ อ่านอีเมลของ Kimura อยู่หลายรอบจนแน่ใจ แต่ก็ไม่วายต้องอีเมลกลับไปถามว่า จริงๆ แล้วต้องการให้ช่วยหานายแบบหรือว่าต้องการให้เป็นแบบ

สุดท้ายกลายเป็นอย่างหลัง

เรื่องก็คือว่า Kimura ไปช่วยคุณ Fumiya ทำนิตยสาร haco ซึ่งเข้าใจคร่าวๆ ว่าเป็นคล้ายๆ แคตตาล็อกของแบรนด์เสื้อผ้า .fr ที่ญี่ปุ่น เข้าใจไปเองอีกว่าคุณ Fumiya นั้นก็เป็นคล้ายๆ creative director ของนิตยสารเล่มนั้น (แต่ไม่รู้ว่าแกเกี่ยวข้องอะไรกับเสื้อผ้า .fr หรือเปล่า) คราวนี้ haco จะมาถ่ายที่ประเทศไทย เขาก็ชักชวนคนโน้นคนนี้มาเป็นแบบกันสนุกๆ เท่าที่เห็นและพอจำได้ (ที่เขาเอามาโชว์ให้ดู) ก็มีจีน มหาสมุทร, จีน ฟูตอง, ตั้ม วิศุทธิ์, ปราบดา, โมโมโกะ, จูน Bear Garden, Stylish Nonsense ฯลฯ

ดูจากรายชื่อก็คงพอนึกภาพออก ตอนแรกผมนึกว่าเขาจะยกโขยงมาถ่ายกันที่เชียงใหม่ แต่ปรากฏว่าทุกคนถ่ายที่กรุงเทพฯ ที่เชียงใหม่มีแค่ผมกับนักเขียนการ์ตูนผู้หญิงที่มาจากญี่ปุ่นอีกหนึ่งท่าน Kimura ส่งลิ้งค์ที่เกี่ยวข้องกับนักเขียนการ์ตูนท่านนั้นมาให้เสร็จสรรพ (ซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่าให้มาทำไม เพราะไม่ได้ถ่ายด้วยกันเลย...คงเป็น ‘ความพร้อม’ ของการทำงานแบบชาวญี่ปุ่นมั้ง)


ผมปักใจเชื่อจนทุกวันนี้ว่าเขาคงหาอื่นไม่ได้จริงๆ หรือคนอื่นๆ อาจจะไม่ว่าง
ยิ่งคิดก็ยิ่งนอนเกร็งไปหลายวัน การอยู่หน้ากล้องเป็นเรื่องยากลำบากสาหัส

แล้ววันนั้นก็มาถึง ทีมงานเขายกมากัน 9 คน (นี่ก็คงเป็นเรื่อง 'ความพร้อม' ของการทำงานแบบชาวญี่ปุ่นเช่นกัน หรือที่จริงก็ไม่รู้ว่าเขาอยากมาเที่ยวกันเป็นพิเศษหรือเปล่า) แต่เห็นว่านอกจากคุณ Fumiya และ Kimura แล้ว ก็มีทั้ง อาร์ตไดเรคเตอร์ ช่างแต่งหน้าและทำผม (Kimura อวดทรงผมใหม่ ชี้มือบอกว่าคุณคนนี้เป็นคนตัดให้ ถามผมว่าตัดผมไหม? แล้วก็ย้ำว่าคนนี้เคยตัดผมให้กับ Kahimi Karie มาแล้วนะ (นักร้องที่ผมชอบมาก) ลูกค้าสองคน นักเขียนการ์ตูนคนนั้น แล้วก็ช่างภาพ

ช่างภาพที่แหละที่เป็นประเด็น!

