Monday, June 30, 2008

ทะลุหูขวา (14): PORTISHEAD


ทะลุหูขวา [Fall On Deaf Ears]
text and artwork by RabbitHood

www.rabbithood.net

{artist}
PORTISHEAD

PORTISHEAD อาจไม่ใช่วงที่คิดค้นดนตรี Trip-Hop แต่ก็ถือว่าอยู่ในหมวดหมู่ของวงดนตรีที่ทำให้ Trip-Hop ได้รับความนิยมในยุคแรกๆ โดยเฉพาะในอเมริกา เกาะหลัง Massive Attack และ Tricky มาติดๆ แม้จะไม่ฉึกฉักอย่าง Massive Attack หรืออวองการ์ดเท่า Tricky แต่ดนตรีของ PORTISHEAD ก็มีเสน่ห์ของบรรยากาศหม่นเศร้าชวนหลงไหล มีความ ‘เหมือนจะป็อป’ ที่ล้มล้างโครงสร้างเดิมๆ ของเพลงแบบ ‘มหาชนนิยม’ ด้วยการ‘ทดลอง’ต่างๆ นานา สิ่งนี้เองทำให้เพลงของพวกเขาแพร่หลายกว้างขวางโดยเฉพาะในหมู่คนช่วงวัย 30

อัลบั้มแรก Dummy ออกมาในปี 1994 ได้รับการตอบรับอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ทั้งจากนักวิจารณ์ โพลสำนักต่างๆ และผู้ฟังในอังกฤษ ก่อนจะขยับขยายไปโด่งดังในอเมริกา ด้วยยอดจำหน่าย 150,000 แผ่น ทั้งที่วงยังไม่ได้ไปทัวร์อเมริกา Dummy ได้รับรางวัล Mercury Music Prize ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้กับอัลบั้มยอดเยี่ยมแห่งปีของอังกฤษและไอร์แลนด์ เฉือนเอาชนะวงอื่นๆ ในปีเดียวกันอย่าง Oasis (Definitely Maybe), Supergrass (I Should Coco), Tricky (Maxinquaye), PJ Harvey (To Bring You My Love), Van Morrison (Days Like This) ฯลฯ (วงอื่นๆ ที่ได้รับรางวัลเดียวกันนี้ในปีอื่นๆ ก็เช่น Primal Scream–Screamadelica (1992), Suede–Suede (1993), Pulp–Different Class (1996), Badly Drawn Boy–The Hour of Bewilderbeast (2000), Franz Ferdinand–Franz Ferdinand (2004), Arctic Monkeys–Whatever People Say I Am, That's What I'm Not (2006), Klaxons–Myths of the Near Future (2007) และในสองปีถัดมาก็ปรากฏวงดนตรีที่ละม้ายคล้ายคลึงกันออกมาให้เห็นเกลื่อนกลาด ขณะที่ PORTISHEAD เก็บตัวเงียบจากชื่อเสียงรางวัลเพื่อทำอัลบั้มที่สองต่อไป

ชื่อ PORTISHEAD มาจากชื่อเมืองท่าทางตะวันตกของ Bristol ประเทศอังกฤษ (ห่างออกไป 13 ก.ม.) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1991 ประกอบด้วย Geoff Barrow ซึ่งทำงานอยู่ที่ Coach House Studio และเป็นที่ที่ Barrow ได้พบกับ Massive Attack และ Tricky ต่อมาหน้าที่การงานทำให้ Barrow ได้พบกับ Beth Gibbons ซึ่งขณะนั้นร้องเพลงอยู่ในผับต่างๆ หลังจากนั้นทั้งสองก็เริ่มทำงานเพลงด้วยกัน โดยมีกำลังสำคัญอีกคนคือ Adrian Utley นักกีตาร์แจ๊ซที่เคยเล่นให้กับ Big John Patton และ The Jazz Messengers มาก่อน

ก่อนที่จะออกอัลบั้มแรก สมาชิกทั้งสามของ PORTISHEAD เขียนบทหนังสั้น To Kill a Dead Man เพื่อการระลึกถึงหนังสายลับในยุค 60 Barrow, Gibbons และ Utley ทั้งแสดงและทำเพลงประกอบกันเองจนเตะตาค่าย Go! Records และเซ็นสัญญากันในเวลาต่อมา

ทั้ง Barrow และ Gibbons เป็นมนุษย์จำพวก ‘อายสื่อ’ ช่วงแรกๆ Gibbons จึงปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ใดๆ ทั้งสิ้น ส่งผลให้คนฟังทั่วไปไม่รู้จัก PORTISHEAD ผ่านสื่อต่างๆ เลย ทั้งที่สื่อเหล่านั้นต่างชื่นชอบผลงานของพวกเขามาก แต่ไม่นาน ค่ายและวงก็พัฒนากลยุทธ์การตลาดของตัวเองอย่างชาญฉลาด พวกเขาเลือกใช้วิธีการบันทึกจุดเด่นของวงซึ่งก็คือ ‘บรรยากาศ’ แล้วค่อยนำออกสู่สื่อ หลังจากนั้นความนิยมก็ล้นหลามตามมา

อัลบั้มที่สองชื่อเดียวกับวง Portishead ออกมาในปี 1997 ใช้วิธีอัดสดและนำไปบันทึกลงแผ่นไวนิลอีกที ซึ่งทำให้เกิดลักษณะเสียงเสียงแตกๆ สากๆ (อัลบั้มนี้ติด Top Ten ชาร์ตใน UK) และ Roseland NYC Live อัลบั้มบันทึกการแสดงสดกับวงเครื่องสาย New York Philharmonic Orchestra ก็คลอดในปีถัดมา (พร้อม DVD) จากนั้นในปี 1999 สมาชิกในวงก็ต่างแยกย้ายไปทำงานของตัวเอง พวกเขากลับมารวมกันอีกครั้งในปี 2005 ด้วยการแสดงสดครั้งแรกในรอบ 7 ปี เพื่องาน Tsunami Benefit Concert ใน Bristol และทำอัลบั้มที่สาม Third ซึ่งห่างจากอัลบั้มที่สองถึง 10 ปีเต็ม ทั้ง 11 เพลงในอัลบั้ม Third เคยถูกนำไปเปิดในวิทยุอินเทอร์เน็ต Last.fm (ก่อนที่อัลบั้มจะออกวางขาย) ปรากฏว่ามีผู้ฟังทั้งสิ้น 327,000 คนภายในระยะเวลา 24 ชั่วโมง

เพลงของ PHEAD (ชื่อเล่น) เหมาะอย่างยิ่งที่จะฟังคนเดียวหรือในหมู่คณะที่รู้สึกว่าต่างคนต่างอยู่คนเดียว

ติดตามเพิ่มเติมได้ที่ http://www.portishead.co.uk/

*ภาพประกอบจากในปกอัลบั้ม Third

Tempted in our minds.Tormented inside lie.Wounded and afraid.Inside my head.Falling through changes.

SONG: SILENCE

1 comment:

ศึกษาต่ออเมริกา said...

ขอบคุณค่ะ สำหรับบทความดี ๆ