ตอนที่ Kimura แนะนำ ผมเห็นภาพผู้หญิงคนหนึ่ง ท่าทางเพี้ยนๆ ว่างๆ ก็เอาผ้ามาโพกหัวเล่น หน้าตาตลกๆ และท่าทางอารมณ์ดี กล้องที่ใช้ก็มีสติ๊กเกอร์ตัวโน่นตัวนี่ (คลับคล้ายคลับคลาว่าเห็นไดโนเสาร์หนึ่งตัวแน่ๆ) เขาเตรียมหนังสือที่เป็นผลงานของเขามาให้ (สังเกตหลายครั้งว่าน่าจะเป็นธรรมเนียมของชาวญี่ปุ่น เวลาที่ไปพบปะคนใหม่ๆ แล้วมักจะมีของมอบให้ติดไม้ติดมือกลับบ้านเสมอ) เขียนชื่อให้ด้วย (ตอนที่ยื่นให้ เขาพยายามชี้ตรงที่เขียนชื่อผม แล้วพูดว่า โจ้ซัง โจ้ซัง) รับหนังสือมาพลิกดู แป๊ปเดียว Kimura ก็มาอธิบายว่า หนังสือเล่มนี้ขายได้ราว 100,000 เล่มที่ประเทศญี่ปุ่น! จากปกติที่ 4,000 ก็ขายกันหืดขึ้น


ช่างภาพคนนี้คือ Kayo Ume (คาโยะ อูเมะ)
มองจากภายนอก ผมรู้สึกว่าเขาช่างเป็นช่างภาพที่ปราศจากมาดแบบช่างภาพที่พบเห็นได้ทั่วไป

Ume ไม่ค่อยพูดภาษาอังกฤษ ทำงานเร็ว (Fumiya บอกว่าปกติเธอถ่าย 20 นาทีก็เสร็จ แต่ออกมาดี) หลังจากที่เลือกที่ถ่ายทำ เธอก็เริ่มลงมือ เราไปถ่ายกันที่ Backstreet Book-ร้านหนังสือมือสอง ซึ่งเป็นร้านประจำของผม "KoKo KoKo" คือคำที่ได้ยินจากปาก Ume ตลอดเวลา


KoKo (ออกเสียงว่า ‘โก๊ะโกะ’) = here ในภาษาอังกฤษ เขาจะดันผมไปยืนตรงโน่นตรงนี้แล้วก็พูดว่า KoKo KoKo แต่ไม่แค่นั้น เพราะ Ume จะชอบให้ผมชูสองนิ้ว ทำท่าประหลาดๆ และลากไปยืนที่ในจุดแปลกๆ ถ่ายอยู่สักพักก็บอกว่า ผมเหมาะจะกินไอติม ก็ชักชวนกันไปร้าน iberry ไปถึงก็เหมือนเดิม สั่งไอติมโคนให้เสร็จสรรพ (คุณ Fumiya ถือมาให้แล้วบอกว่า ผมไม่มีสิทธิเลือก เพราะว่า Ume เลือกให้แล้ว) ลากไปยืนตรงโน้นตรงนี้ เดี๋ยวก็ลากไปนั่งกินไอติมข้างถังขยะ "KoKo KoKo" แล้วก็ถ่ายๆๆๆๆๆ

ลืม...ตอนแรกที่ไปถึง iberry (คนค่อนข้างเยอะ) ผมกระซิบ Kimura ว่า ขอร้อง ไหว้ล่ะ อย่าถ่ายตรงชิงช้านะ เราอาย เพราะว่าชิงช้าของ iberry นั้นอยู่ในจุดที่โดดเด่นเป็นสง่ามาก หลังจากนั้นไม่ถึงนาที หลังจากที่ Kimura หันไปพูดอะไรไม่รู้กับ Ume (ผมฟังไม่ออก) Ume ก็เดินมาลากผมไปที่ชิงช้า หยิบไอติมของใครก็ไม่รู้ บอกว่าไปถ่ายรูปกัน (ตอนนั้นผมยังไม่ได้ไอติมของตัวเอง) เขากดถ่ายอยู่จนเสร็จ แล้วก็เงยหน้าขึ้นมาพูดภาษาญี่ปุ่นกับผม ผมหันไปถาม Kimura Kimura บอกว่า "แกล้ง!"

Ume เป็นช่างภาพที่ตลกที่สุดผมที่เคยเจอ ไม่ใช่ตลกแบบปล่อยมุกน้ำตาไหล แต่ด้วยบุคลิก แววตา ท่าทาง และก็เป็นช่างภาพคนแรกที่ผมเห็นว่าเวลาเปลี่ยนเลนส์แล้วไม่มีฝามาปิด แต่ใช้กระดาษแข็งสีขาวแล้วเอา
มือแปะทับไว้! -_-'

หลังจากนั้น ผมก็พาชาวคณะบางส่วนออกไปนอกเมือง คุณ Fumiya บอกว่าอยากไปดู เผื่อไว้คราวหน้า ขับรถกันไปจนถึงแถวๆ แม่ริม จอด ลงไปเดิน แล้ว Ume ก็ลากผมไปตรงกอเฟื่องฟ้า "KoKo KoKo" เหมือนทุกครั้ง (คราวนี้เขาถ่ายคุณ Fumiya กับคุณ อาร์ตไดเรกเตอร์ด้วย)

กลับเข้ามาที่วัดอุโมงค์ ผมเลยได้รู้ว่า Ume กลัวหมา (แต่ชอบเล่นลูกหมา แล้วก็ชอบวาดการ์ตูนรูปหมา) เวลาเดินผ่านหมา หรือหมาเดินผ่าน Ume จะรี่มาหลบข้างหลัง จ๋อยๆ แต่พอหมาเดินผ่านไป ก็กลับมาซ่าเหมือนเดิม

ตอนระหว่างนั่งรอไปสนามบิน ทุกคนกำลังเก็บข้าวของ Ume เดินถือตุ๊กตาที่หน้าตาละม้าย Kitty (สันนิษฐานว่าซื้อมาจากร้านตุ๊กตาแถวๆ กาดหลวง) เอามาวางบนตักผม ถอยหลังไป หยิบกล้องมาถ่าย หยิบตุ๊กตากลับ แล้วก็พูดอะไรไม่รู้กับคุณ Fumiya

"หน้าเหมือนกัน!" หมายถึงผมกับเจ้าตุ๊กตาหน้าแมวนั่น! คุณ Fumiya หันมาแปลให้ฟัง

หลังจากที่ทุกคนกลับไปแล้ว ผมมารู้ทีหลังจากอังกฤษ (อัจฉริยโสภณ) ว่า Ume ดังมากๆๆๆๆ มีรายการทีวีที่ญี่ปุ่นตามถ่ายทำชีวิตประจำวันตอนทำงานด้วย แล้วเมื่อไม่กี่วันมานี้เองคุณ Fumiya กลับมาที่เชียงใหม่ เราสามคน (รวมอังกฤษด้วย) ก็ยังมานั่งคุยเรื่องนี้กันต่อ เลยได้รู้ว่า Ume เป็นเด็กสาวจากจังหวัดทางเหนือ ตอนนี้มีสินค้าหลายชิ้นมาติดต่อให้เธอไปโฆษณา แต่เธอก็ไม่อยากทำ ที่น่าสนใจกว่าคือ เธอรู้สึกไม่ค่อยดี
ที่จะต้องปฏิเสธ คุณ Fumiya พูดคล้ายๆ ว่านี่เป็นคุณสมบัติของชาวชนบทญี่ปุ่น

หลังจากนั้นผมกลับมานั่งดูงานของ Ume จากหนังสือ Ume-me Today’s Happening ที่เธอให้ และพบว่ามันทำให้การมองสิ่งต่างๆ ของเราต่างไป ไม่ใช่แค่เฉพาะความแปลกหรือตลก แต่มันประกอบขึ้นด้วยอารมณ์ความรู้สึกบางอย่าง ดูแล้วก็คิดต่อไปว่า คนแบบไหนนะ ที่จะถ่ายภาพออกมาได้แบบนี้ (อีกใจก็คิดว่า ก็คงเป็นคนแบบ ‘KoKo KoKo’ คนนั้นนั่นแหละ!) โดยเฉพาะเวลาที่เขาถ่ายเด็กๆ เราจะเห็น 'ตัวเขา' สะท้อนมาจากแววตาที่เด็กๆ มองเขาได้ชัดเจน

นี่อาจจะเป็นสาเหตุให้งานของ Ume จับใจคนได้เป็นจำนวนมาก
มันคงเป็นความเป็นตัวของตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติ

บอกไปแล้วว่า ประสบการณ์แบบนี้คงไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ หรืออาจไม่เกิดขึ้นอีกเลย ถือเป็นการเล่าสู่กันฟังก็แล้วกัน เพราะมันเป็นการถูกถ่ายที่สนุกที่สุดตั้งแต่เกิดมา

ขอบคุณ Kimura และคุณ Fumiya ครับ^^

ระหว่างที่อ่านทบทวนเหตุการณ์ในวันนั้นอีกครั้ง ผมพบว่าหลายๆ เรื่องก็เล่าข้ามไป เช่นการพยายามจับผมให้ไปยืนข้างๆ รูปแพนด้าที่พ่นติดอยู่บนผนังด้านข้างร้าน iberry แล้วให้ยื่นมือเหมือนไปจับมือแพนด้าที่ยกอยู่ข้างหนึ่ง การพูดกับตัวเองเสียงดังตลอดเวลาที่กำลังถ่ายรูป หรืออาการตื่นเต้นสุดขีดที่เห็นโทรศัพท์บ้านขนาดยักษ์ (ทำด้วยปูนแล้วทาสี) ตอนระหว่างทางลัดบนถนนกองบินไปสนามบินเชียงใหม่ (ดูเหมือนมีใครเล่าให้เธอฟังมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่สรุปว่าไม่ได้ถ่ายเก็บไว้ เพราะคนอื่นๆ บอกว่ามีกฏห้ามถ่ายรูปบนถนนเส้นนี้ พวกเขาจึงลงความเห็นกันว่าไม่ควรฝ่าฝืนกฏ Ume ก็ได้แต่บอกว่าไม่เป็นไร ไม่เป็นไร)

ลำพังการถ่ายแต่ ‘ของแปลกๆ ‘ ไม่น่าจะใช่สาเหตุที่ผลงานของเธอเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง
ผมว่าบุคลิกและสัญชาตญาณของเธอต่างหาก ที่ทำให้เกิด ‘อารมณ์ความรู้สึกบางอย่าง’ ที่ว่านั่น

Kayo Ume (1981) เริ่มสนใจการถ่ายภาพเนื่องจากเห็นเด็กหญิงที่สวยที่สุดในหมู่บ้านสะพายกล้องอยู่รอบลำคอในเช้าวันหนึ่ง เธออยากเป็นอย่างนั้นบ้าง จึงไปซื้อกล้องมาสะพาย จากนั้นก็ค่อยๆ สนุกไปกับการใช้มัน เธอตัดสินใจเข้ามาในเมืองใหญ่เพื่อเรียนและเป็นช่างภาพจนกระทั่งผลงานเล่มแรกมียอดจำหน่ายแสนเล่มเมื่อปีกลาย ขณะที่เล่มที่สองและสาม มียอดจำหน่ายในขณะนี้อยู่ที่เล่มละห้าหมื่นเล่ม

ส่วนกล้อง (Eos5) ได้กลายเป็นอวัยวะหนึ่งที่สะพายบนคอของเธอไปแล้ว

ตามประสาคนไม่มีความรู้ ผมเดาเอาเองว่าเธอไม่น่าจะใช่ช่างภาพในสาขาเทคนิคพิศดารพันลึก ดูจากที่เธอเล่าไว้ในประวัติส่วนตัวว่าเธอชอบที่จะใช่โหมด P (Programme) ในการถ่ายแทนที่จะใช้ M (Manual) เหมือนช่างภาพทั่วๆ ไป เนื่องจากเธอมักจับภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน บังเอิญ แต่สวยงาม สำหรับเธอ

“ฉันให้ความหมายของ P ว่า Prefessional ไม่ใช่ Pregramme” เธออธิบายไว้อย่างนั้น

จนถึงปัจจุบัน ผมยังไม่มีโอกาสได้ดูภาพที่ตัวเองถูกถ่าย (ได้แต่ภาวนาขอให้เขาไม่เลือกรูปที่ชูสองนิ้วออกมาเผยแพร่สู่สายตาสาธารณะ) ส่วน Ume นั้นกำลังจะแสดงงานชุด ‘Danshi’ (เด็กชาย) ที่ฝรั่งเศสในงาน HYERES 2008 (23rd FESTIVAL INTERNATIONAL DE MODE & DE PHOTOGRAPHIE) ตอนเดือนเมษาที่กำลังจะมาถึง

ได้ยินว่าช่วงหลังๆ Ume สนใจภูเขา เนื่องจากได้ไปเห็นภาพถ่ายภูเขาที่สวยงามมากหลายชิ้น และเธอตั้งใจจะถ่ายภูเขาบ้างในช่วงเวลาต่อจากนี้

ผมนึกไม่ออกว่าเธอจะไป ‘KoKo KoKo’ ใส่ภูเขาได้อย่างไร แต่เชื่อว่าเธอคงมีวิธีจัดการในแบบของตัวเอง

คงต้องติดตาม

*ภาพผลงานของ Kayo Ume คัดเลือกมาจาก http://www.home-room.org/archive/guest/003_ume_tum/room/ume/
นิทรรศการที่เธอแสดงร่วมกับ วิศุทธิ์ พรนิมิตร เมื่อราวเดือนตุลาคม 2547

Special thanks to Kayo Ume (KoKo), Fumiya Sawa and Kazuhiro Kimura

พิมพ์ครั้งแรกในบล็อก
พิมพ์ครั้งที่สองพร้อมส่วนเพิ่มเติมใน Happening ฉบับเดือนเมษายน 2551

5 comments:

คิ้ม said...

อยากเห็นรูปที่พี่โจ้ถูกถ่าย
ได้รูปเมื่อไหร่ อย่ามุบมิบเก็บไว้คนเดียว
เอามาลงในบล็อกด้วยนะ
(^_^)V

Kat said...

หวัดดีค่ะพี่โจ้

อ่านเรื่องที่พี่เขียนใน Happening ที่ iberry แถวถนนแจ้งวัฒนะ ดีใจที่เห็นชื่อพี่ในหนังสือโดยบังเอิญค่ะ
เดี๋ยวนี้ชอบอ่านเรื่องของคนที่เป็นตัวของตัวเอง และมีความสุขกับงาน
พี่อยู่ที่เชียงใหม่คงสบายดีนะคะ ถ้าว่างจะแวะไปซื้อไส้อั่วทานที่ร้านดำรงและจะแวะไปเยี่ยมพี่โจ้ค่ะ

คิดถึง
แคท

วชิรา said...

อา....เรื่องรูป
ตัวเองยังไม่เห็นเลย
ไม่รู้จะได้เห็นหรือเปล่า
แต่เท่าที่รู้มันจะเป็นรูปเล็กๆ เองนะ
เหมือนแค็ตตาล็อกเสื้อผ้า
ไม่ใช่แฟชั่นเซ็ตใหญ่อลังการ
ไม่ต้องดูหรอก เนอะ
^^

ดีใจที่ได้อ่านนะ
ถึงแม้ว่าจะบังเอิญก็ตาม
; P

KEY said...

วันนี้ดูซีรี่ย์พระเอกก็พูดว่า " โก๊ะโกะ"
"ตรงนี้ๆ" ..อะไรอย่างนั้น
ปล่าว..ไม่มีอะไร บอกเฉยๆ
--
55 ยังหวงเนื้อหวงตัวอยู่อย่างสม่ำเสมอเลยนะ
แค่รูปเอง..เหอะ

วชิรา said...

เขินน่ะ >_<

ปล เพิ่งได้ดูบรรยากาศงานแสดงที่ฝรั่งเศส ที่ 'โก๊ะโกะ' ไปแสดง คุณฟูมิยะส่งมาให้ดู บรรยากาศน่ารักดี